วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

การปรับตัวไปสู่การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง

การปรับตัวไปสู่การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง
( Adaptation to Network Centric Operations )
โดย พันเอก ฤทธี  อินทราวุธ
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

โลกยุคปัจจุบัน ความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรทุกระดับรวมถึงปัจเจกบุคคล ที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการ และความเปลี่ยนแปลงด้านความเจริญก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด องค์กรหรือบุคคลใดที่มีความได้เปรียบหรือมีศักยภาพในการใช้งานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาก  ย่อมมีโอกาสสูงในการพัฒนาด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ และความเจริญก้าวหน้าเพื่อการแข่งขัน หรือการยกระดับ
ฐานะของตน เทียบเคียงกับการใช้รถซุปเปอร์คาร์          ( Super Car ) รถอีโค่คาร์ ( Eco Car ) และรถอีแต๋น ( Farm Truck ) ทั้งนี้การได้มาซึ่งความได้เปรียบ-เสียเปรียบดังกล่าว ย่อมเกิดจากการลงทุนที่มีความแตกต่างกันบนพื้นฐานของสถานะและความต้องการ โดยจะต้องพิจารณาถึง สภาพแวดล้อม เป้าประสงค์ และขอบเขตที่กำหนดไว้ เช่น สภาพเส้นทางเป็นทุ่งนา ต้องการบรรทุกข้าว จำนวน ๒๐ – ๓๐ กระสอบ รถอีแต๋นก็คงจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด กรณีที่ไปธุระเร่งด่วนที่พัทยา บนเส้นทางมอเตอร์เวย์  เพื่อให้ทันเวลา รถซุปเปอร์คาร์ คงจะตอบสนองความต้องการได้ดีกว่ารถประเภทอื่น และในกรณีใช้รถไปทำงานอยู่ในย่านจราจรคับคั่ง ต้องการประหยัดเชื้อเพลิง รถอีโค่คาร์ จึงเป็นรถที่มีความเหมาะสมกว่าในด้านการประหยัดตามสภาพการจราจร
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการเลือกใช้เทคโนโลยีต่างๆ ทั้งแบบพื้นบ้าน แบบประหยัด และแบบทันสมัยไฮเทค ในบางโอกาสอาจจะต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ประกอบในการพิจารณา เช่นเดียวกับ การเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างชาญฉลาดขององค์กรและส่วนบุคคล เพื่อให้เกิดความได้เปรียบในเชิงคุณภาพ ก็จะต้องตระหนักถึงความคุ้มค่าในด้านผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้งานเปรียบเทียบกับการลงทุน ( Cost Benefit ) หลายท่านคงเคยพบเห็นเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาล และชั้นประถมศึกษา รวมถึงนักเรียน นักศึกษา ที่ยังต้องแบบมือขอเงินผู้ปกครองใช้ มีโทรศัพท์มือถือ Smart Phones , Tables , iPad , etc. รุ่นใหม่ๆ ซึ่งมีราคาแพงใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการใช้งานอย่างคุ้มค่าเท่าที่ควร เช่นเดียวกับหลายๆ องค์กร หน่วยงาน โดยเฉพาะภาครัฐที่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้วยงบประมาณเป็นจำนวนสูง รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณในการว่าจ้างการปรนนิบัติบำรุงรักษาระบบ ( Maintenance ; MA ) เป็นรายปี โดยได้รับประโยชน์จากการใช้งานยังไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเท่าที่ควร ทั้งนี้เนื่องมาจากปัญหาด้านการบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ และผู้ใช้งานยังขาดความรู้ความเข้าใจในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อสร้างความได้เปรียบ สร้างประโยชน์ สร้างโอกาสในการพัฒนาด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ และความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างคุ้มค่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญที่ ผู้บริหารองค์กร จะต้องให้ความสำคัญกับ กำลังคน ( Man Power ) เป็นอันดับแรก โดยเฉพาะ การใช้คนให้ตรงกับงาน ( Put the right man to the right job ) ก่อนที่จะกำหนดแนวนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มิฉะนั้นก็จะเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า และตกเป็นเครื่องมือเชิงธุรกิจให้กับคนบางกลุ่ม
ในยุคของการแข่งขัน การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาสร้างความได้เปรียบ สร้างประโยชน์ สร้างโอกาสในการพัฒนาด้านคุณภาพ และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานขององค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างคุ้มค่าถือเป็นความจำเป็น เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในสถานการณ์ถูกทิ้งท้าย หรือการก้าวไม่ทันผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน แนวโน้มความเจริญก้าวหน้าด้านการพัฒนาระบบการสื่อสารไปสู่ระบบ 3G-4G เพื่อพัฒนาไปสู่การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ( Network Centric Operations ) กำลังมาแรง ซึ่งปรากฏการณ์ด้านวิวัฒนาการของการใช้งานระบบสารสนเทศ โดยในอดีตนิยมใช้ระบบ Mainframe เป็นศูนย์ข้อมูลกลาง ( Data Center ) และมีเครื่องคอมพิวเตอร์ Dump Terminals ทำให้หน้าที่เป็นเครื่องลูกข่ายเพื่อใช้งานโปรแกรมประยุกต์จากเครื่องแม่ข่ายโดยตรง ต่อมาพัฒนาเป็นระบบเครือข่ายภายใน ( Local Area Network ; LAN ) และระบบเครือข่ายภายนอก ( Wide Area Network ; WAN ) โดยพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ ( Application Software ) ทำงานในลักษณะการบริการแบบลูกข่าย ( Clients Server ) และปัจจุบันได้พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ไปสู่การใช้งานบนระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ( Internet ) ในลักษณะการทำงานแบบการบริการผ่านเว็บ ( Web Services ) กล่าวคือ การใช้งานโปรแกรมประยุกต์บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ( Web Applications ) โดยตรง หรือการใช้งานโปรแกรม Web Browser ซึ่งเป็น ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลและติดต่อสื่อสารกับระบบสารสนเทศที่อยู่ในรูปแบบของ Webpage หรือ Web Base ซึ่งอยู่บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า World Wide Web ( www )
การใช้งานบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตดังกล่าว ได้รับความนิยมสูงสุดมาจนถึงทุกวันนี้ โดยมีเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยต่างๆ มาผสมผสานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ประมวลผลแบบก้อนเมฆ ( Cloud Computing ) ซึ่งเป็นการประยุกต์เทคโนโลยีการบูรณาการด้านการบริหารจัดการประสิทธิภาพการทำงานของระบบเครื่องแม่ข่าย  ( Server Farm ) ที่มีเครื่องแม่ข่าย ( Server ) อยู่เป็นจำนวนหลากหลาย นำมาทำการประมวลผลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยการบริหารจัดการด้านขีดความสามารถ ประสิทธิภาพ และการทำงานมาก-น้อยของเครื่องแม่ข่ายแต่ละเครื่อง ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำงาน
องค์กรสมัยใหม่ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายในด้านการลงทุนติดตั้งระบบสารสนเทศขององค์กร ซึ่งมักจะเกิดปัญหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ชำรุด ล้าสมัย และขาดประสิทธิภาพ ไม่สามารถรองรับการทำงานของซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ๆ และความต้องการด้านการพัฒนาระบบงานที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ รวมถึงปัญหาการดูแลรักษาระบบด้วยตนเอง จึงมักนิยมใช้การบริการระบบคอมพิวเตอร์ประมวลผลแบบก้อนเมฆ ส่วนใหญ่มักจะเป็นองค์กรด้านธุรกิจ ซึ่งมักจะเอาเวลาส่วนใหญ่ไปให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การแข่งขันเชิงธุรกิจและผลกำไรเป็นหลักมากกว่าจะมาดูแลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันหน่วยงานหรือองค์กรขนาดใหญ่ที่สมัยใหม่บางองค์กร ซึ่งได้ก้าวผ่านกระบวนการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาตามลำดับ เริ่มมองเห็นความสำคัญและความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยเฉพาะแนวโน้มความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีเครือข่ายใน ยุคการสื่อสารระบบ 3G-4G เพื่อพัฒนาไปสู่ กลยุทธ์หรือการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ และหน่วยงานทางทหาร ซึ่งต้องใช้ข้อมูลสารสนเทศที่มีความถูกต้อง ทันสมัย รวดเร็ว ปลอดภัย มาแสดงสถานการณ์จริงในปัจจุบันให้กับผู้บริหารระดับต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งอยู่คนละพื้นที่ได้เห็นภาพเดียวกันในมิติต่างๆ ตามความต้องการ เพื่อประกอบการวิเคราะห์ พินิจพิจารณา และการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และทันเวลา ซึ่งแนวคิดด้านกลยุทธ์ หรือ การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง จะเริ่มจากการเปลี่ยนกระบวนทัศนจาก การสั่งการแบบรวมศูนย ( Unified Command ) ไปสู่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ( Network Centric ) และการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จาก การมีอิสระในตัวเอง ( Freedom )ไปสู่การเป็นสวนหนึ่งที่ตองปรับตัวอยางตอเนื่องในระบบที่เปนพลวัติ ( Dynamic Adaptation ) ซึ่งระบบการบริหารและการสั่งการในอดีต ผู้บริหารองค์กรส่วนใหญ่นิยมรวมศูนย์อำนาจในการสั่งการไว้แต่เพียงผู้เดียวในการตัดสินใจ โดยอาจจะมีกระบวนการแสวงหาข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อตกลงใจ จากหน่วยงานระดับรอง ฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายเลขานุการ ช่วยในการรวบรวมข้อมูล ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้ผู้บริหารตกลงใจสั่งการ เช่นเดียวกับการรวบรวมและนำเสนอข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ ก็จะต้องผ่านบรรณาธิการข่าวในการตัดสินใจว่าจะปล่อยข่าวอะไรไปเผยแพร่สู่สาธารณะ ซึ่งกระบวนการดังกล่าว จะต้องใช้เวลาในกระบวนการขั้นตอนการดำเนินการ ทำให้เกิดความล่าช้าไม่ทันกาล และไม่สามารถแข่งขันกับคนอื่นได้ ถึงแม้ว่ากระบวนการดังกล่าวจะช่วยให้เกิดความรอบคอบในการตัดสินใจ และมีความเป็นเอกภาพในการตัดสินใจก็ตาม
ดังนั้น หลายองค์กรสมัยใหม่ที่ต้องการความรวดเร็วในด้านข้อมูลข่าวสารและกระบวนการตัดสินใจที่ฉับไว เพื่อชิงความได้เปรียบในด้านการแข่งขันทั้งเชิงพาณิชย์และเชิงการตลาด จึงหันมาให้ความสำคัญกับ การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง โดยระบบงานและข้อมูลข่าวสารต่างๆ ขององค์กรที่มีความถูกต้องและทันสมัยจะถูกรวบรวมจัดเก็บไว้ในคลังข้อมูลที่เชื่อมโยงกับระบบเครือข่ายต่างๆ ทั้งระบบทางสายและระบบไร้สาย ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบงานและข้อมูลข่าวสารจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลาที่ต้องการ ซึ่งตัวอย่างของระบบงานและข้อมูลข่าวสาร ตามแนวคิดของ การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ได้แก่ ระบบธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขององค์กรต่างๆ , ระบบสื่อสารมวลชนขององค์กรสื่อประเภทต่างๆ และโดยเฉพาะระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่าง ซึ่งนิยมนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลักในด้านความขัดแย้งทางการเมืองและทางสังคม เพื่อเป็นช่องทางในการดำเนินการปลุกเร้าอย่างได้ผล เนื่องจากมีการกระจายข้อมูลข่าวสารทั้งข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เพื่อการประชาสัมพันธ์ การโฆษณาชวนเชื่อ การยุยงปลุกปั่น ฯลฯ ไปในวงกว้าง สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยความรวดเร็วชั่วพริบตา และมีการแชร์ข้อมูลต่อๆ กันไป รวมถึงการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ทั้งทางบวกและทางลบ และมีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ และมีผลต่อการตัดสินใจของคนเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อด้านจิตใจประการหนึ่งในยุคปัจจุบันนี้
กระบวนการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศนจาก การสั่งการแบบรวมศูนย ไปสู่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง และจากการมีอิสระในตัวเอง ไปสู่การเป็นสวนหนึ่งที่ตองปรับตัวอยางตอเนื่องในระบบที่เปนพลวัติ โดยผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบงานและข้อมูลจะสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างเสรี สามารถจะทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมีใครมาคอยลงนามอนุมัติเช่นในอดีต หรือข้อมูลข่าวสารจากเจ้าหน้าที่นักข่าวภาคสนาม และภาคอาสาสมัครฝ่ายพลเรือน ก็สามารถส่งรายงานข้อมูลข่าวสาร เหตุการณ์สดๆ ณ ปัจจุบัน ผ่านช่องทางทั้งระบบโทรศัพท์มือถือ และเครือข่ายสังคมออนไลน์ ออกเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนการพิจารณาของบรรณาธิการข่าว ซึ่งจะทำให้เกิดความล่าช้าไม่ทันสื่ออื่นๆ นอกจากนี้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เผยแพร่ออกไปแล้ว ประชาชนก็สามารถสืบค้นย้อนหลัง และเข้าไปดูภายหลังได้ตลอดเวลา
ในด้านวงการทหาร ข้อมูลข่าวสารและระบบงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลประเภทชั้นความลับ และมีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ หากข้อมูลเกิดการรั่วไหล หรือถูกโจรกรรม รวมถึงระบบการบังคับบัญชาของทหารจะมีสายการบังคับบัญชาตามลำดับ จาก กองทัพบก สู่ หน่วยขึ้นตรง / ระดับกองทัพภาค สู่ระดับกองพล สู่ระดับกรม กองพัน กองร้อย ตามลำดับ โดยมีผู้บังคับหน่วย เป็นผู้บังคับบัญชาและมีหน้าที่ความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติการของหน่วยตามลำดับ การปรับตัวและกระบวนการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง จึงควรจะมีความเป็นระเบียบแบบแผน มีขั้นตอน มีความแตกต่าง และมีความซับซ้อนมากกว่าองค์กรภาคธุรกิจหรือเอกชน และที่สำคัญจะต้องมีมาตรการด้านการรักษาความปลอดภัย
ดังนั้น ผู้บังคับบัญชา ฝ่ายอำนวยการ และหน่วยปฏิบัติการในระดับล่าง จึงควรจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักถึงการใช้งานเครือข่ายอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ด้านการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะการรายงานสถานการณ์และการสั่งการทางทหารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ Line , Facebook , Twitter , Google+ , etc. เป็นต้น ปัจจุบันผู้บังคับบัญชา และฝ่ายอำนวยการประจำสำนักงานผู้บังคับบัญชาหลายท่าน ที่มีความต้องการความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสาร และการตอบสนองของหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์อย่างทันทีทันใด นิยมใช้เครือข่ายในลักษณะดังกล่าว เพื่อการติดต่อสื่อสารและการรับ-ส่งข้อมูลที่มีความเร่งด่วน ในการตอบสนองความต้องการของตนและผู้บังคับบัญชาโดยขาดมาตรการการรักษาความปลอดภัย จึงเป็นการปรับตัวในการใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลางที่มีความเสี่ยงด้านสารสนเทศสูง เนื่องจากการใช้งานบนเครือข่ายสังคมออนไลน์มีความปลอดภัยต่ำมาก ข้อมูลข่าวสารจะถูกเก็บไว้ในเครื่องแม่ข่าย ( Server ) ของผู้ให้การบริการภาคเอกชน และผู้ใช้งานที่ขาดความระมัดระวังสามารถแชร์ข้อมูลข่าวสารไปยังบุคคลอื่นนอกกลุ่ม ( Group ) ได้โดยง่าย สะดวก และรวดเร็ว โดยไม่มีระบบควบคุมและป้องกันการกระจายข้อมูล เป็นต้น
แนวทางในการปรับตัวเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง จะต้องแยกการปฏิบัติการออกเป็น ๒ แนวทาง คือ การปฏิบัติการด้านการทหาร และการปฏิบัติการด้านกิจการพลเรือน
การปฏิบัติการด้านการทหาร หน่วยทหารและกำลังพลที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีความรู้ความเข้าใจ มีความระมัดระวัง และความตระหนักในการใช้งานเครือข่ายเพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ทันสมัย และมีความปลอดภัย โดยระบบเครือข่ายที่ใช้งานดังกล่าว จะต้องมีระบบการรักษาความปลอดภัยเครือข่าย เช่น ระบบเครือข่ายภายใน ( Intranet ) หรือ ระบบเครือข่ายเสมือนส่วนตัว ( Virtual Private Network ; VPN ) ซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่าการใช้งานบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยตรง ส่วนระบบงานและระบบฐานข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารที่จะพัฒนาใช้งานอยู่บนเครือข่ายจะต้องมีระบบการรักษาความปลอดภัยเช่นกัน จึงจะทำให้การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลางเกิดประสิทธิภาพและมีความมั่นคงปลอดภัย
การปฏิบัติการด้านกิจการพลเรือน ซึ่งข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดไม่มีชั้นความลับ สามารถแลกเปลี่ยน เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์สู่สาธารณะได้ หน่วยทหารและกำลังพลที่เกี่ยวข้องสามารถนำระบบเครือข่าย แอฟฟริเคชั่นต่างๆ บนโลกออนไลน์ และฐานข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และมีอยู่ทั่วไปทั้งในหน่วยและนอกหน่วย เชื่อมโยงเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด อะไรที่มีอยู่และนำมาใช้ได้ก็ใช้ อะไรที่แชร์แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ก็แชร์ เพื่อให้เกิดเป็นเครือข่ายบูรณาการระหว่างหน่วยงานทหาร หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ โดยเริ่มงานจากการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลางแบบง่ายๆ เช่น งานที่เกี่ยวข้องการบริการประชาชน , งานที่เกี่ยวข้องกับมวลชน , งานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ , งานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาทางสังคม , งานที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือความเดือดร้อนของประชาชน และงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นต้น
สรุป การปรับตัวไปสู่การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง หน่วยทหารและกำลังพล สามารถจะเริ่มปฏิบัติการได้ทันที โดยเริ่มจากการปฏิบัติการด้านกิจการพลเรือน ทั้งนี้จะต้องมีนโยบาย และการกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน โดยในชั้นต้นจะต้องมีการบริหารจัดการงานในการปฏิบัติการออกเป็นกลุ่มเครือข่ายต่าง ๆ เช่น เครือข่ายบริการประชาชน , เครือข่ายงานมวลชน , เครือข่ายการพัฒนาประเทศ , เครือข่ายการแก้ไขปัญหาทางสังคม , เครือข่ายการช่วยเหลือประชาชน และเครือข่ายการป้องกันบรรเทาสาธารณภัย เป็นต้น โดยใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ ส่วนการปฏิบัติการด้านการทหาร โดยเฉพาะการปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการป้องกันชายแดนของกองกำลังต่างๆ จะต้องพัฒนาปรับปรุงระบบเครือข่าย , ระบบงาน และระบบฐานข้อมูลต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม และมีความปลอดภัย เพื่อให้หน่วยในพื้นที่สามารถใช้ประโยชน์ได้จนถึงระดับปฏิบัติการ และหน่วยที่เกี่ยวข้องทุกระดับสามารถมองเห็นภาพสถานการณ์ในพื้นที่ได้ในเวลาเดียวกัน โดยมุ่งสู่หลักการพัฒนาเพื่อการปรับตัวทั้ง ๔ ด้าน คือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ( Data Exchange ) , การตระหนักรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกัน ( Shared Situation Awareness ) , การปฏิบัติการที่ประสานสอดคล้องมีความรวดเร็วในการสั่งการและควบคุมบังคับบัญชา   ( Co-operations ) และการปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพ    ( Efficiency Operations )

--------------------------------------------------------

วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2556

โดเมน ที่ ๕ / โลกไซเบอร์ กับ ความมั่นคงของมนุษย์

โดเมน ที่ ๕ / โลกไซเบอร์ กับ ความมั่นคงของมนุษย์
( The 5th Domain / Cyberspace and Human Security )
โดย พันเอก ฤทธี  อินทราวุธ
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร
ในอดีตยุคโบราณกาลนับย้อนไปหลายพันปี มนุษย์เชื่อกันว่าโลกแบน เพราะสามารถมองเห็นและสัมผัสได้ด้วยสายตาและสัมผัสได้ด้วยการเดินทาง เพียง ๒ มิติ คือ พื้นดิน และพื้นน้ำ  ต่อมาได้มีนักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ในอดีต ได้ทำการตั้งสมมุติฐาน ทฤษฎี ทำการพิสูจน์ และค้นพบว่าโลกกลม สามารถเดินทางได้รอบโลกและกลับมาบรรจบ ณ จุดเริ่มต้น และได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีพื้นฐานเพื่อเป็นพาหนะสำหรับการเดินทางในระยะต่อมา เพียง ๓ มิติ คือ พื้นดิน พื้นน้ำ และอากาศ ต่อมาวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีอากาศยานเจริญก้าวหน้ามากขึ้นตามลำดับ ได้มีการพัฒนาอากาศยานให้มีขีดความสามารถสูงขึ้นจนสามารถเดินทางสู่ห้วงอวกาศและออกนอกโลกได้ ที่เรียกกันว่า ยานอวกาศ  จึงเกิดเป็น ๔ มิติ คือ พื้นดิน พื้นน้ำ อากาศ และอวกาศ
ต่อมาในยุคสารสนเทศ ( Information Age ) การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้นตามลำดับ และกำลังปรับเปลี่ยนโฉมหน้าและวิวัฒนาการของโลกจากเดิม ๔ มิติ เพิ่มเป็น ๕ มิติ คือ โดเมนที่ ๕  ( The Fifth Domain ) หรือที่เรียกกันว่า มิติไซเบอร์ / ไซเบอร์โดเมน
 ( Cyber Domain ) หรือ โลกไซเบอร์     ( Cyberspace ) เพราะสามารถสัมผัสด้วยตา เคลื่อนที่ด้วยข้อมูล และข่าวสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้อย่างรวดเร็วเกือบเป็นเวลาเดียวกัน ( Near Real Time )  ทุกสถานที่ทุกเวลา       ( Any Where Any Time ) ไร้ขอบเขตจำกัด ( Borderless )  และมีความเสมือนจริง ( Virtualization ) ประหนึ่งสามารถล่องหนไปปรากฏในที่ต่างๆ ในโลกไซเบอร์ชั่วพริบตา โดยมีหลายคนได้กล่าวถึง โดเมนที่ ๕  หรือ โลกไซเบอร์ ในมุมมองของการทหาร หรือ สงครามอนาคต และรัฐบาลบางประเทศมองว่า โลกไซเบอร์ คือโดเมนที่ ๕ แห่งการทำสงครามทางด้านการทหาร ถือว่าเป็นโดเมนหนึ่งที่มีความสำคัญในการสู้รบเอาชนะฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีนได้ให้ความสำคัญกับเรื่อง สงครามไซเบอร์ ( Cyber Warfare ) ถึงขนาดให้การสนับสนุนให้มีการผลิตนักรบไซเบอร์ ( Cyber Warriors ) ขึ้นมาประจำการในกองกำลังทหาร เพื่อเสริมสร้างกำลังอำนาจทางทหาร ซึ่งเป็นกำลังอำนาจแห่งชาติ ( National Power ) ที่สำคัญด้านหนึ่ง และเพิ่มศักย์สงครามเพื่อความได้เปรียบทางการทหารให้สูงขึ้น ตลอดจนการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามด้านสงครามไซเบอร์
นอกจากนี้ ในด้านการปฏิบัติการข่าวสาร ( Information Operations : IO ) ทางการทหาร ทั้งยามปกติ และยามสงคราม รวมไปถึงความขัดแย้งทางการเมืองและทางสังคม มักนิยมใช้โดเมนที่ ๕ หรือ โลกไซเบอร์ เพื่อเป็นช่องทางในการดำเนินการ เนื่องจากมีการกระจายข้อมูลข่าวสารทั้งข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เพื่อการประชาสัมพันธ์ การโฆษณาชวนเชื่อ การยุยงปลุกปั่น ฯลฯ ไปในวงกว้าง สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยความรวดเร็วชั่วพริบตา และมีการแชร์ข้อมูลต่อๆ กันไป รวมถึงการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ทั้งทางบวกและทางลบ และมีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ และมีผลต่อการตัดสินใจของคนเป็นจำนวนมาก ดังนั้นโดเมนที่ ๕ หรือ โลกไซเบอร์ จึงนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลต่อด้านจิตใจ
ความเป็นจริงในโลกปัจจุบัน โดเมนที่ ๕ หรือ โลกไซเบอร์ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคนธรรมดาสามัญในยุคสมัยใหม่นี้แล้วตลอด ๒๔ ชั่วโมง ตั่งแต่เกิด ข้อมูลสูติบัตรของเด็กแรกเกิดจะถูกบันทึกในระบบดิจิตอล แน่นอนเรื่องนี้เป็นน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในอดีตที่ผ่านมาก่อนยุคดิจิตอล เรามักจะตั้งข้อสังเกตกับเพื่อนร่วมรุ่นว่า “ ทำไมถึงอายุน้อยจัง หรือว่าเริ่มเข้าเรียนตั้งแต่ยังแบเบาะ ? ” ปัจจุบันข้อมูลตัวเราเริ่มเข้าไปอยู่ในโลกไซเบอร์แล้วตั้งแต่แรกเกิด พอไปแจ้งทะเบียนราษฎร์ก็จะเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ต่อมาพออายุ ๗ ปี ก็จะต้องทำบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับเด็ก ข้อมูลถูกบันทึกเก็บเพิ่มเติมไว้ในโลกไซเบอร์ และบัตรอิเล็กทรอนิกส์ โดยสามารถนำบัตรประชาชนใบนี้ใบเดียวไปทำหนังสือเดินทางระหว่างประเทศ ( Passport ) ซึ่งก็เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์อีก พอเอาเงินไปฝากธนาคาร ก็ได้บัตร ATM หรือ บัตร VISA นอกจากนี้อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือแบบ Smart Phones รุ่นใหม่ๆ จะมี Application และการบริการสามารถใช้โทรศัพท์มือถือแทนการชำระด้วยเงินสดได้อีกด้วย ถึงตอนนี้เวลาจะซื้อจะทำอะไรก็เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ในโลกไซเบอร์ไปหมด ไม่ต้องถือแบงค์ธนบัตรให้เสี่ยงต่อการสูญหาย หรือถูกฉกชิง วิ่งราว จี้ ปล้น ฯลฯ
นอกจากนี้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่มีความจำเป็นต่อความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ และการทำงานต่างๆ ทั้งในวิชาชีพ และงานส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นบัตรต่างๆ เพื่อใช้ในการรับการบริการอื่นๆ เช่น บัตรนักเรียน บัตรข้าราชการ บัตรสถานพยาบาล เป็นต้นล้วนอยู่ในรูปบัตรอิเล็กทรอนิกส์  อุปกรณ์เครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร ทั้งโทรศัพท์มือถือแบบอัจฉริยะ ( Smart Phones ) และแอฟฟริเคชั่นต่างๆ ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ( Social Network ) เช่น Line , Facebook , Twitter , Linkedin , Google+ , etc. ซึ่งเก็บข้อมูลส่วนตัว การสนทนาติดต่อสื่อสาร  และการงานต่างๆ ของเราไว้ในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หากมีการรั่วไหลของข้อมูล หรือ ข้อมูลถูกเจาะ ถูกแก้ไขดัดแปลง ถูกทำลาย จะทำให้เกิดความเสียหายทั้งในหน้าที่การงาน และความเป็นส่วนตัว เรื่องบางเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัวและถูกเก็บข้อมูลไว้ในระบบเครือข่าย หากมีใครนำไปโพสต์เผยแพร่ต่อสาธารณะทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งสามารถจะกระจายไปเป็นวงกว้างในโลกไซเบอร์ด้วยเวลาอันรวดเร็วชั่วพริบตา ทั้งข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลได้ ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ ลงโทษผู้กระทำผิดก็ตาม แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นยากที่จะแก้ไขเพราะถูกเผยแพร่กระจายไปทั่ว ทำให้เกิดการสูญเสียภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ ความศรัทธาเสื่อมเสียชื่อเสียง เกียรติยศ ศักดิ์ศรี และความเป็นส่วนตัว ซึ่งกรณีดังกล่าว ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของมนุษย์ ที่สำคัญประการหนึ่ง
ความมั่นคงของมนุษย์ ( Human Security )  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ให้ความหมายไว้ว่า การที่ประชาชนได้รับหลักประกันด้านสิทธิ  ความปลอดภัย  การสนองตอบต่อความจำเป็นขั้นพื้นฐาน สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ตลอดจนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกันในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ดังนั้นจะสังเกตได้ว่า ความสำคัญของมนุษย์ จะประกอบด้วย สิทธิ ความปลอดภัย และการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี หากสิ่งเหล่านี้ถูกละเมิด ถูกคุกคาม หรือถูกทำลายลง ก็จะทำให้ความเป็นมนุษย์ หมดคุณค่าลงไป คนทั่วโลกทุกเพศ ทุกวัย ต่างใช้ประโยชน์จาก โดเมนที่ ๕ หรือ โลกไซเบอร์ แต่บางคนยังกลัวที่จะใช้ประโยชน์จากมัน หรือบางคนไม่ยอมใช้สิทธิ ทั้งนี้เนื่องมาจากขาดความมั่นใจในความปลอดภัยด้านไซเบอร์ บางคนที่นำมาใช้ประโยชน์ก็อาจจะเกิดปัญหาการสูญเสียความเป็นส่วนตัว หรือเกิดความเสียหายด้านข้อมูล บางคนถูกพิษภัยจากโลกไซเบอร์โดยเฉพาะเครือข่ายสังคมออนไลน์เล่นงานโจมตีจนสูญเสียชื่อเสียง เกียรติยศ และศักดิ์ศรี จะเห็นได้ว่า โดเมนที่ ๕ หรือ โลกไซเบอร์ นอกจากจะเป็นปัจจัยส่งผลกระทบทางด้านการทหารแล้ว ยังมีผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม
การใช้ประโยชน์จาก โดเมนที่ ๕ หรือ โลกไซเบอร์ เพื่อการพัฒนาศักยภาพของตนถือเป็นโอกาสและความเท่าเทียมของมนุษย์ เพราะทุกคนทั่วโลกมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะใช้ประโยชน์จากมัน ผู้ที่ใช้ประโยชน์จาก โดเมนที่ ๕ หรือ โลกไซเบอร์ มากย่อมได้รับโอกาสมากกว่าผู้ที่ใช้น้อยหรือไม่ใช้เลย แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะประสบกับปัญหาจากภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ดังนั้นจึงควรจะต้องมีความตระหนักในการใช้งาน ไม่มักง่าย สะเพร่า ประมาท เลินเล่อ และมีการปฏิบัติด้านการรักษาความปลอดภัยในการใช้งานโดยเฉพาะเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างเคร่งครัด ดังนี้
๑. ไม่ควรระบุข้อมูลส่วนตัวในการลงทะเบียนสมาชิก ( Registration )  เกินความจำเป็น และเผยแพร่สู่สาธารณะ เช่น ชื่อ-สกุลจริง วันเกิด สถานที่เกิด สถานที่บ้าน สถานที่ทำงาน หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล์ ฯลฯ เพราะอาจจะถูกใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงของผู้ประสงค์ร้ายได้ รวมถึงการคาดเดารหัสผ่าน (Password)
๒. ไม่ควรใส่ข้อมูลแผนการต่างๆ อย่างละเอียด เผยแพร่บนสื่อสาธารณะ โดยเฉพาะการเดินทางออกนอกบ้าน ไปไหน เมื่อไหร่ กลับเวลาใด เป็นต้น เพราะอาจจะถูกนำมาใช้ในทางอาชญากรรม และโจรกรรมต่างๆ ที่บ้าน
๓. ไม่ควรใส่ข้อมูลแผนที่เกี่ยวกับบ้านพักที่อยู่อาศัย เผยแพร่บนสื่อสาธารณะ เพราะจะเป็นข้อมูลให้กับเหล่ามิจฉาชีพ
๔. ไม่ควรนำข้อมูลเรื่องที่ทำงาน หรือภายในองค์กรที่สำคัญ ที่เป็นเรื่องภายใน เรื่องลับเฉพาะ หรือเรื่องปัญหาต่างๆ เผยแพร่บนสื่อสาธารณะ เพราะอาจจะถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ หรือส่งผลกระทบต่อองค์กร
๕. ไม่ควรระบุชื่อบุคคลในรูปภาพ ( ติด Tag ) เผยแพร่บนสื่อสาธารณะโดยไม่จำเป็น เพราะอาจจะถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ
๖. ไม่ควรปล่อยให้เด็กใช้งานโดยอิสระ ขาดการตรวจสอบ ควบคุม กำกับดูแลของผู้ใหญ่ เพราะเด็กอาจจะนำข้อมูลที่ไม่เหมาะสมไปเผยแพร่ด้วยความคึกคะนอง ไม่ตั้งใจ ไม่ทันคิด หรืออาจจะถูกล่อลวงไปในทางมิชอบ
๗. พึงหลีกเลี่ยงข้อมูลพฤติกรรมต่างๆ ที่ส่งผลกระทบทางสังคม เช่น ภาพการดื่มสุรา สูบบุหรี่ การกระทำที่ก้าวร้าวรุนแรง การทารุณกรรม ฯลฯ เพราะอาจจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในทางมิชอบ หรือนำไปสู่การเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดี
๘. พึงใช้การบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยเลือกใช้งานเฉพาะกลุ่มและสมาชิกที่มีความรู้จักมักคุ้น มีความเชื่อถือไว้ใจได้ มีความปลอดภัย และมีพฤติกรรมที่เหมาะสม เพราะจะเป็นการป้องกันข้อมูลข่าวสารของกลุ่มและสมาชิกในกลุ่ม ไม่ให้ถูกเผยแพร่ไปที่อื่น
๙. พึงหลีกเลี่ยงการนำกิจกรรมประจำวัน หรือพฤติกรรมซ้ำๆ เช่น สถานที่เที่ยว สถานที่ออกกำลังกาย สถานที่ช็อปปิ้ง ฯลฯ มาเผยแพร่บนสื่อสาธารณะ เพราะอาจจะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนในทางที่มิชอบ
๑๐. ควรตั้งค่าความเป็นส่วนตัว และจำกัดการเข้าถึงข้อมูลเท่าที่จำเป็น จะช่วยป้องกันการสูญเสียความเป็นส่วนตัว และการนำข้อมูลส่วนตัวไปเผยแพร่ในทางมิชอบ
สำหรับข้อพึงระมัดระวังในการใช้งานคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะเครือข่ายคอมพิวเตอร์จาก โดเมนที่ ๕ หรือ โลกไซเบอร์ ให้มีความปลอดภัยในการใช้งาน มีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้
๑. การกำหนดรหัสผู้ใช้งาน ( Username )  และรหัสผ่าน ( Password ) ควรปฏิบัติตามกฎการรักษาความปลอดภัยด้านสารสนเทศ คือ ควรกำหนดรหัสผ่านให้มีทั้งอักษรตัวเล็กผสมตัวใหญ่ ตัวเลข สัญลักษณ์พิเศษตามจำนวนที่ระบบกำหนด และไม่ควรสื่อข้อความถึงความหมายใดๆ เช่น P1@s8S&w0r$d เป็นต้น
๒. ควรเปลี่ยนแปลงรหัสผ่านด้วยตนเองในภายหลังที่ระบบกำหนดมาให้ หรือพยายามเปลี่ยนตามห้วงระยะเวลา และควรหลีกเลี่ยงการกำหนดรหัสที่เป็นชื่อ วันเกิด หรือรหัสอื่นๆ ที่นักเจาะระบบ           ( Hacker / Cracker ) สามารถเดาสุ่มได้ 
๓. ไม่ควรเปิดเผยรหัสผ่านให้ผู้อื่นทราบ โดยเฉพาะการให้ผู้อื่นนำรหัสผ่านของตนมาเข้าใช้งานแทนตน เพราะอาจมีการนำไปใช้งานในทางที่มิชอบ
๔. ไม่ควรจดบันทึกรหัสผ่านลงในบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัตรเครดิต , กระดาษโน๊ตใส่กระเป๋าสตางค์ , กระดาษโน้ตที่โต๊ะทำงาน , Memo ในโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ เพราะมีโอกาสสูญหายและรั่วไหลไปยังบุคคลอื่น
๕. ระบบงานที่มีความสำคัญยิ่ง ควรใช้อุปกรณ์ทางชีวภาพ ( Biometric Device ) เช่น การสแกนลายนิ้วมือ ( Finger Scan ) การสแกนฝ่ามือ ( Palm Scan ) หรือ การสแกนม่านตา ( Eye Scan ) เป็นต้น ใช้เป็นอุปกรณ์ที่ตรวจสอบลักษณะส่วนบุคคลทางชีวภาพ เพื่อเป็นการยืนยันตัวบุคคล ( Authentic ) ประกอบกับการใช้รหัสผ่านเพื่ออนุญาตเข้าใช้โปรแกรม ระบบงาน หรือ การเข้าใช้ห้องระบบคอมพิวเตอร์ 
๖. การใช้งานระบบเรียกกลับ ( Callback System ) เป็นระบบที่ผู้ใช้ระบุชื่อและรหัสผ่านเพื่อขอเข้าใช้ระบบปลายทาง หากข้อมูลถูกต้อง คอมพิวเตอร์ก็จะเรียกกลับให้เข้าใช้งานเอง อย่างไรก็ตามการใช้งานลักษณะนี้จะมีประสิทธิภาพในด้านการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น ถ้าผู้ขอใช้ระบบใช้เครื่องคอมพิวเตอร์จากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่กำหนดหมายเลข Mac Address , IP Address ตำแหน่งสถานที่เดิม เช่นที่บ้าน หรือที่ทำงาน ซึ่งถูกล็อกด้วยหมายเลขโทรศัพท์เดิม ในขณะที่การใช้คอมพิวเตอร์แบบพกพา เช่น Tables และ Smart Phones ซึ่งต้องใช้งานผ่านระบบ 3G / 4G หรือ WiFi  อาจจะเกิดความเสี่ยงมากกว่า จึงควรจะต้องมีระบบยืนยันตัวบุคคล ( Authentic ) อื่นๆ เพิ่มเติม เพราะไม่สามารถระบุเจ้าของอุปกรณ์ที่แท้จริงได้ชัดเจน
๗. การใช้งานเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสาธารณะแบบไร้สาย ( Public WiFi ) หรือเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายแบบฟรี ( Free WiFi ) ซึ่งมีจุดบริการเชื่อมต่อ ( Service Set Identifier ; SSID ) อย่างแพร่หลายในสถานที่สาธารณะ เขตชุมชน และย่านการค้าต่างๆ หากเข้าใช้งานอย่างไม่ระมัดระวังอาจจะมีโอกาสตกเป็นเหยื่อได้ นักเจาะระบบ สามารถติดตั้ง Access Point และใช้ชื่อ SSID ปลอมเป็นชื่อเดียวกันและมีความแรงของสัญญาณสูงกว่าของจริง เพื่อหลอกให้ผู้ใช้งานหลงผิดเข้ามาใช้ระบบโดยไม่รู้ตัว ที่เรียกกันว่า Evil Twin AP ซึ่งรหัสผ่าน หรือข้อมูลต่างๆ จากอุปกรณ์พกพาอาจถูกดูดหรือคัดลอกไปใช้ในทางที่มิชอบได้ ดังนั้นการใช้งานดังกล่าวจะต้องมีความระมัดระวัง รอบคอบ และมั่นใจในการใช้งานว่าได้ใช้งานในระบบ SSID ของจริง
๘. การให้บริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย ( WiFi ) ขององค์กร ควรจะต้องมีระบบยืนยันตัวบุคคล ( Authentic ) และระบบจัดเก็บข้อมูลการเข้าใช้งาน ( Log File ) เพื่อการตรวจสอบการใช้งาน ควรกำหนดให้ใช้งานผ่านระบบการรักษาความปลอดภัย เพื่อควบคุมการใช้งานและป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกองค์กร หรือผู้ที่ไม่มีสิทธิเข้ามาใช้งาน ไม่ควรติดตั้งระบบ Free WiFi เพราะจะเป็นช่องทางให้นักเจาะระบบ หรือผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาใช้งานในทางมิชอบ และสามารถเจาะระบบเข้าถึงข้อมูลในองค์กรได้ ก่อให้เกิดความเสียหายตามมา สำหรับผู้ใช้งานควรปฏิบัติตามกฎการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด และไม่ควรนำรหัสผ่านหรือสิทธิการใช้งานไปให้บุคคลอื่นเข้าใช้งานแทนตน เพราะเมื่อเกิดความผิดพลาด ความเสียหายหรือเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา เจ้าของสิทธิในการใช้งานจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์
สรุปว่า โดเมนที่ ๕ หรือ โลกไซเบอร์ ถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบทางด้านการทหารทั้งด้านทางบวกและทางลบ  และยังมีผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งในด้านบวกและด้านลบเช่นกัน ดังนั้น การใช้ประโยชน์จาก โดเมนที่ ๕ หรือ โลกไซเบอร์ จะต้องคำนึงถึง มาตรการด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์เป็นสำคัญ เพราะด้านคุณประโยชน์ของ โดเมนที่ ๕ หรือ โลกไซเบอร์ มีมากมายเหลือคณานับ แต่การใช้งานจะต้องมีความตระหนักถึงภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานอย่างระมัดระวัง มีความรอบคอบ ไม่มักง่าย สะเพร่า ประมาท เลินเล่อ เพียงเท่านี้ท่านก็สามารถใช้ประโยชน์จาก โดเมนที่ ๕ หรือ โลกไซเบอร์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์ด้านไซเบอร์ ให้ได้รับหลักประกันด้านสิทธิในการใช้งานเช่นเดียวกับคนทั้งโลก  ความปลอดภัยในการใช้งานเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายหรือสูญเสียความเป็นส่วนตัว  การสนองตอบต่อความจำเป็นขั้นพื้นฐานในการใช้งานต่างๆ  สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความทันสมัย ก้าวทันโลก ทันเทคโนโลยี และทันคน ตลอดจนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกันในการที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาพัฒนาศักยภาพของตนเองให้มีศักยภาพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้น
----------------------------------------------------
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://www.acisonline.net/article/?p=33
http://www.ryt9.com/s/cabt/27187
http://statidea.blogspot.com/2010/12/10-social-network-services-facebook.html
http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5127029/link7.html

http://steptip.blogspot.com/2013/08/free-wifi.html

วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สงครามไซเบอร์สิ่งท้าทายความร่วมมือในอนาคตของอาเซียน

สงครามไซเบอร์สิ่งท้าทายความร่วมมือในอนาคตของอาเซียน
( Cyber Warfare : A Challenge  of ASEAN Cooperation in Future )
โดย พันเอก ฤทธี  อินทราวุธ
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

สงครามไซเบอร์ ( Cyber Warfare ) ได้ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นร้อน ( Hot Issue ) อีกครั้งหนึ่งในงาน นิทรรศการเทคโนโลยีการป้องกันและความมั่นคง ๒๕๕๖ ( Defense & Security 2013 ) ซึ่งจัด ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ห้วงพฤศจิกายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา โดยประเด็นดังกล่าวได้ถูกกำหนดให้เป็น
หัวข้อหลักของการสัมมนานานาชาติ ซึ่งประกอบด้วย ประเทศสมาชิกอาเซียนและมิตรประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักถึงภัยคุกคามด้านไซเบอร์ และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในเร็วๆ นี้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความท้าทายของ การเปลี่ยนแปลงสงครามไซเบอร์ ที่อาจถูกมองว่าใช้เป็นเครื่องมือทางการทหาร หรือ สัญลักษณ์แห่งความขัดแย้ง ให้กลายเป็น สัญลักษณ์แห่งความร่วมมือ และเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงความมุ่งมั่นแห่งชาติอาเซียนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นจากการร่วมตัวเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ( ASEAN Economics Community : AEC ) คือ การร่วมมือกันทางเศรษฐกิจของประเทศในเขตอาเซียน เพื่อผลประโยชน์ในอำนาจการต่อรองทางเศรษฐกิจ การส่งออก และการนำเข้าของสินค้า ซึ่งจะเริ่มในปี พ.ศ. ๒๕๕๘  รวมทั้งประชากรในกลุ่มประเทศสมาชิก ๑๐ ประเทศ ที่เพิ่มขึ้น ๖๐๐ ล้านคน รวมทั้งการดำเนินการทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีการดำเนินกรรมวิธีทางธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้น นอกจากจะเป็นความท้าทายทางด้านเศรษฐกิจจากการเจริญเติบโตทางด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร รวมทั้งทางด้านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์     ( e-Commerce ) ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับด้านการรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ ( Information Security ) อาทิเช่น จะทำอย่างไรที่จะสร้างความน่าเชื่อถือ การปกป้องความลับทางการค้า การป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล และธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีหลากหลายรูปแบบ เป็นต้น
สำหรับรัฐบาลไทย ได้แต่งตั้ง คณะกรรมการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ( National Cyber Security Committee : NCSC ) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคง กระบวนการยุติธรรม และด้านเศรษฐกิจ ร่วมเป็นกรรมการฯ โดยมีหน้าที่หลักในการจัดทำนโยบายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เพื่อให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการปกป้อง ป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ด้านภัยคุกคามในไซเบอร์ ที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ครอบคลุมถึงความมั่นคงทางการทหาร ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตลอดจนติดตามและประเมินผลการปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อันจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สอดคล้องกับแนวทางการจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประชาคมอาเซียน โดยมียุทธศาสตร์หลัก ๓ ด้านแรก และยุทธศาสตร์รองอีก ๕ ด้าน คือ
๑. การบูรณาการจัดการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ
๒. การสร้างศักยภาพในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินทางความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
๓. การป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศของประเทศ
๔. การประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
๕. การสร้างความตระหนักและรอบรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
๖. การพัฒนาระเบียบและกฎหมายเพื่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
๗. การวิจัยและพัฒนาเพื่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
                                      ๘. การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
โดยรัฐบาลจะนำยุทธศาสตร์ทั้ง ๘ ด้านนี้เป็นกรอบการพัฒนาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับประเทศไทยในอีก ๕ ปีข้างหน้า โดยมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. ( ETDA ) เป็นฝ่ายเลขานุการฯ โดยมีความร่วมมือทางด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ( Cyber Security ) ซึ่งทาง สพธอ. ได้มีการจัดทำความร่วมมือ/บันทึกความเข้าใจ ( MOU ) มีระยะเวลา ๕ ปี โดยมีกรอบความร่วมมือในด้านการเผยแพร่ข่าวสารทางด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ , การถ่ายโอนองค์ความรู้ , การแลกเปลี่ยนข่าวสาร , การแลกเปลี่ยนทรัพยากร องค์ความรู้ต่างๆ , การสร้างขีดความสามารถทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ทางดิจิตอลให้เพิ่มขึ้น และการพัฒนามาตรฐานด้านนิติวิทยาศาสตร์ทางดิจิตอล          ( Digital Forensics ) สำหรับอาเซียน ได้แนวทางสนับสนุนการรักษาความปลอดไซเบอร์ ในด้านการสร้างเครื่องมือในการรักษาความปลอดภัยข่าวสาร , การประชาสัมพันธ์สร้างความตะหนัก และการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง
ด้านผู้แทนมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศ ( National Defense University : NDU ) ของสหรัฐอเมริกา เทียบเท่า วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ( วปอ.) ในส่วนของ Information Resources Management College ( iCollege ) ซึ่งมีหน้าที่ เตรียมผู้นำทหารและพลเรือนในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ การครอบครองข้อมู]ล
และการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ได้กล่าวถึง ขั้นของสงครามต่อไป อาจจะเป็นได้ว่าข้าศึกนั้น สามารถเอาชนะเราได้โดยไม่ต้องมีส่วนร่วมโดยตรงในสนามรบ  คล้ายว่าเป็นข้าศึกเสมือน ( Virtual Enemy ) โดย Cyber จะเป็นปัญหาที่สามารถขยายจากความวิตกกังวลแบบปานกลางไปจนกระทั้งเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดในด้านความมั่นคงของชาติ และสงครามไซเบอร์ ( Cyber War ) จะเป็นลักษณะการกระทำที่มุ่งประสงค์ร้ายต่อการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และ/หรือ เครือข่ายดิจิตอล เพื่อดำเนินการขโมย การทำลาย การปฏิเสธการทำงาน การสร้างความเข้าใจผิด ทำให้เสื่อมเสีย หรือทำลายระบบที่สำคัญ รวมทั้งข้อมูลต่างๆ และกระบวนการทำงานต่างๆ โดยแนวโน้มการโจมตีในยุคปัจจุบันจะเป็นการโจมตีที่ระบบคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ หรือ แบบก้อนเมฆ ( Cloud Computing )  , ระบบอัตโนมัติ ( Autonomous ) ,   ระบบอุปกรณ์มือถือ ( Mobile ) , ระบบไร้สาย  ( Wireless ) , ระบบเครือข่ายความเร็วสูง ( Broadband ) และ Fiber Optic สำหรับแนวทางการสร้างความร่วมมือใน ASEAN จะประกอบด้วย
๑. การสร้างกลยุทธ์สำหรับการป้องกันและรักษาความปลอดภัยไซเบอร์
๒. การประชุมในระดับนานาชาติสำหรับการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์
๓. การพัฒนาด้านนโยบายและแนวปฏิบัติของรัฐเพื่อต่อต้านสงครามไซเบอร์
๔. การเพิ่มงบประมาณสำหรับการสร้างกลุ่มผู้โจมตีทางไซเบอร์
๕. การมีส่วนร่วมการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ กับภาคเอกชนทางด้านไซเบอร์
๖. การดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยไซเบอร์อย่างต่อเนื่องและทั่วถึง
๗. การให้การศึกษาทางด้านไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง
ผู้แทนประเทศอิสราเอล กล่าวถึง การข่าวกรองทางไซเบอร์ (  Cyber Intelligence ) โดยให้ความหมายของงาน ข่าวกรองทางไซเบอร์ ว่าเป็น การข่าวกรองที่เป็นระบบชั้นของความมั่นคงอย่างมาก เป็นภาพรวมในการเก็บรวบรวมข้อมูล และงานไซเบอร์ชั้นสูงจะใช้เครื่องมือในกลุ่มของโปรแกรมมุ่งประสงค์ร้าย พวกอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ประเภท  Advanced Persistent Threat ( APTs ) เป็นต้น สำหรับรูปแบบการโจมตีใน Cyberspaceจะเป็นรูปสงครามอสมมาตร      ( Asymmetry Warfare ) เป็นโจมตีที่มีรายละเอียดสูง และการสร้างการปฏิบัติที่สร้างความหวาดหวั่น การสร้างความแตกแยกทางสังคม เหมาะกับพวกอาชญากรรมข้ามชาติ และเป็นอาณาเขตที่ไม่มีผู้ใดสามารถครอบครองสิทธิอย่างชัดเจน โดยแนวโน้มปัจจุบันจะอยู่ในลักษณะการขโมยข้อมูลที่มีการระบุตัวตน มีการวางแผนกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน มีการใช้เทคโนโลยี และกิจกรรม เพื่อการโจมตี เป็นการโจมตีแบบไร้พรหมแดนโดยเป้าหมายมีความหลากหลาย เป็นอาวุธที่ดีที่สุดทางด้านความมั่นคง ในด้านการป้องกันไซเบอร์ เป็นเหมือนกับการตอบโต้การก่อการร้าย จะต้องสร้างระบบป้องกันโดยนำข่าวกรองทางไซเบอร์มาใช้ หากขาดข่าวกรองทางไซเบอร์จะมีผลกระทบในด้านการป้องกันจะไม่มีการตอบสนองอย่างทันท่วงที , การขาดโอกาสในการป้องกันจากการโจมตีในครั้งแรก , อัตราความสำเร็จอยู่ในระดับต่ำเทียบเท่ากับขวัญกำลังใจของคนในชาติตกต่ำ , บุคลากรที่มีหน้าที่ในการป้องกันจะได้รับแรงกดดันสูงมาก
การข่าวกรองไซเบอร์ นับเป็นกุญแจที่สำคัญของการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ โดยเป้าหมายของ การข่าวกรองทางไซเบอร์ จะเน้นดำเนินการเพื่อ การสร้างความเข้าใจและการเฝ้าติดตามฝ่ายตรงข้าม , การสร้างความเข้าใจและการเฝ้าติดตามอาวุธยุทโธปกรณ์และด้านทักษะต่างๆ , การติดตามรูปแบบการดำเนินงานและการวางแผน , การติดตั้งและเฝ้าระวังระบบการแจ้งเตือนล่วงหน้า , การทำลายกิจกรรมที่แอบแฝงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตี และประสานการป้องกันกับหน่วยเหนือ เป็นต้น
สรุปได้ว่า งานด้านข่าวกรองทางไซเบอร์ ถือได้ว่า การข่าวกรองทางไซเบอร์เป็นกุญแจสำคัญของการป้องกันภัยคุกคามด้านไซเบอร์ โดยยุทธวิธีและวิธีการจะถูกนำไปใช้ในการป้องกันระดับชาติ และหลักการต่อต้านการก่อการร้าย  การแจ้งเตือนและการรายงานด้านข่าวกรองทางไซเบอร์ควรมุ่งไปที่เป้าหมายที่กำหนด และการข่าวกรองไซเบอร์จะเป็นตัวขับเคลื่อนการปฏิบัติการวัดผลของการตอบโต้ ที่สำคัญการดำเนินการควรใช้หลักการอ่อนตัว เนื่องจากความไม่แน่นอนต่างๆ
ในมุมมองของผู้แทนประเทศมาเลเซีย ได้ให้ทัศนะในการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ในอาเซียน  โดยยกแนวทางการรักษาความปลอดภัยด้านไซเบอร์ ( Cyber Security ) ของมาเลเซีย ซึ่งกำหนดโดยรัฐบาล ในการตรวจสอบทุกแง่มุมของความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อการบริหารจัดการรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ และจะดำเนินการต่อพื้นที่ที่คาดว่าจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน โดยรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค การให้บริการต่างๆ และการฝึกอบรมบุคคลากรทางด้านไซเบอร์ ในการดำเนินการต่อวิกฤตการณ์ต่างๆ การบริการดังกล่าวอาทิเช่น การบริการฉุกเฉินทางด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์, การบริการจัดการคุณภาพด้านความปลอดภัยไซเบอร์ , การพัฒนาผู้เชี่ยวชาญทางด้านความปลอดภัยด้านข้อมูล , การกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์การรบทางด้านไซเบอร์ และการค้นคว้าวิจัย เป็นต้น โดยมีความมุ่งหมายเพื่อ การส่งเสริมสร้างความตระหนักของภัยคุกคามไซเบอร์ทั่วโลกที่มีผลกระทบต่ออาเซียน , การสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันภายในอาเซียนสำหรับการป้องกันภัยคุกคามในโลกไซเบอร์ , การตรวจสอบสถานะของการเตรียมขอบเขตกรอบในการจัดการและการพัฒนาขีดความสามารถของอาเซียนในโลกไซเบอร์ , การเผยแพร่องค์ความรู้การพัฒนาทางกฎหมาย และเทคโนโลยีของการดำเนินงานในโลกไซเบอร์ที่สามารถเสริมสร้างความสามารถในอาเซียน เป็นต้นไป
สรุปแนวทางการดำเนินการด้านไซเบอร์ในการจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในมุมมองของมาเลเซีย โดยการสร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติสำหรับการป้องกันทางไซเบอร์ในอาเซียน ซึ่งจะต้องมีแนวทางพัฒนาด้านการ
รักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ภายในประเทศ เพื่อเป็นรากฐานให้กับประเทศของตน และรัฐบาลของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนไม่สามารถทำงานฝ่ายเดียวได้ จำต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคประชาชน รวมทั้งภาคเอกชน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการลดภัยคุกคามทางไซเบอร์ ทั้งนี้ความเข้มแข็งในการป้องกันไซเบอร์ จะช่วยให้อาเซียนมีความยืดหยุ่นและการปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันใน Cyber Space
การสัมมนานานาชาติ  “สงครามไซเบอร์ สิ่งท้าทายความร่วมมือในอนาคตของอาเซียน ” ในครั้งนี้ มีข้อสรุปที่เป็นสาระสำคัญในการสร้างความตระหนักและการเตรียมการด้านไซเบอร์ เพื่ออนาคตของกลุ่มประเทศประชาคมอาเซียนในอนาคต ดังนี้
๑. จะต้องเข้าใจธรรมชาติของภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์ ซึ่งมีความซับซ้อนและรวดเร็ว อาเซียนจะต้องก้าวไปให้ทัน
๒. การโจมตีทางด้านไซเบอร์กับกลุ่มประเทศสมาชิกในอาเซียน จะก่อให้เกิดความเสียหาย ดังนั้นภาคีต้องพัฒนาศักยภาพพื้นฐานในด้านนี้ให้มาก เพื่อการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยคุดคามที่จะเกิดขึ้น
๓. ภัยคุกคามประเภท APT (Advanced Persistent Threat) จะมีความซับซ้อนมากขึ้น และจะเกิดขึ้นเนื่องจากผลประโยชน์ทางด้านการเมือง และด้านเศรษฐกิจ
๔. ความร่วมมือในงานด้านไซเบอร์ ระหว่างภาครัฐกับเอกชนจะเพิ่มมากขึ้น เพื่อก้าวให้ทันกับพัฒนาการของภัยคุกคามที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
๕. การเพิ่มขีดความสามารถในการวิจัยและพัฒนาในงานด้านไซเบอร์ จะสร้างเสริมศักยภาพของประเทศ
๖. การสร้างความตระหนักในภัยคุกคามด้านไซเบอร์ โดยภาคีในกลุ่มอาเซียนจะสร้างความเป็นหุ้นส่วนร่วมกัน มีมาตรการรับมือ และข้อเสนอแนะต่างๆ ร่วมกัน
๗. การจัดตั้งชุดเผชิญเหตุฉุกเฉินด้านไซเบอร์ของประชาคมอาเซียน ASIAN CERT     ( CERT : Community Emergency Response Teams ) เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูล , การแจ้งเตือน และการสื่อสารกันระหว่างภาคี หากสมาชิกในกลุ่มถูกภัยคุกคามด้านไซเบอร์  จะได้รับประโยชน์ ดังนี้
๗.๑ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ให้กับภาคีให้ทราบได้รวดเร็ว ทันเวลา
๗.๒ อาเซียนมีศูนย์รวมแห่งความเป็นเลิศด้านไซเบอร์ ( Center Excellent ) สำหรับรวมทรัพยากรทั้งหลายในกลุ่มภาคี ในการพิจารณาและร่วมมือกันแก้ปัญหาภัยคุกคามด้านไซเบอร์
๗.๓ มีการพัฒนาส่งเสริมมาตรการความมั่นคงทางไซเบอร์ ในกรอบของอาเซียน เพื่อให้เอื้ออำนวยกับการเป็นระบบแบบเดียวกันในการสร้างความมั่นคงปลอดภัย , การเตรียมการในการรับมือภัยคุกคาม และมีการลงทุนร่วมกันในงานด้านนี้
๗.๔ มีการศึกษาในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของ ASIAN CERT  มีความร่วมมือกันเพื่อขยายความสัมพันธ์ไปยัง  AP CERT ( ASEAN Pacific CERT) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และขยายความมั่นคงทางไซเบอร์
๘.  การติดตั้งระบบป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ OSCAR ซึ่งเป็นระบบฯ ที่กระทรวงกลาโหมอิสราเอล ใช้งานอยู่ โดยนำระบบต่างๆ มารวมกัน และมีศูนย์กลางในการควบคุม เพื่อทำให้ประเทศสมาชิกสามารถทราบถึง หน่วยงานใดในกลุ่มถูกโจมตีโดยสมาชิกในกลุ่มจะทราบทั่วกันทันที , สามารถแลกเปลี่ยนข่าวกรอง , ทราบรูปแบบ Pattern ของการโจมตี และร่องรอยของการโจมตี เป็นต้น
๙. การติดตั้งระบบ ADS ( Advance Detection Systems ) ซึ่งเป็นระบบตรวจสอบ Malware  ไม่เพียงแต่ตรวจจับ Malware ที่เป็นไฟล์ภายนอกเท่านั้น ADS ยังสามารถตรวจสอบระบบควบคุมและสั่งการของ Malware ด้วย เช่น การตรวจสอบไฟล์ PDF ซึ่งระบบตรวจสอบทั่วไปไม่สามารถทราบว่าในไฟล์ PDF มี Malware ฝังตัวอยู่ แต่ ADS สามารถตรวจสอบเข้าไปในโครงสร้างของไฟล์ได้ โดยจะวิเคราะห์ระบบควบคุมและสั่งการ ดังนั้นไม่ว่าจะมีสิ่งแปลกปลอมใด ระบบ ADS สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด

--------------------------------------------------------

แหล่งที่มาของข้อมูล : กองการสงครามสารสนเทศ ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

กองทัพบกกับความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ของชาติ

กองทัพบกกับความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ของชาติ
( Army and National Cyber Security )
โดย พันเอก ฤทธี  อินทราวุธ
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

วิวัฒนาการและความเจริญก้าวหน้า ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ของโลกยุคปัจจุบัน นับวันจะเจริญเติบโต ขยายตัว และมีการพัฒนาขีดความสามารถ ประสิทธิภาพ และนวัตกรรมต่างๆ ขึ้นมา เพื่อรองรับความต้องการในการใช้งานของมนุษย์ และองค์กรสมัยใหม่ ที่ต้องการเสริมสร้างศักยภาพของตนเองและองค์กร เพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์และจุดยืนของตนให้ทัดเทียม หรือนำหน้ากว่าผู้อื่นๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเป็นการแสดงถึงความทันสมัย ไม่ล้าหลังใคร
ดังนั้น ทุกองค์กรจึงต่างหันมาให้ความสนใจในการพัฒนาองค์กร โดยใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาองค์กร รวมถึงการนำเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารมาใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา และการทหาร เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารจัดการให้เกิดศักยภาพ และความทันสมัย
ทุกสรรพสิ่งในโลก ยิ่งมีคุณอนันต์ ก็จะยิ่งมีโทษมหันต์ ฉันใด อันความเจริญ ก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ยิ่งมีการพัฒนาเจริญก้าวหน้า และมีคุณประโยชน์อเนกอนันต์มากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งมีโทษภัย
มหันต์ติดตามมามากขึ้นเพียงนั้น คงไม่มีใครปฏิเสธถึงคุณประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ส่วนพิษภัยที่เกิดจากตัวเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเองโดยตรงนั้นแทบจะมองไม่เห็น แต่ผลที่เกิดจากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาใช้งานที่ไม่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม หรือการนำมาใช้เพื่อผลทางมิชอบ รวมถึงการนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการทหาร นับเป็นมหันตภัยอันใหญ่หลวง ที่กำลังคุกคามความมั่นคงในด้านต่างๆ บนไซเบอร์ ในวงการสารสนเทศเป็นที่ทราบกันดีว่า ภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ( Cyber Threats ) ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการทหาร ไม่ว่าจะเป็นการเจาะระบบ ( Hack / Crack ) , การฝั่งโปรแกรมลักลอบโจรกรรมข้อมูล เช่น สปายแวร์ ( Spyware ) หรือ ประตูหลัง ( Back Door ) , การโจมตีด้วยโปรแกรมมัลแวร์ ( Malware ) อาทิเช่น ไวรัสคอมพิวเตอร์     ( Computer Virus ) , หนอนคอมพิวเตอร์ ( Computer Worm )  หรือ ม้าโทรจัน ( Trojan Horse ) , การใช้โปรแกรมตั้งเวลาทำงานเพื่อการทำลาย ( Logic Bomb ) , การโจมตีแบบ DoS/DDos  , การใช้โปรแกรมหุ่นยนต์โจมตีเพื่อเป็นฐานโจมตีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์บนเครือข่ายสารสนเทศ ( BOTNET / Robot Network ) , การสร้างข้อมูลขยะ ( Spam ) เป็นต้น
บางประเทศ ที่เป็นประเทศมหาอำนาจทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมหาอำนาจทางด้านการทหาร ได้กำหนด มิติด้านไซเบอร์ ( Cyber Domain ) เป็นโดเมนที่ ๕ นอกเหนือจาก มิติภาคพื้นดิน ( Land Domain ) , มิติภาคพื้นน้ำ ( Sea Domain ) , มิติภาคอากาศ ( Air Domain ) และมิติด้านอวกาศ ( Space Domain ) เพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ และเสริมแสนยานุภาพในการปฏิบัติการทางทหาร รวมถึงการปฏิบัติการทางทหารที่มิใช่สงคราม       ( Military Operations Other Than War ; MOOT War ) ดังนั้นจึงถือได้ว่า วิวัฒนาการและความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในยุคปัจจุบันและในอนาคต ถูกนำมาสร้างเป็น ภัยคุกคามด้านไซเบอร์ มีผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศในด้านต่างๆ  รวมถึงผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยด้านการใช้งานบนไซเบอร์
ประเทศไทยโดย กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้ตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ( Cyber Security Operation Center : CSOC ) เมื่อปี ๒๕๕๓ โดยมุ่งเน้นการดำเนินการติดตาม เฝ้าระวัง ตรวจสอบวิเคราะห์เว็บไซต์ และข้อมูลอินเทอร์เน็ตที่ไม่เหมาะสม หรือผิดกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะเว็บหมิ่นสถาบัน ต่อมาในปี ๒๕๕๖ รัฐบาลปัจจุบันได้ตระหนักถึง ภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีมาตรการทางกฎหมาย และมีหน่วยงานของรัฐกำกับดูแลภัยคุกคามด้านนี้มาแล้วหลายปี แต่แนวโน้มความรุนแรงและการขยายตัวของภัยคุกคามยังมีความต่อเนื่อง แพร่หลายไปกระทบความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงของประเทศในด้านต่างๆ ดังนั้นรัฐบาลจึงได้แต่งตั้ง คณะกรรมการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ( National Cyber Security Committee : NCSC ) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีฯ เป็นประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคง กระบวนการยุติธรรม และด้านเศรษฐกิจ ร่วมเป็นกรรมการโดยมีเจ้ากรมเทคโนโลยีสารสนเทศและกิจการอวกาศกลาโหม เป็นเลขานุการฯ โดยมีหน้าที่หลักในการจัดทำ นโยบายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เพื่อให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการปกป้อง ป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ด้านภัยคุกคามในไซเบอร์ ที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ครอบคลุมถึงความมั่นคงทางการทหาร ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตลอดจนติดตามและประเมินผลการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อันจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สอดคล้องกับแนวทางการจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประชาคมอาเซียน
ในส่วนของวงการทหาร นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้อนุมัติหลักการให้จัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการไซเบอร์กลาโหม ขึ้นโดย กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เตรียมจัดตั้งหน่วยงานด้านไซเบอร์โดยตรง ( Cyber Command )  เพื่อขึ้นมารองรับการปฏิบัติงานความมั่งคงปลอดภัยของประเทศ จากภัยคุกคามด้านไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ครอบคลุมถึงความมั่นคงทางการทหาร ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ โดยศูนย์ปฏิบัติการไซเบอร์กลาโหม ( Cyber Operations Center ) จะเป็นแกนหลักในด้านการพัฒนาบุคลากรด้านนี้ให้กับกำลังพลสังกัดกระทรวงกลาโหม โดยจะมีห้องปฏิบัติการสำหรับการฝึกปฏิบัติด้านสงครามไซเบอร์ ( Cyber Warfare ) รวมถึงการสร้างภาคี เครือข่าย ประชาคม ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศด้านไซเบอร์ในการรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์
กองทัพบก ได้มีนโยบายและอนุมัติหลักการให้ ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. ) ดำเนินการปรับปรุงภารกิจและโครงสร้างการจัดหน่วย โดยเพิ่มเติมภารกิจด้านการปฏิบัติการสงครามไซเบอร์ และปรับสายการบังคับบัญชาจากเดิม เป็นหน่วยขึ้นตรงกรมการทหารสื่อสาร มาเป็นหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก     ( นขต.ทบ. ) เพื่อเตรียมรองรับการปฏิบัติงานความมั่งคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะความมั่นคงทางการทหาร และการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ รวมถึงการปฏิบัติการที่ประสานสอดคล้องกับกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพต่างๆ ตลอดจนรองรับการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง     ( Network Centric Operations ; NCO ) โดยแนวความคิดเบื้องต้นในการเตรียมการดำเนินการพัฒนาปรับปรุงภารกิจ โครงสร้างการจัดหน่วย และการพัฒนาศักยภาพของกำลังพล ให้มีคุณวุฒิการศึกษา คุณลักษณะ ขีดความสามารถ ประสบการณ์ และความถนัดเฉพาะด้านที่สอดคล้องกับตำแหน่งหน้าที่การงาน ( put the right man to the right job ) เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการปรับเกลี่ย โยกย้าย และการบรรจุกำลังพลด้านปฏิบัติการเป็นหลักมากกว่างานทางธุรการ ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า ๗๐ : ๓๐ สำหรับในด้านการปรับปรุงโครงสร้างการจัดหน่วย  โดยแปรสภาพ กองการสงครามสารสนเทศ เป็น กองปฏิบัติการไซเบอร์ ( Cyber Operations Division ) ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการด้านไซเบอร์เชิงรุก ( Cyber Offensive Operations ) ดำเนินการด้านการตรวจสอบสภาพแวดล้อมของภัยคุกคาม การวางแผนควบคุมการปฏิบัติ และการปฏิบัติการไซเบอร์ โดยจะมีการบรรจุและพัฒนากำลังพลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และได้รับการฝึกฝนด้านการปฏิบัติการไซเบอร์ ปฏิบัติหน้าที่เป็นนักรบไซเบอร์ ( Cyber Warriors ) อยู่ในชุดปฏิบัติการไซเบอร์ ( Cyber Operation Teams ; COT ) และชุดเตรียมพร้อมเผชิญเหตุฉุกเฉินด้านไซเบอร์ ( Cyber Emergency Response Teams ; CERT ) เป็นหน่วยปฏิบัติการ  และเตรียมจัดตั้ง กองรักษาความปลอดภัยด้านไซเบอร์          ( Cyber Security Division ) ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการด้านไซเบอร์เชิงรับ ( Cyber Defensive Operations ) ดำเนินการด้านระเบียบการรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ การป้องกัน เฝ้าระวัง ตรวจสอบช่องโหว่ โดยใช้เครื่องมือระบบตรวจหาการบุกรุก       ( Intrution Detection System : IDS ) และระบบป้องกันการบุกรุก ( Intrution Protection System : IPS )  รวมถึงการกู้คืนสภาพเมื่อถูกโจมตี        ( Recovery ) ตลอดจนการพัฒนาโปรแกรมและเครื่องมือต่างๆ เพื่อรองรับงานด้านไซเบอร์ นอกจากนี้ยังได้เตรียมการด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ด้านไซเบอร์ โดยแสวงความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกกองทัพ ทั้งภาครัฐและองค์กรเอกชนในด้านวิชาการ การวิจัยพัฒนา ( R&D ) การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ( Workshop ) และการฝึกปฏิบัติต่างๆ โดยเฉพาะการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุด้านไซเบอร์           ( Cyber Incident Action Plan Exercise ) การฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินด้านไซเบอร์ ( Cyber Emergency Response Exercise ) การฝึกซ้อมการปฏิบัติการ       ไซเบอร์ ( Cyber Operations Exercise ) และการฝึกจำลองสงครามไซเบอร์ ( Cyber Warfare Simulation Exercise ) เป็นต้น
จากนโยบายและแนวความคิดในการดำเนินการของหน่วยงานด้านไซเบอร์ของกองทัพบก จะเห็นได้ว่า ความพร้อมในด้านการรับมือภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ของชาติ ยังอยู่ในขั้นของการเตรียมการ ซึ่งจะพอมองเห็นถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการไปสู่ขั้นของการปฏิบัติ และผลสัมฤทธิ์ตามเจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชา ทั้งนี้กองทัพบกจะต้องเร่งดำเนินการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยเฉพาะการเร่งดำเนินการด้านการปรับปรุงหรือการปฏิรูปโครงสร้างองค์กร ( Organization Reform )  การบรรจุกำลังพลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ( Specialist ) และการพัฒนากำลังพล ( Human Resource Development ) ให้มีขีดความสามารถในด้านไซเบอร์ เพื่อรองรับการปฏิบัติงานความมั่งคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ของชาติ ( National Cyber Security ) และการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ( Network Centric Operations ; NCO ) ของกองทัพบกในอนาคตอันใกล้นี้ ตามที่กองทัพบกได้มีนโยบายประกาศให้ปี ๒๕๕๗ เป็น “ ปีแห่งการเตรียมความพร้อมกองทัพบกสู่อนาคต ” ( The Royal Thai Army’s Preparation Year Towards the Future ) ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาควบคู่กันไปทั้งสองด้าน เพื่อลดความเสี่ยง และเป็นหลักประกันความสำเร็จทั้งด้านการปฏิบัติการ และความมั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคามด้านไซเบอร์
-------------------------------------------

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://www.thaigov.go.th/th/governmental/item/77821
http://www.mict.go.th/ewt_news.php?nid=5145&filename=index

http://narong251.wordpress.com/assignment-4