วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2558
วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558
วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2558
สื่อสังคมออนไลน์กับความมั่นคงของชาติ
สื่อสังคมออนไลน์กับความมั่นคงของชาติ
( Social Media VS National Security)
โดย พล.ต. ฤทธี อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร
การติดต่อสื่อสารนับเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่งในสังคมมาตั้งแต่ยุคอดีตจนถึงยุคปัจจุบัน
ยิ่งในสังคมยุคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารปัจจุบัน การใช้ข้อมูลสารสนเทศเพื่อการติดต่อสื่อสารโทรคมนาคมได้มีการพัฒนา
นวัตกรรม
เทคโนโลยี และความเจริญก้าวหน้าที่ทันสมัยในรูปแบบต่างๆ หลากหลายรูปแบบ
ซึ่งรูปแบบที่กำลังเป็นกระแสและได้รับความนิยมอย่างสูงสุดในยุคปัจจุบันคงจะหนีไม่พ้นการใช้สื่อสังคมออนไลน์
( Social Media ) อาทิเช่น Facebook , Line , Instagram , Twitter , etc. เนื่องจากมีความง่าย
สะดวก รวดเร็ว ไร้ขีดจำกัดด้านเวลา สถานที่ ซึ่งมักจะเรียกกันติดปากว่า
โลกไร้พรมแดนและกาลเวลา
ประเทศไทยถึงเป็นหนึ่งในสิบของโลก ( Top Ten ) ที่ได้รับการจัดลำดับของปริมาณผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์
( Social Media ) มาหลายปีแล้ว โดยล่าสุดการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของคนไทย
จัดอยู่ในอันดับ 9 ของโลก ( ข้อมูลจากกระทรวง ICT ปี 2558 ) โดยมีปริมาณผู้ใช้ Facebook จำนวน 30 ล้าน ( ลำดับที่ 9 ของโลก ) และปริมาณผู้ใช้ Line จำนวน 25 ล้าน ( ลำดับที่ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น )
และมีแนวโน้มจะเพิ่มปริมาณการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของคนไทยทวีเพิ่มขึ้นมากกว่า
20 % ต่อปี จากอัตราการเติมโตของโลกอยู่ที่ 33 % และคาดว่าอีกไม่กี่ปีประเทศไทยจะขยับตัวไปอยู่ในลำดับที่ต้นๆ
ของโลกอย่างรวดเร็ว
ทำไมสังคมไทยจึงขานรับกับกระแสการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์
ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ก้าวหน้าทันสมัยได้อย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่การจัดระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ
ในกลุ่มประเทศอาเซียน เรากับอยู่ลำดับที่ 8 ทั้งนี้เนื่องมาจากวัฒนธรรมของคนไทยเป็นสังคมกลุ่ม
ไม่ใช่สังคมเดี่ยว เหมือนกับต่างประเทศที่ส่วนใหญ่มักนิยมเป็นครอบครัวเดี่ยว การดำเนินชีวิตส่วนใหญ่มักจะเป็นสังคมกลุ่มเล็กๆ
ในขณะที่คนไทยเป็นเครือข่ายสังคม
เป็นมนุษย์สังคม มีพวกพ้อง น้องพี่ ซึ่งจะมีความอบอุ่นในด้านความรู้สึกต่อตัวบุคคล
ไม่โดดเดี่ยว ไปไหนมาไหนได้รับความสะดวกสบาย และสื่อสังคมออนไลน์ดังกล่าวสามารถจะตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยได้เป็นอย่างดี
และเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนไทยสามารถเข้าสังคมได้ง่าย สะดวก กว้างขวางมากขึ้น และไร้พรมแดน จึงทำให้เกิดปฏิกิริยาในการตอบรับกับกระแสสื่อสังคมออนไลน์สูงกว่าชาติอื่น
ๆ อย่างรวดเร็ว ทั้งๆ
ที่พื้นฐานระดับมาตรฐานการศึกษาของคนในประเทศอย่างอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ จึงทำให้การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของคนไทยส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เนื่องจากระดับการจัดมาตรฐานการศึกษาของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ
ดังนั้นวุฒิภาวะของผู้ใช้งานส่วนใหญ่จึงมีน้อยกว่าประเทศที่มีระดับมาตรฐานการศึกษาที่สูงกว่า
สังคมโลกอื่นๆ จะมีความต่างกัน คือ
ประชาชนของประเทศที่เจริญแล้ว จะค่อนข้างมีคุณภาพ โดยเฉพาะทางด้านการศึกษา
ดังนั้นการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารส่วนใหญ่มักจะเป็นงานเป็นการ
ไม่พร่ำเพรื่อ ไม่นิยมหยอกล้อกันทุกเรื่อง ด้านการวางตัวทางสังคมเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ
จะมีความต่างกัน คนไทยมีอุปนิสัยสบายๆ ง่ายๆ รักสนุก มีความเป็นกันเอง สนุกสนาน
ไม่จริงจังเท่าไรนัก ในขณะที่สังคมของคนในต่างประเทศจะมีความเป็นแบบแผน
และมีวุฒิภาวะมากกว่า การใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารทางด้านสารสนเทศ จึงมุ่งเน้นการใช้งานอย่างจริงจัง
อาจจะมีการใช้งานแบบพร่ำเพรื่อเป็นส่วนน้อย
กระแสแนวโน้มการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์เริ่มมาแรงทีละเล็กทีละน้อย
โดยพัฒนารูปแบบการใช้งานมาจากห้องสนทนา ( Chat ) ในอดีต ซึ่งต้องใช้นักเขียนโปรแกรม ( Programmer ) พัฒนาโปรแกรมขึ้นมาเป็นการเฉพาะมีราคาค่อนข้างสูงและใช้งานในวงจำกัดในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบอินเทอร์เน็ต แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีความเจริญก้าวหน้า
ในการพัฒนา Social Media Applications สามารถใช้งานได้อย่างกว้างขวางทั้งระบบคอมพิวเตอร์
อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือแบบ Smartphone จึงทำให้คนทุกเพศ
ทุกวัย สามารถเข้าถึงการใช้งานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ไร้พรมแดน และทำให้ติดตลาดสังคมไทยอย่างรวดเร็ว
เกิดการใช้งานในหลากหลายรูปแบบทั้งการงาน การเมือง ส่วนตัว
สังคมกลุ่มเล็ก-กลุ่มใหญ่ เชิงธุรกิจ การพาณิช การค้า การขาย ทั้งสุจริต
และผิดกฎหมาย เช่น การเผยแพร่ โฆษณา
ประชาสัมพันธ์ต่างๆ ซึ่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความมั่นคงของชาติ
ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา
ผลกระทบด้านการเมือง การใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์สามารถแพร่กระจายข่าวสารได้อย่างสะดวก
รวดเร็ว และไปได้ทั่วโลก ทำให้เกิดการปลุกระดมมวลชน การสร้างกระแสต่อต้านก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองและความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศ
การบิดเบือนข้อมูล การกล่าวร้ายให้เท็จทำให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียงและความเสียหายทางทรัพย์สิน
การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล องค์กร ตลอดจนสถาบันต่างๆ ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบมากกว่าทางบวก และสามารถขยายวงให้กว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว
ซึ่งเป็นการยากต่อป้องกัน ยับยั้ง และสกัดกั้นการเผยแพร่ข้อมูลให้ทันเวลา
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ นอกจากการใช้งานในทางทุจริตผิดกฎหมาย
เช่น การล่อลวง หลอกลวง ในทางมิจฉาชีพ ที่แฝงเร้นเข้ามาในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์
โดยเฉพาะด้านการตลาดที่โฆษณาเกินความเป็นจริง
การค้าขายออนไลน์ที่ไม่ได้รับสินค้าตรงตามที่สั่งซื้อ การบริการเผยแพร่ภาพลามกอานาจาร
และการเล่นเกมการพนันออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น
ซึ่งส่งผลเสียหายทางระบบเศรษฐกิจโดยตรง
ทั้งทางด้านความเชื่อถือทางธุรกิจการค้าการขายและการลงทุน
ส่วนผลเสียหายทางระบบเศรษฐกิจทางอ้อม เนื่องจากการโฆษณาสินค้าและการค้าขายผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์
สามารถจะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและซื้อขายสินค้าได้ทั่วโลก โดยไม่สามารถเก็บภาษีทางการค้าได้เลย
นอกจากการเก็บได้เพียงภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าเท่านั้นเอง
เนื่องจากผู้ขายอยู่นอกประเทศทั่วทุกมุมโลก จึงไม่สามารถเก็บภาษีรายได้จากการค้าได้
มูลค่าการค้าขายจำนวนมหาศาลในแต่ละเดือนที่คนไทยสั่งสินค้าจากต่างประเทศทางสื่อสังคมออนไลน์
ทำให้เกิดการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขาดดุลทางการค้า เงินตราไหลออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นการซื้อขายที่ประเทศไม่ได้รับประโยชน์กลับคืนเลย
ผลกระทบด้านสังคมจิตวิทยา การใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ไปในการล่อลวง
หลอกลวง โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน สตรี รวมถึงผู้ใหญ่บางราย
ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มมิจฉาชีพ
ซึ่งมักจะใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการต่อต่อสื่อสารกับเหยื่อ โดยการสร้างภาพลักษณ์ แต่งภาพตนเอง
( Image ) และคุณสมบัติ ( Profile ) ให้ดูดี น่าคบหา น่าเชื่อถือ มีเสน่ห์ มีฐานะร่ำรวย
เพื่อเปิดช่องทางในการติดต่อคบหากันให้เกิดความหลงเชื่อ และทำการล่อลวง ทำอนาจาร พร้อมทั้งถ่ายภาพ
ถ่ายคลิปความสัมพันธ์ เพื่อใช้ในการแบล็กเมล์ ( Blackmail ) เรียกร้องผลประโยชน์เงินทองในภายหลัง
เป็นต้น ซึ่งแต่ละปีมีสถิติการก่ออาชญากรรมในด้านนี้จำนวนไม่น้อย
นับเป็นกระทบทางสังคม ทั้งตัวบุคคลที่ตกเป็นเหยื่อที่เสียหาย
พ่อแม่ญาติพี่น้องที่เสื่อมเสียชื่อเสียง ทรัพย์สินเงินทอง นอกจากการที่เด็ก
และเยาวชน ใช้เวลาหมกมุ่นอยู่กับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ จนติดเป็นนิสัย
ที่เราเรียกกันว่า “ สังคมก้มหน้า ” ก่อให้เกิดพฤติกรรมแยกตัวเองออกมาจากสังคมโลกมนุษย์แห่งความเป็นจริง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในโลกออนไลน์ มักถูกเสแสร้ง แต่งเติมจนหาความจริงแทบไม่ได้
ขาดการปฏิบัติสัมพันธ์ทางสังคมในลักษณะเผชิญหน้า ต่างคน ต่างอยู่
ขาดความอบอุ่นทางสังคมครอบครัว ลูกมักจะไม่ค่อยให้ความสนใจกับคนในครอบครัวมากนัก
พ่อ-แม่มีความรู้สึกว้าเหว่เดียวดาย ทั้งๆ ที่อยู่กันครบหน้า
แต่ไม่ค่อยมีเวลาพูดคุยกัน
เอาเวลาส่วนใหญ่ไปใช้ในการติดต่อสารสื่อสารและสนทนากับเพื่อนๆ ในกลุ่มสังคมออนไลน์
ไม่มีเวลาเล่น ไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลาออกกำลังกาย และไม่มีเวลาดูหนังสือหนังหา
ตำรับตำรา ทบทวนการเรียนต่างๆ เวลาเรียนบางรายยังแอบเล่น Social Media ก็มี เหล่านี้จึงเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งของผลการจัดระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศไทย
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน
จะเห็นได้ว่าสื่อสังคมออนไลน์มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
ตั้งแต่ ปัจเจกบุคคล สังคมส่วนรวม จนถึงระดับประเทศชาติ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ
และสังคมจิตวิทยา ทั้งนี้การป้องกัน ยับยั้ง และสกัดกั้นการเผยแพร่ข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์นั้นกระทำได้ยาก
หรือแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย เนื่องจากไทยไม่ได้เป็นเจ้าของ
Application และ Server ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย
ช่องทางการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์สามารถไปได้หลายเส้นทาง ทั้งทางยุโรปและสหรัฐอเมริกา
เส้นทางหลักทางสหรัฐอเมริกาจะเชื่อมโยงมาจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และฮ่องกง ตัวอย่างเช่น
ปัจจุบัน Gateway หลักของ Facebook ในแถบภูมิภาคนี้ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์
ซึ่งสามารถเชื่อมผ่านเข้ามาประเทศไทยโดยใช้เคเบิ้ลไยแก้วใต้น้ำ ( Submarine
Cable ) และมากระจายเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ
รอบประเทศ เช่น เมียนมาร์ , ลาว , กัมพูชา เป็นต้น ซึ่งข้อมูลลูกค้า Facebook ที่สิงคโปร์ส่วนใหญ่มาจากประเทศไทยเป็นหลัก ( ลำดับที่ 2 ของโลก ) ถ้ามองดูจากแผนที่จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีศักยภาพ
ทั้งด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ( Location ) และปริมาณกลุ่มลูกค้าทางการตลาด
( Customer ) ของภูมิภาคแถบนี้ เหมาะสมที่จะเป็นฮับ ( Hub
) ในภูมิภาคนี้ แต่ไม่สามารถทำได้
เนื่องจากสิงคโปร์มีการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ โดยการสร้างคน
และวางยุทธศาสตร์ในระยะยาวไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน
ดังนั้นในระดับนโยบายรัฐบาล จึงควรเร่งดำเนินการให้มีการเสริมสร้างศักยภาพในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ซึ่งจะทำให้ไทยลดการสูญเสียรายได้ไปเป็นจำนวนไม่น้อย
อีกทั้งสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ก็จะมีแนวโน้มที่จะย้าย Gateway มาตั้งอยู่ที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลาง (
Hub ) ในภูมิภาคเพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้สะดวก รวดเร็ว
และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การบริหารจัดการปัญหาต่างๆ ซึ่งเกิดจากสื่อสังคมออนไลน์
ก็สามารถการบริหารจัดการได้โดยง่ายด้วยตนเอง
การใช้สื่อสังคมออนไลน์มีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ
ถึงแม้จะมีเชิงลบอย่างไร ก็แฝงด้วยประโยชน์ทางใดทางหนึ่งเช่นกัน
หรือในบางครั้งก็อาจให้คนไม่ดีไปทำประโยชน์ในแง่หนึ่งได้เช่นกัน
ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ การใช้สื่อสังคมออนไลน์จะต้องมีคำแนะนำ
หรือให้ข้อคิดในการใช้ ต้องสร้างให้เกิดความรู้ ความตระหนัก โดยไม่ควรปิดกั้น ทำนองยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ
ซึ่งเป็นอุปนิสัยของมนุษย์ หากสงสัยก็ยิ่งอยากรู้ ทั้งนี้จึงมีกระบวนการศึกษาสภาพแวดล้อม
( Environment ) สร้างบริบท ( Context ) สร้างต้นแบบ ( Prototype
) การรณรงค์ ( Campaign
) ให้คนใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างชาญฉลาด
ในประเทศอื่นเขามีกันอยู่แล้ว “ ล้อมคอกก่อนวัวหาย ”
แต่ในประเทศไทยจะเป็นลักษณะปล่อยให้เกิดขึ้น แล้วจึงติดตามแก้ปัญหา ตรงกับสุภาษิต
“ วัวหายล้อมคอก ” เนื่องจากการป้องกันไว้ก่อนอาจมีการทัดทาน
จึงต้องปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อน จึงกล่าวอ้างและนำไปสู่การกำหนดมาตรการในเชิงรับ
คือ การสร้างความสำนึก สร้างความตระหนัก โดยเริ่มจากคนรุ่นใหม่
อย่างเช่นในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี
เริ่มสร้างคนตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึง ปัจจุบัน
และสร้างความเจริญก้าวหน้า จากบทเรียน ( Lesson Learned )
จากข้อเท็จจริง ตรงข้ามกับสังคมไทยที่มักเรียนรู้ตามกระแส แทนการศึกษาตามกรอบความคิดที่วางไว้
ระดับฐานรากของสังคมไทยในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในอนาคต
คนไทยจะต้องมีจุดยืน และปลูกฝังให้เด็กเยาวชนรุ่นใหม่มีจุดยืน
หรือสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้ไปตามกระแส ขาดวิจารณญาณ โดยการกำหนดหลักปฏิบัติ 3
ประการ คือ การรู้ , การตระหนัก และการสร้างจิตสำนึก เมื่อมีจุดยืนครบ 3 สิ่ง ก็จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเองนั่นเอง
เมื่อปัจเจกบุคคลมีภูมิคุ้มกัน สังคม ประเทศชาติก็จะมีภูมิคุ้มกันเช่นกัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนในรุ่นปัจจุบันในการใช้สื่อสังคมออนไลน์
ควรกำหนดมาตรการ 5 ข้อ คือ มาตรการรณรงค์ , มาตรการปลูกฝัง , มาตรการส่งเสริม , มาตรการป้องปรามป้องกัน
และมาตรการลงโทษ ทั้งหมดต้องบริหารจัดการเชิงระบบ ให้ครบ 5 องค์ประกอบในการใช้สื่อสังคมออนไลน์
ซึ่งการควบคุมจะทำได้ยากกว่าสังคมโลก จึงต้องมีมิติในการควบคุมที่สูงกว่า กำหนดกรอบเวลาในระยะสั้น
ระยะกลาง และระยะยาว ทั้งนี้การรณรงค์ให้มุ่งที่ “ คน ” ต่อจากนั้นจึงมุ่งสู่ “
สังคม ” โดยกำหนดเป็นกฎหมาย เพื่อให้เป็นกติกาของสังคมต่อไป
----------------------------------
แหล่งข้อมูล
http://thainews.prd.go.th/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=WNECO5804100010015
http://www.jaymart.co.th/line-behavior-shopping.asp
วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
บริบทการปฏิบัติการไซเบอร์ของกองทัพบก
บริบทการปฏิบัติการไซเบอร์ของกองทัพบก
(
Concept of Army Cyber Operations )
โดย พลตรี ฤทธี อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร
การปฏิบัติการไซเบอร์
( Cyber Operations ) ของแต่ละประเทศ จะมีระดับความสำคัญ
ขอบเขต รูปแบบ และมุมมองที่แต่ต่างกันไป ตามบริบทของแนวคิดด้านภัยคุกคาม (
Concept of Threats ) รวมถึงขีดความสามารถของการปฏิบัติการของตน
และงบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาศักยภาพด้านไซเบอร์ ถึงแม้ว่าหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศเล็กๆ
ต่างให้ความสนใจกับการพัฒนาเสริมสร้างพลังอำนาจทางทหารให้ยิ่งใหญ่ ให้ทัดเทียมหรือเหนือกว่าประเทศมหาอำนาจในด้านการลงทุนพัฒนาด้านการปฏิบัติการไซเบอร์
เพราะใช้งบประมาณที่น้อยกว่า ใช้เทคนิคเฉพาะตัวของบรรดาแฮ๊คเกอร์ ( Hacker
) ของประเทศนั้นๆ สามารถที่จะรบกวน โจมตี ทำลาย หรือสร้างความเสียหายกับระบบเครือข่าย
( Network ) หรือระบบโครงสร้างพื้นฐาน ( Infrastructure
) ของประเทศใหญ่ๆ
ได้อย่างมหาศาล เมื่อเทียบกับการปฏิบัติการรบในรูปแบบอื่นก็ตาม ดังนั้นการปฏิบัติการไซเบอร์
จึงขึ้นอยู่กับหลักคิดของแต่ละประเทศว่าจะมีทัศนะ หรือมุมมองเช่นไร
ประเทศสหรัฐอเมริกา
มีหน่วยงานที่เรียกว่า Homeland Security ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐบาล
และมีองค์กรที่ชื่อว่า Industrial Control System Cyber Emergency Response
Team ( ICS-CERT ) ภายใต้ศูนย์
รักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
National Cyber security and Integration Center ( NCCIC ) ได้มีการกำหนดระดับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ( Spectrum
of Cyber Threats ) ไว้ ๔ ระดับ
ดังนี้
๑. ภัยคุกคามในระดับรัฐบาลแห่งชาติ
( National Governments ) คือ ภัยที่อาจจะเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ
เช่น การโฆษณาชวนเชื่อ การเปลี่ยนแปลงหน้าเว็บไซต์
เพื่อสร้างความรำคาญให้กับหน่วย
เป้าหมายหลัก
คือ การสร้างความอ่อนแอ การรบกวน
หรือการทำลายประเทศ เป้าหมายรอง คือ การจารกรรม เพื่อสร้างการโจมตีต่อเป้าหมายโดยเฉพาะหน่วยงานรัฐ
หรือหน่วยงานความมั่นคง
เพื่อให้ได้ข้อมูลความก้าวหน้า
ทางด้านเทคโนโลยี การหยุดชะงักของโครงสร้างพื้นฐาน
ตลอดจนมุ่งไปสู่การโจมตีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากนั้นการโจมตีชนิดเต็มรูปแบบต่อโครงสร้างพื้นฐาน เป็นการโจมตีเพื่อมุ่งทำลายความสามารถของรัฐอย่างต่อเนื่อง
และรัฐเป้าหมายจะไม่สามารถตอบโต้การดำเนินการนั้นๆ ได้
การโจมตีในระดับประเทศ
( Cyber Warfare )
ตัวอย่างกรณี สตักซ์เน็ต ( Stuxnet
) คือ หนอนคอมพิวเตอร์ ( Worm ) ที่ถูกตรวจพบเป็นครั้งแรกเมื่อเดือน
มิถุนายนปี 2553 สตักซ์เน็ต พิเศษกว่ามัลแวร์ตัวอื่นๆ คือ มันถูกสร้างขึ้น
เพื่อมุ่งทำลายระบบควบคุมในโรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศอิหร่าน
และก็ทำได้สำเร็จด้วย โดยสตักซ์เน็ตเข้าไปทำลายระบบควบคุมการประมวลผล SCADA
( Supervisory Control and Data Acquisition ) ที่ผลิตโดยบริษัท Siemen
และใช้ในการควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ในโรงงานอุตสาหกรรม
และระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ระบบท่อส่งน้ำมัน ระบบสายส่งไฟฟ้า
และระบบโรงงานนิวเคลียร์ทั่วโลก สตักซ์เน็ตสามารถฝังตัวเข้าไปในโปรแกรม Step-7 ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ทำงานบน PLCs ( Programmable Logic
Controllers ) ซึ่งเป็นตัวควบคุมการทำงานของระบบ
ต่างๆในโรงงานอุตสาหกรรม ทางบริษัท Symantec
ได้รายงานว่า เป้าหมายของสตักซ์เน็ต คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ในประเทศอิหร่าน
ซึ่งมากกว่า 60% ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกโจมตี
โดยทางการอิหร่านได้ยอมรับเป็นครั้งแรกว่า สตักซ์เน็ตได้เจาะเข้าไปยังระบบคอมพิวเตอร์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ปัจจุบันมีรายงานว่าสตักซ์เน็ตเริ่มมีการแพร่กระจายไปยังโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศจีนอีกด้วย
สตักส์เน็ต
เป็นเวิร์ม หรือไวรัส ที่เชื่อว่าพัฒนาโดยประเทศสหรัฐอเมริกา
โดยมีเป้าหมายเพื่อเข้าไปทำลายระบบ SCADA ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมและพัฒนาระบบอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศอิหร่าน
และการโจมตีของสตักส์เน็ตนั้นได้ผลจริง
ทำให้ประเทศอิหร่านได้ประกาศเลื่อนความสำเร็จของโครงการนิวเคลียร์ออกไปอีก
สตักส์เน็ต ( Stuxnet ) เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สงครามไซเบอร์
( Cyber Warfare ) นั้นเกิดขึ้นจริง
๒. การก่อการร้าย
และ กลุ่มการก่อร้าย ( Terrorists ) มุ่งสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของประเทศ โดยการใช้รหัสโปรแกรมคอมพิวเตอร์
( Code Program ) การสร้างความเสียจึงถูกจำกัดตัวลง แต่ในอนาคตภัยคุกคามทางไซเบอร์ในส่วนนี้
อาจจะได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นมาก็เป็นได้
เป้าหมายหลัก
คือ การสร้างความหวาดกลัวไปยังประชาชนในประเทศเป้าหมาย เป้าหมายรอง คือ การสร้างหรือก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายให้เกิดขึ้น
รวมถึงการสร้างความอ่อนแอต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเป้าหมายจากการเกิดขึ้นของสงครามการก่อร้ายไปทั่วโลก
๓. สายลับหรือพวกจารกรรมในภาคอุตสาหกรรม
และกลุ่มองค์กรอาชญากรรม ( Industrial Spies and Organized Crime
Groups ) การจารกรรมขององค์กรระหว่างประเทศ และองค์กรเครือข่ายอาชญากรรมต่างๆ
เป็นภัยคุกคามระดับกลางของประเทศ
โดยที่พวกเขามีขีดความสามารถ ที่จะดำเนินการจารกรรมและ การปล้นสะดมต่องบประมาณในระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ รวมทั้งความสามารถของพวกเขาที่จะดำเนินการจ้าง หรือพัฒนาความสามารถของแฮ็กเกอร์ของกลุ่มของเขาเองได้
เป้าหมายหลัก
จะหวังในผลประโยชน์ที่ได้รับเป็นหลัก เป้าหมายรอง
คือ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับคู่แข่งทางการค้าหรือกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ
การขโมยความลับทางการค้า การแบล็กเมล์เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์
๔. กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่มีอุดมการณ์
( Hacktivists ) กลุ่มแฮ็กเกอร์
( Hacker ) ที่มีอุดมการณ์เป็นรูปแบบของกลุ่มเล็กๆ มีแรงจูงใจหรือแนวทางเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง
หรือบุคคลทางการเมือง รวมทั้งกลุ่มต่อต้านต่างๆ
ในระดับประเทศที่เป็นฝ่ายตรงกันข้าม
พวกเขาเป็นภัยคุกคามในระดับกลางในการดำเนินการโจมตีกระจายไปในเมืองเป้าหมาย
แต่ความเสียหายส่วนใหญ่กลุ่มแฮ็กเกอร์ ( Hacktivist ) นี้ ที่สร้างขึ้นในระหว่างประเทศ
มักปรากฏให้เห็นชัดเจนในด้านการโฆษณาชวนเชื่อมากกว่าความเสียหายให้กับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ
เป้าหมายหลัก
คือ การสนับสนุนแนวทาง หรือวาระทางการเมืองของพวกเขา เป้าหมายรองของพวกเขา คือ การโฆษณาชวนเชื่อ
และส่วนความเสียหายที่ก่อให้เกิดนั้นก็เพียงเพื่อให้บรรลุแนวทางที่พวกเขาต้องการให้เป็นไปเท่านั้น
๕. แฮ็กเกอร์ ( Hackers ) การโจมตีไซเบอร์แบบนี้จะเกิดมากที่สุด
และมีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่อย่างกว้างขวาง โดยพวกเหล่าแฮ็กเกอร์มือสมัครเล่น โดยที่แฮ็กเกอร์ดังกล่าว สามารถก่อให้เกิดภัยคุกคามที่สำคัญอย่างกว้างขวาง
และส่งผลกระทบรวมทั้งการสร้างความเสียหายในระยะยาวให้กับโครงสร้างพื้นฐานในระดับชาติได้
พวกแฮ็กเกอร์เหล่านั้นที่กระจายอยู่ทั่วโลก
ก็ยังเป็นกลุ่มของแฮ็กเกอร์ที่มีขนาดใหญ่ และยังเป็นภัยคุกคามที่ค่อนข้างสูง
ที่ส่งผลกระทบ ซึ่งขึ้นอยู่กับขอบเขตและการหยุดชะงักของระบบฯ
อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง รวมทั้งความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างกว้างขวาง
หรือการสูญเสียชีวิตอีกด้วย
ในขณะที่ประชากรของกลุ่มแฮ็กเกอร์เหล่านี้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น
ถึงแม้ว่าพวกแฮ็กเกอร์เหล่านี้จะไม่ใช่พวกแฮ็กเกอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษและเป็นอันตรายอย่างร้ายแรง
แต่พวกเขาก็อาศัยความพยายามที่ประสบความสำเร็จในการโจมตีดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
สำหรับตัวอย่างที่น่าสนใจของกลุ่มแฮ็กเกอร์ดังกล่าว
ได้แก่กลุ่มที่เรียกว่า Ghostnet เป็นกลุ่มแฮ็กเกอร์ชาวจีน ที่มีข่าวว่ามีการปฏิบัติการโจมตีเมื่อเดือน มีนาคม
๒๕๕๒ เพื่อเป้าหมายทางการเมือง เช่น กรณีผู้ดูแลสำนักงานของ
องค์ทะไลลามะ ( ที่เมืองธรรมศาลา
ประเทศอินเดีย ) สงสัยว่าโดนขโมยข้อมูลซึ่งเป็นเอกสารลับ จึงเชิญ เกร็ก วอลตัน
ผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรเฝ้าระวังสงครามข้อมูลของแคนาดา ( IWM ) มาตรวจสอบ ก็พบว่าข้อมูลของ โค้ด มัลแวร์/โทรจัน ที่โจมตีนี้
บ่งชี้ว่ามาจากเซิร์ฟเวอร์ 3 ตัว ที่ตั้งอยู่ที่ เกาะไหหลำ กวางตุ้ง และซิฉวน
ในประเทศจีน และในเยอรมนี, ไซบรัส, มอลตา, โรมาเนีย ฯลฯ แต่ถึงอย่างไรทางรัฐบาลจีนให้การปฏิเสธในเรื่องดังกล่าว
และไม่ยอมรับว่ามีกลุ่มแฮ็กเกอร์ดังกล่าวอยู่จริง โดยนาย ซ่ง เสี่ยวจวิน
นักวิเคราะห์ทางการทหารและยุทธศาสตร์ในกรุงปักกิ่ง บอกกับไชน่า เดลี่ ( นสพ.จีน )
ว่า กรณีดังกล่าวเป็นประเด็นการเมืองล้วนๆ
โดยกลุ่มตะวันตกพยายามระบายสีต่อเติมเรื่องเกินจริง
แต่ถึงอย่างไรองค์กรเฝ้าระวังสงครามข้อมูลของแคนาดา ( IWM )
เองก็เชื่อว่าอาจจะเป็นกลุ่มแฮ็กเกอร์รับจ้าง
หรืออาจจะเป็นกลุ่มแฮ็กเกอร์เอกชนชาวจีน ที่รู้จักกันในนาม
"แฮ็กเกอร์รักชาติ"
กรณีล่าสุดเมื่อวันที่
๒ กรกฎาคม ๒๕๕๘ ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย
( Thai-CERT ) ได้เปิดเผยข้อมูลการโจมตีของกลุ่มแฮกเกอร์
GhostShell ว่าได้โจมตีเว็บไซต์สถาบันการศึกษาและบริษัทห้างร้านในไทยไป
๘๒ แห่ง โดยข้อมูลที่เผยแพร่บอกถึงช่องโหว่ที่ใช้ในการโจมตี
และข้อมูลบางส่วนที่ถูกขโมยมาจากฐานข้อมูล ไทยเซิร์ต รายงานว่า
การโจมตีครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่มหาวิทยาลัย และบริษัทเอกชนทั่วโลก โดย GhostShell
ได้เปิดเผยแผนโจมตี ตั้งแต่วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๘ และนำข้อมูลที่เจาะได้มาจากเว็บไซต์กว่า
๕๐๐ แห่ง เป็นข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้งานกว่า ๑๓,๐๐๐ คน เผยแพร่เพิ่มเติม
จนปัจจุบันได้มีผู้เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวมากกว่า ๔,๐๐๐ ครั้ง
จากเว็บไซต์ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดเป็น เว็บไซต์มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา (.edu)
จำนวน ๑๐๘ โดเมน เว็บไซต์ในประเทศไทย จำนวน ๘๒ โดเมน เว็บไซต์ .com
จำนวน ๖๑ โดเมน และ เว็บไซต์ในออสเตรเลีย ๔๐ โดเมน ตามลำดับ
ซึ่งข้อมูลที่รั่วไหลเป็นโครงสร้างฐานข้อมูลของหน่วยงาน
รวมถึงข้อมูลผู้ใช้งานและรหัสผ่านของผู้ใช้ระบบ เทคนิคสำคัญที่ GhostShell ได้ใช้คือ SQL injection ซึ่งเป็นการเจาะเว็บไซต์เข้าถึงฐานข้อมูลหน่วยงานโดยตรง
จากการตรวจสอบพบว่า เว็บไซต์ของไทยที่ได้รับผลกระทบเป็นของมหาวิทยาลัยจำนวน ๕๘ โดเมน
ของโรงเรียน ๓ โดเมน และเป็นของหน่วยงานเอกชนจำนวน ๒๑ โดเมน
การกำหนดขอบเขตและระดับการปฏิบัติการไซเบอร์ของกองทัพบก โดยกองทัพบกให้ความสำคัญกับระดับภัยคุกคามด้านไซเบอร์
๔ ด้าน ได้แก่ ๑. ภัยคุกคามที่ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ ๒. ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อจังหวัดชายแดนภาคใต้
( จชต. ) ๓. ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันฯ ๔. ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพ
ดังนี้
๑. ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
การใช้ไซเบอร์เพื่อสร้างให้เป็นภัยคุกคามในระดับประเทศ หรือระดับชาติ
วิธีการอาจจะเพียงแค่ใช้เว็บไซต์ของประเทศตนเอง
เผยแพร่ข่าวสารที่ทำให้เกิดความได้เปรียบทางการเมือง หรือด้านความมั่นคง หรือข้อมูลความลับของชาติ
การแพร่กระจายโปรแกรม ไม่พึงประสงค์ ( Malware ) เช่น Virus Computer , Worm , Trojan ,
Spyware , Botnet etc. เพื่อสร้างความเสียหายต่อข้อมูลและระบบสารสนเทศขององค์กรต่างๆ รวมถึงการเจาะระบบและการโจมตี ( DDos
Attack ) โดยเหล่าบรรดาแฮ็กเกอร์ ที่อยู่ในเครือข่ายไซเบอร์ทั่วโลก พวกสมัครเล่น
พวกร้อนวิชา และอาจจะรวมถึงผู้ที่ไม่พอใจต่างๆ ถือว่าเป็นภัยคุกคามในระดับความมั่นคงของประเทศ
๒. ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อจังหวัดชายแดนภาคใต้
( จชต. ) เป็นการใช้ไซเบอร์ เพื่อการเผยแพร่ข่าวสารของผู้ก่อความไม่สงบ เพื่อให้สื่อมวลชนกระแสหลักนำไปเผยแพร่ต่อ
หรือเพื่อให้ประชาชนทั่วไป รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐเกิดความกลัวเกรง ถือเป็นการปฏิบัติการข่าวสาร
( IO ) การปฏิบัติการจิตวิทยาอย่างหนึ่ง
นอกจากนั้นยังมีการแสดงถึงผลงานของผู้ก่อความไม่สงบที่อาจจะส่งผลกระทบ
ทำให้เกิดแนวร่วมของผู้ก่อความไม่สงบเพิ่มขึ้น ซึ่งการเผยแพร่หรือแชร์ข้อมูล
หรือภาพเหล่านั้น
คนที่กระทำอาจจะกลายเป็นแนวร่วมมุมกลับโดยไม่รู้ตัวก็เป็นไปได้
นอกจากนั้นยังมีกรณีของการสร้างเว็บไซต์ที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใช้เป็นแหล่งการพบปะ
และแจ้งข่าวสารของกลุ่มของตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการเฝ้าติดตามของเจ้าหน้าที่รัฐ
หรือบางกรณีการอาจลุกลามไปถึงขั้นกระทบในระดับความมั่นคงของประเทศ เช่น การจัดทำเว็บไซต์พูโล
หรือ รัฐปัตตานี ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งในการเผยแพร่ข่าวสารแล้วยัง
เป็นการตอกย้ำถึงการดำรงอยู่ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่ มีตัวตน มีองค์ของตนเอง
และพร้อมที่จะต่อต้านการปกครองของรัฐบาลนั่นเอง
๓. ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อสถาบัฯ
เป็นสิ่งที่กระทำได้ง่าย และยากต่อการดำเนินคดีต่อผู้กระทำ
การดำเนินการดังกล่าว มีทั้งการเผยแพร่ภาพที่หมิ่นสถาบันฯ การวิจารณ์สถาบันฯ
ในทางเสื่อมเสีย การกล่าวร้าย ป้ายสี ให้สถาบันฯ เกิดความเสื่อมศรัทธาต่อประชาชน กฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่อาจจะดำเนินการได้
สาเหตุหลายประการ ผู้กระทำไม่ได้อยู่ประเทศไทย
หรือผู้กระทำใช้เครื่องมือของต่างประเทศ
ซึ่งกฎหมายของต่างประเทศไม่ได้รับรองความผิดในฐานความผิดนั้น หรือการใช้กระบวนการตุลาการของไทย
ในการปิดกั้นการเผยแพร่ดังกล่าว
ก็มีขอบเขตการดำเนินการจำกัดอยู่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น
การเข้าถึงข้อมูลในต่างประเทศก็ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นอยู่หรือในประเทศไทย
ถ้าหากว่ามีผู้ใดสามารถใช้เทคโนโลยีที่เรียกพล็อกซี่ ( Proxy
) หรือ เครือข่ายส่วนตัวเสมือน
( Virtual Private Network: VPN ) ก็สามารถที่จะเข้าไปรับรู้ข้อความหรือเนื้อหาเหล่านั้นได้อยู่ดี
การปิดกั้นดังกล่าวเป็นเรื่องกระทำได้ยาก
๔. ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพ
เพื่อทำให้ภาพลักษณ์ของกองทัพหรือผู้นำกองทัพเสื่อมเสีย
หรือลดความน่าเชื่อถือในสังคม ย่อมจะสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อการปกป้อง หรือพิทักษ์อธิปไตยของชาติ
อาจจะเป็นการแสดงให้ประชาชนเชื่อว่า กองทัพมีแต่กำลังพลที่ขาดวินัย ไม่รักษากฎระเบียบของกองทัพ
การกระทำผิดกฎหมายของประเทศ ล้วนแล้วแต่เป็นหัวข้อที่ผู้ที่ต้องการกระทำต่อกองทัพใช้เป็นประเด็นหลักๆ
ในการดำเนินการ
สิ่งเหล่านั้นหรือข้อมูลที่ได้รับอาจจะได้มาจากการกระผิดของกำลังพลเพียงบางคนของกองทัพ
แต่เมื่อมีการเผยแพร่ในโลกไซเบอร์
จะเกิดผลกระทบในวงกว้างและจะขยายผลเหตุการณ์ต่างๆ ดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วมาก
การพยายามจะชี้แจงข้อเท็จของกองทัพอาจจะต้องดำเนินการภายหลังจากเหตุการณ์ทางไซเบอร์เกิดขึ้นแล้ว
หรืออาจจะแค่การประชาสัมพันธ์ในเชิงตอบโต้ผ่านทางสื่อกระแสหลักทั้งหลาย สำหรับการแก้ไขปัญหาทางไซเบอร์กระทำได้ยาก
เนื่องจากการเผยแพร่หรือกระจายข่าวสารเป็นการกระทำในแบบเครือข่ายที่เชื่อมต่อกันไปเรื่อยๆ
ไม่รู้จบ นอกจากนั้นยังมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับด้านการเมือง
หรือในด้านของความไม่พอใจของคนในกองทัพเป็นการส่วนตัว
ก็เป็นประเด็นที่จะสร้างความเสื่อมเสียภาพลักษณ์ต่อกองทัพในภาพรวมได้เช่นกัน นอกจากนั้นยังมีประเด็นสำคัญที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ
เช่น เอกสารลับของทางราชการ ถูกนำไปเผยแพร่ในโลกไซเบอร์
ผู้กระทำอาจจะต้องการเพียงเพื่อให้ประชาชนทั่วไป หรือฝ่ายที่ไม่พอใจของกองทัพ
ได้นำไปเผยแพร่ ขยายผล แต่กลับส่งผลกระทบต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมาก
เพราะนอกจากเสื่อมเสียภาพลักษณ์แล้ว ยังจะแสดงถึงการขาดประสิทธิภาพในการทำงานด้านการรักษาความลับของทางราชการกระทำไม่ได้ตามที่ระเบียบกำหนดไว้นั่นเอง
บริบทของการปฏิบัติการไซเบอร์
( Cyber Operations ) กองทัพบกจึงได้กำหนดภารกิจหลักของศูนย์ไซเบอร์กองทัพบกไว้ทั้ง
$ ด้านคือ การปฏิบัติการด้านไซเบอร์เชิงรับ , การปฏิบัติการด้านไซเบอร์เชิงรุก
และการสนับสนุนการปฏิบัติการข่าวสาร
๑. การปฏิบัติการด้านไซเบอร์เชิงรับ เป็นการปฏิบัติในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
โดยการปฏิบัติการตั้งแต่ การควบคุมการเข้าถึงสารสนเทศ การกำหนดกฎระเบียบ ข้อบังคับ
นโยบายและแนวทางปฏิบัติในการ
รักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ การตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงของอุปกรณ์สารสนเทศ
ตลอดจนการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงของกระบวนการทำงานต่างๆ ทั้งด้านงานปกติ
และงานด้านสารสนเทศ การตรวจสอบช่องโหว่ของระบบฯ การเฝ้าระวัง และป้องกันระบบฯ จากการถูกเจาะและการโจมตีทางไซเบอร์
เพื่อให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งานระบบสารสนเทศ
ผลลัพธ์ในการดำเนินการ
สามารถเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และป้องกันการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม การแจ้งเตือนภัย มีความรู้
ความเข้าใจ ความสำนึก ความตระหนักในด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์
และกำลังพลมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์มากขึ้น
๒. การปฏิบัติการด้านไซเบอร์เชิงรุก จะต้องมีขีดความสามารถ
ทักษะ ของเจ้าหน้าที่ และ ทรัพยากร โดยเฉพาะสิ่งอุปกรณ์ และงบประมาณในการปฏิบัติการ
โดยแบ่งเป็น ๓ ระดับ ดังนี้
๒.๑ ระดับ
I และ II ( Tiers I - II ) เป็นการโจมตีโดยใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่รู้จักกันทั่วไป
ทรัพยากรทั้งสิ่งอุปกรณ์ และงบประมาณต่างๆ อยู่ที่ประมาณ ๑ ล้านบาทขึ้นไป
ระดับดังกล่าว เป็นแค่เบื้องต้นของการ
ปฏิบัติการเชิงรุก ( Cyber Offensive
Operations ) เพราะการใช้อุปกรณ์ทั้ง Hardware และ Software ที่เป็นกลุ่ม Open Source ในการตรวจหาช่องโหว่ของระบบ การเจาะระบบ และการโจมตีเบื้องต้น
ต่อเป้าหมายที่ไม่มีระบบป้องกันที่แข็งแรงมากนัก
รวมถึงการโจมตีและขัดขวางเส้นทางการจราจรของข้อมูล
ผลลัพธ์ในการดำเนินการ
เป็นการรบกวนการปฏิบัติของฝ่ายตรงข้าม
หรือถ้าสามารถยกระดับการโจมตีได้ก็จะสามารถสร้างความเสียหายแก่สารสนเทศของฝ่ายตรงข้าม
นอกจากนั้นยังสามารถหาจุดอ่อน หรือช่องโหว่เพิ่มเติม
และขยายผลในการปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุกในระดับสูงขึ้นต่อฝ่ายตรงข้ามได้
๒.๒ ระดับ
III และ IV ( Tiers III - IV ) เป็นการโจมตีที่ได้รับการสนับสนุนที่ดี
และมีระดับของความเชี่ยวชาญ และความซับซ้อนเพียงพอ ที่จะค้นพบช่องโหว่ใหม่ๆ ในระบบ
และการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่เหล่านั้น การใช้ทรัพยากรทั้งสิ่งอุปกรณ์ และงบประมาณต่างๆ
อยู่ที่ประมาณ ๑๐๐ ล้านบาทขึ้นไป ระดับดังกล่าว ต้องอาศัยเครื่องมือที่มีคุณลักษณะเฉพาะที่สูงขึ้น
และ Software ที่มี License ตลอดจนต้องมีการอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว
เป็นการพัฒนาไปสู่ นักรบไซเบอร์ ( Cyber Warrior )
ผลลัพธ์ในการดำเนินการ
เพื่อให้ระบบสารสนเทศของเป้าหมายหยุดการให้บริการทางด้านสารสนเทศ
หรือถึงขั้นเข้าไปควบคุมสารสนเทศของฝ่ายตรงข้าม
และสั่งให้สารสนเทศนั้นไปสร้างความเสียหายต่อเป้าหมายได้ระดับ III และ IV ( Tiers III - IV )
๒.๓ ระดับ
V และ VI ( Tiers V - VI ) ผู้โจมตีต้องลงทุนเงินจำนวนมาก อยู่ที่ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นไป และต้องใช้ระยะเวลาหลายปีที่จะการสร้างช่องโหว่ในระบบของเป้าหมาย
รวมทั้งระบบที่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายในประเทศเป้าหมายต่างๆ ซึ่งการปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุกดังกล่าว
เป็นการพัฒนาไปสู่สงครามไซเบอร์ ( Cyber Warfare )
ผลลัพธ์ในการดำเนินการ
เพื่อให้ระบบสาธารณูปโภคของเป้าหมายทั้งหมดหยุดการให้บริการ หรือควบคุมให้ระบบฯ
เกิดความเสียหายทั้งทรัพย์สินและชีวิต
๒.๓
การสนับสนุนการปฏิบัติการข่าวสาร เป็นกระบวนการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ ค้นหา
เก็บรวบรวม บันทึกข้อมูล จำแนก แจกจ่าย วิเคราะห์ข้อมูล จัดทำสถิติ
ตลอดจนการตอบโต้ข่าวสาร ที่เกิดขึ้นบนโลกไซเบอร์
เป็นการปฏิบัติที่สนับสนุนทั้งด้านเชิงรุก และ เชิงรับ ของงานด้านไซเบอร์
ผลลัพธ์ในการดำเนินการ
เพื่อให้ทราบความเคลื่อนไหวของข้อมูลข่าวสารต่างๆ บนโลกไซเบอร์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง
การติดตาม เฝ้าระวัง ตรวจสอบ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของข้อมูล สื่อ
และกลุ่มบุคคล/เครือข่าย ประเมิน
แนวโน้ม กำหนดเป้าหมาย ตอบโต้ ตลอดจนสร้าง หรือ เปลี่ยนแนวคิด
และการตัดสินใจของเป้าหมาย ให้เป็นไปตามทิศทางของข่าวสารที่ฝ่ายเรากำหนด รวมถึงการชี้เป้าหมายทั้งรายบุคคลเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
และเป้าหมายเชิงเทคนิค เพื่อดำเนินการปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุก ตามข้อ ๒.๒
----------------------------
อ้างอิง : เอกสารประกอบการบรรยายพิเศษ เรื่อง " การปฏิบัติการไซเบอร์ " รร.สธ.ทบ. เมื่อ 13 ก.ค. 2558
: https://www.thaicert.or.th/newsbite/2015-07-02-01.html
เครดิส : พ.อ.นิพัฒน์ เล็กฉลาด ผู้รวบรวมข้อมูล
วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ไซเบอร์ : หนึ่งในพลังอำนาจกำลังรบที่ไม่มีตัวตน
ไซเบอร์ : หนึ่งในพลังอำนาจกำลังรบที่ไม่มีตัวตน
( The Cyber : one of Intangible Power )
โดย พลตรี ฤทธี
อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร
การปฏิบัติการทางทหาร
โดยเฉพาะการปฏิบัติการรบนั้น ปัจจัยสำคัญด้านพลังอำนาจทางทหารที่จะนำไปสู่ความสำเร็จแห่งชัยชนะ
ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ อำนาจกำลังรบที่มีตัวตน และอำนาจกำลังรบที่ไม่มีตัวตน
-
อำนาจกำลังรบที่มีตัวตน เช่น กำลังพล ยานพาหนะ ยุทธภัณฑ์ อาวุธยุทโธปกรณ์
และเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่างๆ ฯลฯ
-
อำนาจกำลังรบที่ไม่มีตัวตน ( Intangible ) เช่น ขวัญ กำลังใจ ความกล้าหาญ
ความเสียสละ ความรักชาติ รักแผ่นดิน ความฮึกเหิม ความมุมานะอดทน รวมถึงการฝึกซ้อมต่างๆ
ฯลฯ
สำหรับประเทศเล็กๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา
ที่ไม่มีทรัพยากรและงบประมาณเพียงพอในการทุ่มเทกับการพัฒนากองทัพให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรได้
ก็ยิ่งไม่มีทางที่จะสะสมพลังอำนาจทางทหารได้ทัดเทียมกับประเทศมหาอำนาจ ซึ่งมีพร้อมทั้งด้านทรัพยากร
เทคโนโลยี และการสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนากองทัพ เพราะประเทศ
เล็กๆ มักจะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณในการพัฒนาประเทศ
โดยเฉพาะการพัฒนากองทัพ ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการจัดหาหรือพัฒนาด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร
ที่สำคัญเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่างๆ ในด้านการทหาร มักจะเป็นของประเทศมหาอำนาจเหล่านั้นอีกด้วย
และถึงแม้บางประเทศที่มีเงินงบประมาณสนับสนุนเพียงพอก็ไม่ใช่ว่าจะซื้อหามาได้ตามใจชอบ
ตามความต้องการ ถึงจะหาซื้อมาได้ประเทศมหาอำนาจเจ้าของเทคโนโลยีเหล่านั้นก็จะมีระบบป้องกันตนเองด้วยเทคโนโลยีที่ดีกว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ที่นำมาจำหน่ายทั่วไป
สรุปว่า สิ่งใดดีมีไว้ใช้ สิ่งที่ขายไปไม่ดีเท่าสิ่งที่มี
ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดของประเทศเล็กๆ
ในการพัฒนาเสริมสร้างพลังอำนาจทางทหารให้ยิ่งใหญ่ให้ทัดเทียมหรือเหนือกว่าประเทศมหาอำนาจได้
คือ การลงทุนพัฒนาด้านไซเบอร์ เพราะใช้งบประมาณที่น้อยกว่า
ใช้เทคนิคเฉพาะตัวของบรรดาแฮ๊คเกอร์ ( Hacker ) ของคนในประเทศนั้นๆ ซึ่งสามารถพัฒนาเสริมสร้างขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ในด้านการโจมตี
การทำลาย หรือสร้างความเสียหายกับระบบเครือข่าย ( Network ) หรือระบบโครงสร้างพื้นฐาน
( Infrastructure ) ของประเทศใหญ่ๆ
ได้อย่างมหาศาล เมื่อเทียบกับการปฏิบัติการรบในรูปแบบอื่น ทั้งยังมีความเป็น การไม่ประกาศตน
( Anonimity ) หรือ ซ่อนการกระทำได้ ข้อที่น่าสนใจคือ
ยิ่งประเทศมหาอำนาจ ที่มีการใช้ระบบเทคโนโลยีสูงมากๆ และกว้างขวางมากขึ้นเท่าไร
การพึ่งพาระบบเครือข่าย และสิ่งอุปกรณ์ทางไซเบอร์ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ในทางกลับกัน นั่นก็หมายความว่า ถ้ามีระบบเครือข่ายและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกว้างขวางมากขึ้นเท่าไหร่
แต่ไม่มีระบบป้องกันทางไซเบอร์ที่ดี ก็ยิ่งมีจุดอ่อนหรือ ตกเป็นเป้าหมาย ( Target
) ที่คุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้น การสงครามทางไซเบอร์ ( Cyber
Warfare ) จึงเป็นมิติสงครามที่ประเทศใหญ่และเล็กมีความเท่าเทียมกันมากที่สุดในแง่ของโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเอง
น่าเสียดายที่กองทัพของบรรดาประเทศต่างๆ
โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญเร่งด่วนและวนเวียนอยู่กับการพัฒนาเสริมสร้างขีดความสามารถทางการทหารในรูปแบบเดิม
เช่น การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้ทันสมัยล่าสุด ซึ่งไม่มีวันที่จะตามเท่าทันได้
และมองว่าการพัฒนาขีดความสามารถทางสงครามไซเบอร์เป็นเรื่องรองลงไป นั่นเท่ากับการทิ้งโอกาสเพียงหนึ่งเดียวตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
ในการที่อาจจะพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพให้มีพลังอำนาจเพียงพอที่จะทัดเทียม และถ่วงดุลกับชาติมหาอำนาจเหล่านั้นได้
สำหรับประเทศไทย
แนวความคิดในการเสริมสร้างศักยภาพกำลังทางทหารด้านไซเบอร์ดังกล่าว
เริ่มจะมีการขานรับในทางที่ดีขึ้นทั้งในระดับผู้นำประเทศ และผู้นำเหล่าทัพ
โดยได้มีนโยบายและการดำเนินการจัดตั้งศูนย์ไซเบอร์ของเหล่าทัพอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
แต่ลำพังด้านการพัฒนาโครงสร้างองค์กรการจัดหน่วยไซเบอร์
และการจัดหาเครื่องไม้เครื่องมือด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์นั้นคงไม่เพียงพอต่อการพัฒนาเสริมสร้างขีดความสามารถ
และศักยภาพของกองทัพให้มีพลังอำนาจเพียงพอที่จะทัดเทียม และถ่วงดุลกับประเทศอื่นๆ
ได้
ดังนั้น การพัฒนาเสริมสร้างขีดความสามารถบุคลากรของกองทัพด้านไซเบอร์
จึงเป็นอีกหนึ่งกุญแจของความสำเร็จ
ซึ่งจะต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนอย่างเต็มที่จากผู้นำเหล่าทัพและผู้นำประเทศ อย่างจริงจังให้มีความต่อเนื่องยั่งยืน
เพราะการพัฒนาเสริมสร้างบุคคลากรด้านไซเบอร์จะต้องใช้ระยะเวลายาวนานพอสมควร
เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานจริง
ไม่ใช่ลักษณะเชิงปรัชญา แนวคิด ทฤษฎี ด้านวิชาการ แต่เป็นการปฏิบัติงานจริงอย่างเป็นรูปธรรมสามารถจับต้องได้
หนึ่งในแนวคิดของการพัฒนาเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรด้านไซเบอร์
ให้เป็นรูปธรรม และสามารถปฏิบัติงานได้จริงของกองทัพ ทั้งในด้านการปฏิบัติการเชิงรับและเชิงรุก
คือ การจัดการแข่งขันทักษะด้านการ
ปฏิบัติการไซเบอร์
ซึ่งกองทัพอากาศได้ริเริ่มดำเนินการจัดการแข่งขันฯ ประจำปีมาแล้วหลายครั้ง แต่เป็นการจัดการแข่งขันฯ
ขึ้นเป็นการภายในกองทัพอากาศ ( ชมบันทึกเทปการแข่งขัน
Cyber Contest 2015 และ งานสัมมนา Cyber
Security ของกองทัพอากาศ "RTAF Cyber Contest and Seminar 2015" https://youtu.be/x4qT7rOZfxM ) และในปลายปี
2558 นี้ กองทัพบก โดย ศูนย์เทคโนโลยีทางทหารกองทัพบก / ศูนย์ไซเบอร์ของกองทัพบก
มีแนวความคิดที่จะดำเนินการจัด การแข่งขันทักษะด้านการปฏิบัติการไซเบอร์ ประจำปี
2558 ( Army Cyber Operations
Contest 2015 ) ขึ้น โดยเชิญบุคลากรด้านไซเบอร์ของทุกเหล่าทัพ
กองบัญชาการกองทัพไทย และกระทรวงกลาโหม จัดทีมเข้าร่วมการ
แข่งขันในครั้งนี้
โดยจะมีการถ่ายทอดสดบรรยากาศการแข่งขันดังกล่าว ให้กับผู้ที่มาเข้าร่วมการประชุมสัมมนาทางวิชาการด้านไซเบอร์
ซึ่งได้เชิญมาจากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงกลาโหม จำนวน 200 - 300 นาย
รวมถึงกำลังพลที่ปฏิบัติงานในกองบัญชาการกองทัพบกและบริเวณใกล้เคียง
ได้เห็นภาพการปฏิบัติการไซเบอร์จริงๆ ของทีมต่างๆ ที่เข้าร่วมการแข่งขัน ทั้งการปฏิบัติการเชิงรับและเชิงรุก
แบบ Real Time
นอกจากนี้ยังจัดให้มีนิทรรศการแสดงผลงานของหน่วยงานต่างๆ และการจัดบู้ธผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัยต่างๆ
ด้านไซเบอร์ของบริษัทฯ ชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ
เพื่อพัฒนาเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจด้านการปฏิบัติการไซเบอร์ และเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กับ ผู้บังคับบัญชา
และกำลังพลของกองทัพบก รวมทั้งหน่วยต่างๆ ที่มาร่วมงาน
การแข่งขันทักษะด้านการปฏิบัติการไซเบอร์ ประจำปี 2558 ( Army Cyber
Operations Contest 2015 )
ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันระดับเหล่าทัพครั้งแรกของประเทศไทย
เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ของกองทัพแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
( ASEAN Community ) อีกด้านหนึ่งของประเทศ การจัดการแข่งขันฯ
จะมีทีมเข้าร่วมการแข่งขันในรอบสุดท้าย จำนวน 8 ทีมๆ ละ 2 – 4 คน
โดย
แต่ละทีมจะมีการติดตั้ง Server ของฝ่ายตนจำนวน 3 เครื่อง
บนระบบปฏิบัติการเครือข่าย ( Network Operation System : NOS ) Windows และ Linux ซึ่งแต่ละทีมจะต้องดำเนินการหามาตรการเชิงรับ
( Defensive ) โดยการป้องกันและขัดขวางการเจาะระบบและการโจมตีของทีมฝ่ายอื่นๆ
อีก 7 ทีม ที่จะทำการตรวจสอบช่องโหว่ ( Vulnerability Assessment ; VA ) ของระบบ Server เพื่อทำการหาวิธีการเจาะระบบฯ ให้สำเร็จและได้คะแนนสะสมในแต่ละเครื่องที่สามารถเข้ายึดครอง
Server ได้
แต่ละทีมที่เข้าแข่งขันนอกจากจะต้องคิดค้นหามาตรการเชิงรับ โดยป้องกันการเจาะ
การโจมตี Server จำนวน 3 เครื่อง ของฝ่ายตนเอง
เพื่อไม่ให้เสียแต้มให้กับทีมอื่นๆ แล้ว ยังจะต้องหามาตรการเชิงรุก ( Offensive
) โดยการเจาะระบบฯ
การโจมตีเป้าหมาย Server ของทีมฝ่ายอื่นๆ อีก 7 ทีมๆ ละ 3
เครื่อง รวมทั้งสิ้น 21 เครื่อง เพื่อเก็บคะแนนสะสมให้ได้มากที่สุด
ก็จะเป็นทีมที่ชนะเลิศตามลำดับคะแนน
สำหรับผู้ชมการแข่งขันทักษะด้านการปฏิบัติการไซเบอร์ ประจำปี
2558 ( Army
Cyber Operations Contest 2015 ) สามารถเข้าชมการแข่งขันฯ
จริงที่ห้องปฏิบัติการแข่งขันฯ และผ่านระบบการถ่ายทอดสดแบบกระจาย
สัญญาณ ผ่านจอ LED
TV ที่ติดตั้งกระจายโดยรอบบริเวณงานและในห้องประชุมสัมมนาฯ
โดยจะแสดงภาพการปฏิบัติการจริง ทั้งเชิงรับและเชิงรุกของแต่ละทีม ทั้ง 8 ทีม
รวมถึงภาพแผนที่แสดงตำแหน่งจำลองที่ตั้ง Server ที่ใช้ในการแข่งขันฯ
บนแผนที่โลก โดยสามารถสังเกตสีของแผนที่ตำแหน่งจำลองที่ตั้ง Server
หากถูกโจมตีหรือยึดครองได้สำเร็จสีจะถูกเปลี่ยนไปจากสีเดิมอย่างเห็นได้ชัดเจน
รวมถึงเส้นทางการโจมตีที่มาจากทีมของฝ่ายต่างๆ ไปยัง Server เป้าหมาย
จะปรากฏเส้นวิถีการโคจรแบบขีปนาวุธจากทุกมุมโลก จากต้นทางไปยังเป้าหมาย
ให้เห็นภาพเข้าใจง่าย นอกจากนี้ยังมีการ
แสดงภาพ Graphic เพื่อประมวลผลการปฏิบัติการเชิงสถิติให้ผู้ชมทราบว่า
แต่ละทีมได้มีการใช้เทคนิค วิธีการต่างๆ ในการปฏิบัติการเชิงรับ และเชิงรุกด้วยการโจมตีแบบไหน
ปริมาณมากน้อยเพียงใด และแบบใดที่ประสบผลสำเร็จ
เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์และเปรียบเทียบขีดความสามารถ ความรู้
ความเชี่ยวชาญ ความถนัด ทักษะ ประสบการณ์
และศักยภาพของบุคลากรด้านไซเบอร์ของกองทัพ ในด้านการพัฒนาส่งเสริม
และเสริมสร้างขีดความสามารถบุคลากรของกองทัพด้านไซเบอร์ต่อไปในอนาคต
เพื่อให้มีศักยภาพสูงขึ้นในการปฏิบัติการทางทหาร
ซึ่งเป็นพลังอำนาจกำลังรบที่ไม่มีตัวตน
--------------------------------------
วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






