วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2558

โลกไซเบอร์กับความมั่งคงของชาติ

โลกไซเบอร์กับความมั่นคงของชาติ
( Cyber Space VS National Security )
โดย พลตรี ฤทธี  อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

ความมั่นคง ( Security ) กล่าวโดยทั่วไปมักจะหมายถึง ความอยู่รอด ปลอดภัย และเสถียรภาพ ความคงอยู่ รวมถึง ศักยภาพ ความพร้อม ความเชื่อมั่นเชื่อถือในด้านการปกป้อง คุ้มครอง และตอบโต้กับภัยภยันตราย หรือภัยคุกคามต่างๆ ทั้งทางด้านรูปธรรมและนามธรรม
การพัฒนาด้านเทคโนโลยีนั้น นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ เพื่อการเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ ในด้านทางบวกเพื่อก่อเกิดประโยชน์แล้ว ก็มักจะมีการนำความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาใช้ในด้านทางลบ หรือด้านมืด ก่อเกิดโทษ และความเสียหาย วุ่นวาย ดังคำกล่าวที่ว่า “ อะไรที่มีคุณอเนกอนันต์ ก็ย่อมมีโทษมหันต์ ” ซึ่งส่งผลกระทบในด้านความมั่นคงเช่นกัน ดังนั้นการพัฒนาของเทคโนโลยีจากอดีตสู่ปัจจุบัน จึงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทั้งทางด้านทางบวกและทางลบ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
การพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ( National Security )    ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการทหาร ประเทศใดมีความเจริญก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า ย่อมจะได้เปรียบในเรื่อง
ของศักยภาพ ( Potential )   และพลังอำนาจ  ( Power ) ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการทหาร ในด้านการเมืองก็จะทำให้เกิดเสถียรภาพและความมั่งคงทางการเมือง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่น ความเชื่อถือของรัฐบาลในการปกครองและบริหารประเทศ การเจรจาต่อรองและรักษาผลประโยชน์ของชาติ ( National Interest ) ด้านเศรษฐกิจ จะเห็นได้ชัดเจนในด้านการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ด้านสังคม ก็จะเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นและภูมิคุ้มกันให้กับประชากร ส่วนด้านการทหาร ก็จะเป็นการเสริมสร้างศักย์สงคราม และพลังอำนาจด้านการรบที่สูงกว่า เช่น ถ้าประเทศใดมีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านทางทหาร เช่น ระบบลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ ระบบแจ้งเตือน ระบบป้องกัน ระบบควบคุมบังคับบัญชา และระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารที่ทันสมัยกว่าอีกประเทศหนึ่ง ความได้เปรียบ และอำนาจกำลังรบย่อมจะสูงกว่าประเทศอื่นๆ ที่ด้อยกว่า และเทคโนโลยีในด้านต่างๆ ที่กล่าวมานี้ มักจะหนีไม่พ้นกับโลกไซเบอร์ ( Cyber Space )
การพัฒนาเทคโนโลยีด้านไซเบอร์ เช่น การพัฒนาด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ทันสมัย และการขยายโครงข่ายการสื่อสารและสารสนเทศ โดยเฉพาะเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงการสื่อสารและข้อมูลสารสนเทศถึงกันอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศ และต่างประเทศ แบบไร้พรมแดน โครงข่ายเหล่านั้นมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานทั้งด้านกิจการธุรกิจเอกชน พลเรือน ระบบราชการ และด้านการทหาร การเชื่อมโยงจากจุดใดๆ ในประเทศ แม้แต่ในบ้าน ในองค์กร หรือในหน่วยทหาร อาจจะเกิดผลกระทบในด้านความมั่นคงได้ เพราะฝ่ายตรงข้ามหรือผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าถึงเครือข่ายจากที่ได้ก็ได้ เพื่อเฝ้าติดตาม ค้นหาช่องโหว่ของระบบฯ การโจมตีระบบฯ การแอบฝังโปรแกรมจารกรรมข้อมูล ( Spyware ) โปรแกรมควบคุมเครือข่ายและการทำงานของระบบ ( Botnet ) ด้วยการใช้ช่องโหว่เหล่านั้นให้เกิดประโยชน์ รวมถึงการแพร่ระบาดของโปรแกรมไม่พึงประสงค์ ( Malware ) เพื่อสร้างความเสียหายต่อระบบ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะป้องกัน หรือเฝ้าระวังและติดตามฝ่ายตรงข้ามได้ ในทุกๆ จุดที่มีเครือข่ายไซเบอร์เชื่อมต่อถึงกันนั้นเอง
โลกไซเบอร์ นับวันยิ่งทวีความสำคัญและมีความพิเศษ โดยเฉพาะในทางการทหาร ได้กำหนดความสำคัญให้เป็นโดเมนหนึ่งในการปฏิบัติการทางทหาร คือ พื้นที่ปฏิบัติการบนไซเบอร์ ( Cyber Domain ) นอกเหนือจาก พื้นที่ปฏิบัติการบนดิน ( Land Domain ) , พื้นที่ปฏิบัติการในน้ำ ( Sea Domain ) , พื้นที่ปฏิบัติการในอากาศ ( Air Domain ) และพื้นที่ปฏิบัติการบนห้วงอวกาศ ( Space Domain ) เนื่องจากการใช้เครือข่ายไซเบอร์ มีการใช้งานในหลายๆ ด้านทั้งระบบสาธารณูปโภคหลักของประเทศ เช่น ระบบพลังงาน ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ การคมนาคมขนส่ง ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการใช้งานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ระบบการเงิน การคลัง ธนาคาร บริษัท ห้างร้าน โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นต้น คงจะมองเห็นแล้วว่าโลกไซเบอร์ในปัจจุบันเปรียบเสมือนสมอง เส้นประสาท เส้นเลือด ของระบบร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นเครือข่ายการเชื่อมโยงหลักในระดับชาติไปแล้ว ถ้าหากองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการต่างๆ ระดับประเทศเหล่านี้ ถูกโจมตีผ่านระบบเครือข่าย หรือระบบสารสนเทศจนหยุดการให้บริการหรือไม่สามารถให้บริการแก่ประชาชนได้ ผลกระทบนั้นจะกว้างขวางมากเพียงใด ความวุ่นวายย่อมเกิดขึ้น แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พื้นที่บนโลกไซเบอร์ ( Cyber Domain ) เป็นพื้นที่ๆ ที่ต้องมีการเชื่อมโยงเครือข่ายถึงกัน บุคคลที่จะเข้าไปสู่พื้นที่ดังกล่าว ไม่สามารถที่จะใช้ยานพาหนะใด หรือการเข้าถึงด้วยการสัมผัสด้วยร่างกายของมนุษย์โดยตรง ดังนั้น ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือในการเข้าถึง เช่น ระบบ Hardware และ Software ของคอมพิวเตอร์ เป็นต้น อุปกรณ์เหล่าเป็นเสมือน ร่างอวตาร ( Avatar ) ของคนเรา ที่จะเข้าไปเฝ้าระวัง สำรวจ ตรวจสอบ ติดตาม สืบคัน ปกป้อง คุ้มครองพื้นที่ไซเบอร์ ว่ามีข้อมูลอะไรอยู่ในนั้นบ้าง อะไรที่ผิดปกติ อะไรที่มีความเสี่ยง อะไรที่เป็นภัยคุกคาม รวมถึงมาตรการการตอบโต้  ดังนั้นถือว่าโลกไซเบอร์ ( Cyber Domain ) เป็นพื้นที่ที่มีความ
การก่อการร้าย ( Terrorism )  โดยหลักแล้วต้องมี เป้าหมาย วัตถุประสงค์ และรูปแบบในการกระทำที่ชัดเจน อาจจะกระทำโดยบุคคล หรือ องค์กร หรือรัฐ แต่การก่อการร้ายหรืออาชญากรรมบนโลกไซเบอร์ ( Cyber Crimes )   มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งพวกที่กระทำโดยสมัครเล่น พวกลองของลองวิชา รวมไปจนถึงพวกไม่เพียงแต่หวังเพียงข้อมูลหรือการขโมยข้อมูลเท่านั้น แต่อาจจะไปถึงการทำลายล้าง หรือสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินต่อเป้าหมาย หรือสร้างอันตราย และผลกระทบต่อชีวิตประชาชนทั่วไป และบางกลุ่มอาจจะเป็นพวกที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง และไม่ได้หวังชื่อเสียงแต่อย่างใด  ดังนั้น ภัยการก่อการร้ายทางโลกไซเบอร์ จึงมีลักษณะตามที่กล่าวไว้ในตอนต้น โดยมีรูปแบบที่หลากหลาย และความสลับซับซ้อน
แน่นอนว่าภัยคุกคามดังกล่าว ถ้ามีเป้าหมายในหน่วยงานในระดับชาติ หรือในระบบสาธารณูปโภคในระดับประเทศ ผลกระทบที่ประเมินแล้วความเสียหายมากจนถึงระดับชาติ ก็ย่อมเป็นภัยสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศนั่นเอง สำหรับบุคคลสำคัญของประเทศ เช่น ประมุขของประเทศ ถ้าถูกกำหนดเป็นเป้าหมาย ย่อมจะเป็นภัยในระดับชาติด้วยเช่นกัน สำหรับแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ ด้าน เช่น ด้านการเมืองในประเทศ หรือต่างประเทศ ว่ามีความขัดแย้งกันสูงแค่ไหน โดยเฉพาะในด้านผลประโยชน์ทางการเมือง ( Political Interest ) ผลประโยชน์ของชาติ ( National Interest ) ส่วนด้านเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่อาจจะเกิดได้ ถ้ามีความเกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์ทางการค้า ทางธุรกิจ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 
การเข้ามาของโลกไซเบอร์ คือ ก่อนหน้าเมื่อไม่นานมานี้จนถึง ณ ปัจจุบัน และในอนาคตจะมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ เนื่องจากความเจริญทางวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและคอมพิวเตอร์ มีการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด มนุษย์ใช้คอมพิวเตอร์ เครือข่ายสื่อสารและสารสนเทศ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในวิถีชีวิตด้านปัจเจกบุคคลและการทำงานประจำวันในองค์กร ตลอดจนการใช้เป็นส่วนหนึ่งของอาวุธในด้านการทหาร ประเทศใดไม่มีการพัฒนาในด้านดังกล่าว จะกลายเป็นประเทศที่ล้าหลัง และไม่สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็ว การเข้ามาของเทคโนโลยีเหล่านั้น มีทั้งด้านที่เป็นประโยชน์ และด้านที่เป็นโทษ ขึ้นกับมนุษย์ว่าใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด ถ้าเป็นการใช้งานในด้านลบ ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้แน่นอน ผลในทางลบถ้ามันส่งผลเสียหายเมื่อประเมินแล้วอยู่ในระดับชาติ รัฐต้องเข้ามามีบทบาทเพื่อรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดและส่งผลกระทบเหล่านั้น อาจจะมีหน่วยงานเพื่อติดตาม ตรวจสอบ เฝ้าระวัง พร้อมการสร้างความตระหนักในการใช้ไซเบอร์ เพื่อให้พวกเขาระมัดระวังด้านลบ และส่งเสริมการใช้งานในด้านบวกให้มากขึ้น นั่นคือ การสร้างความเข้าใจ สร้างองค์ความรู้ และสร้างความตระหนักในการใช้ไซเบอร์ต่อคนในประเทศ สำหรับแนวทางการสร้างโลกไซเบอร์ให้มีความปลอดภัย สรุปง่ายๆ สั้นๆ ดังนี้ คือ
1.         ผู้ใช้งาน : โดยการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ การปลูกฝังจิตสำนึก และการสร้างความตระหนัก ควรเป็นอันดับแรกๆ ของการสร้างความปลอดภัยในโลกไซเบอร์
2.         องค์กร  : องค์กรและหน่วยงานทั่วไปที่มีการใช้งานบนโลกไซเบอร์ ควรจะต้องมีมาตรการการรักษาความมั่งคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ( Cyber Security Measures ) ส่วนในระดับประเทศ ควรมีหน่วยงานไซเบอร์เป็นการเฉพาะ ที่ให้การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการบริการประชาชน ( Cyber Emergency Response Team ; CERT ) ในการเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย และการแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความมั่นใจในการใช้งานในโลกไซเบอร์ การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจโลกไซเบอร์ รวมถึงการมีหน่วยงานที่บังคับการใช้กฎหมายด้านไซเบอร์ เป็นต้น
3.         กฎหมาย : ควรมีกฎหมายด้านไซเบอร์เป็นการเฉพาะ เพื่อกำหนดกฎกติกาทางสังคมโลกไซเบอร์ และมาตรการป้องปรามป้องกันการละเมิดกฎหมาย โดยกฎหมายจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างมากสำหรับการสร้างโลกไซเบอร์ที่ปลอดภัย
กองทัพนับเป็นหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงของประเทศ ในสถานการณ์ยามปกติ ที่ภัยคุกคามด้านไซเบอร์ยังไม่มีความรุนแรงเท่าไรนัก อาจจะมีหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่งคงปลอดภัยด้านไซเบอร์อื่นๆ เช่น กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กรมสอบสวนคดีพิเศษ และอื่นๆ คอยรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว แต่ในสถานการณ์ยามวิกฤตระดับชาติ หรือยามสงคราม หน่วยงานดังกล่าวข้างต้นอาจจะไม่มีศักยภาพเพียงพอต่อการรับมือภัยคุกคามด้านไซเบอร์ในระดับประเทศ ดังนั้น กองทัพควรจะต้องมีความพร้อมในการเตรียมหน่วยงานด้านไซเบอร์ที่มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร และเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อการรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ที่มีความรุนแรง ความเสียหายอย่างใหญ่หลวง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในด้านต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นตั้งแต่ปัจจุบัน และควรมีการพัฒนาเสริมสร้างกำลังกองทัพด้านไซเบอร์ อย่างเป็นระบบ มีระเบียบแบบแผน ทั้งมาตรการเชิงรับและเชิงรุก ให้มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ มีความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เพื่อเป็นหลักประกันด้านความมั่งคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ของประเทศ ไม่ควรทำตามกระแส แบบไฟไหม้ฟาง เพราะ “ กองทัพ คือ ที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนในชาติ ” อย่าปล่อยไปเป็นเช่นสุภาษิตโบราณว่า “ วัวหาย ล้อมคอก ”
---------------------------------------------------

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558

การเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามด้านไซเบอร์

การเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามด้านไซเบอร์
( Preparation for encounter the Cyber Threats )
โดย พลตรี ฤทธี  อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

โลกไซเบอร์ปัจจุบัน นับว่ามีความเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนบนโลกมนุษย์อย่างมากมาย และมีบทบาทสำคัญที่ส่งผลกระทบทั้งด้านบวกและลบ ทั้งในยามปกติและยามวิกฤติเช่นภาวะสงคราม เป็นต้น ดังนั้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับโลกไซเบอร์ หรือโลกดิจิตอล หรือโลกเสมือนจริง จึงมีความเจริญก้าวหน้าในด้านการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการศึกษา วงการราชการ ธุรกิจเอกชน และการทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการทหาร ได้ให้ความสำคัญของโลกไซเบอร์เป็นอย่างสูง และได้กำหนดให้เป็น โดเมนที่ 5 ( Cyber Domain ) เพิ่มเติมจาก พื้นดิน ( Land Domain )  , พื้นน้ำ ( Sea Domain )  , ห้วงอากาศ ( Air Domain )  และ ห้วงอวกาศ ( Space Domain ) 
ผลพวงจากความเจริญเติบโตและความก้าวหน้าด้านการพัฒนาทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่เกี่ยวข้องกับโลกไวเบอร์ ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ สภาพสังคมจิตวิทยา
และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนด้านการทหาร ซึ่งสิ่งที่ติดตามมาคือ ผลกระทบ ความสับสนวุ่นวาย และความเสียหายอันเกิดจากภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ทั้งทางด้านเทคนิค และด้านเนื้อหาของข้อมูลสารสนเทศ ซึ่งส่งผลต่อทัศนคติ ความเชื่อ ความศรัทธา ความรู้สึกนึกคิดทางด้านจิตใจ ความเชื่อมั่นในความมั่นคงของมนุษย์และความปลอดภัยในด้านชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนความเชื่อถือศรัทธาในระบบการเมือง การปกครอง และการบริหารจัดการสังคมยุคปัจจุบัน
ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่หลายๆ ประเทศ ได้ให้ความสำคัญต่อความมั่นคงปลอดภัยของโลกไซเบอร์ เพื่อรับมือกับภัยคุดคามหรือการโจมตีด้านไซเบอร์ดังกล่าว โดยกำหนดมาตรการทั้งเชิงรุกและเชิงรับ  เพื่อให้มีความพร้อมในด้านการรักษาความมั่งคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ของประเทศ บางประเทศที่มีศักยภาพเพียงพอก็สามารถกำหนดมาตรการเข้มงวดเด็ดขาดได้ โดยอาจจะส่งผลกระทบทางด้านระบบเศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา โดยเฉพาะในด้านการละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลบ้าง ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุม กำกับดูแล และจัดระเบียบสังคมบนโลกไซเบอร์ ไม่ให้เกิดความสับสน วุ่นวาย ส่งผลกระทบและความเสียหายกับสังคมมนุษย์โดยส่วนรวม บางประเทศที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอ การกำหนดมาตรการด้านการรักษาความมั่งคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ของประเทศ ไม่เข้มงวดเด็ดขาดเท่าที่ควร มักจะมุ่งเน้นมาตรการเชิงรับเป็นหลัก อาจจะไม่เพียงพอต่อการรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว จนเกิดผลกระทบต่อระบบการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา และการทหาร เกิดความวุ่นวายทางการเมืองจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ การใช้การสื่อสารข้อมูลบนโลกไซเบอร์ โจมติ บิดเบือน ให้ร้าย ชวนเชื่อ ปลุกระดมมวลชนให้เกิดความวุ่นวายในสังคม ระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ องค์กรธุรกิจขาดความเชื่อมั่นในการใช้งานในด้านความปลอดภัยของข้อมูลสำคัญทางการค้า หรือข้อมูลทางการเงิน ประชาชนทั่วไปขาดความไว้วางใจในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เกิดการลักลอบรั่วไหลจนก่อให้เกิดความเสียหายทั้งสินทรัพย์และชื่อเสียงต่างๆ สภาพแวดล้อมทางสังคมเกิดความสับสน วุ่นวาย อ่อนแอ และความเสียหายทางสังคมจิตวิทยา อันเนื่องมาจากการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ชวนเชื่อ ล่อลวงจากพวกมิจฉาชีพ การแพร่ระบาดของสิ่งเสพติดมัวเมาทางสังคม รวมถึงภาพยั่วยวน ลามก อานาจารต่างๆ เพื่อมอมเมาเด็กและเยาวชน เป็นต้น
ภัยคุกคามจากโลกไซเบอร์ นอกจากข้อมูลข่าวสารและการปฏิบัติการข่าวสาร ( Information Operations : IO ) บนไซเบอร์แล้ว ภัยคุกคามประเภทอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติที่สำคัญ ได้แก่ การโจมตีด้านไซเบอร์เพื่อล้มการทำงานของระบบ ( Cyber Attract ) การลักลอบเข้าสู่ระบบโดยมิได้รับอนุญาต ( Hacking / Cracking ) การแพร่ระบาดของโปรแกรมไม่พึงประสงค์ต่างๆ ( Malware ) การใช้โปรแกรมจารกรรมข้อมูล ( Spyware ) การใช้โปรแกรมควบคุมหรือใช้เป็นฐานการโจมตีต่อเป้าหมายต่างบนระบบเครือข่าย ( BotNet ) เป็นต้น ซึ่งหลายประเทศได้ดำเนินการเตรียมการรับมือต่อภัยคุกคามดังกล่าว โดยการจัดตั้งหน่วยงานด้านไซเบอร์ขึ้นมารับผิดชอบในการดำเนินการเป็นการเฉพาะเพื่อการรับมือโดยตรง มีการใช้มาตรการทางกฎหมายต่างๆ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าวที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรง และมีความสลับซับซ้อน หลากหลายรูปแบบวิธีการ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยใหม่ๆ ซึ่งยากต่อการรับมือในลักษณะมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เชิงรับ ( Defensive Measure ) ดังนั้นบางประเทศจึงหันมาให้ความสำคัญกับมาตรการเชิงรุก ( Offensive Measure ) โดยการตอบโต้เพื่อการทำลายการโจมตี การสกัดกั้น ยับยั้ง และการชิงความได้เปรียบในด้านความริเริ่ม เพื่อให้เกิดเสรีในการปฏิบัติการ จึงได้เกิดแนวความคิดในการพัฒนาขีดความสามารถกำลังพลให้เป็น นักรบไซเบอร์ ( Cyber Warrior ) ขึ้นมา ทั้งในระบบประจำการ และระบบอาสาสมัคร ในบางประเทศ
สำหรับประเทศไทย ได้มีการดำเนินการเตรียมการรับมือภัยคุกคามด้านไซเบอร์มาตามลำดับนานพอสมควร  กล่าวคือ ได้มีการดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการ คณะทำงาน และหน่วยงานไซเบอร์ขึ้นมาดำเนินการรับผิดชอบทั้งในระดับชาติ และกองทัพ มีการออกกฎหมาย ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ และธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ แต่ยังไม่เพียงพอต่อการรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว จึงได้มีความพยายามพัฒนา ปรับปรุงมาตรการทางกฎหมาย รวมถึงการยกร่างกฎหมายด้านไซเบอร์ใหม่ๆ  ให้มีความทันสมัย มีผลในด้านการบังคับกฎหมายได้จริงอย่างรวดเร็วทันเวลาเกิดประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อกำหนดเป็นกติกาทางสังคมของโลกไซเบอร์ให้เกิดความสงบสุขและความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีมาตรการลงโทษที่เด็ดขาดต่อผู้ที่ละเมิดกฎกติกาเพื่อไม่ให้มีการใช้โลกไซเบอร์ในการกระทำความผิด ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงบุคคลหรือองค์กรรวมถึงทรัพย์สินต่างๆ การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบขององค์กร เจ้าหน้าที่ รวมถึงคณะกรรมการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างชัดเจนรวมถึงบทลงโทษในกรณีที่องค์กร เจ้าหน้าที่ รวมถึงคณะกรรมการต่างๆ กระทำการอันก่อให้เกิดความเสียหายหรือผลกระทบในทางลบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และไม่เกิดผลกระทบในทางลบต่อหน่วยงาน ระบบเศรษฐกิจ และประชาชนทั่วไป
การดำเนินการรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและมีความชัดเจน ที่สำคัญจะต้องยึดถือหลักปฏิบัติ 4 ประการ ( POLE ) คือ 1.นโยบาย ( Policy ) 2.องค์กร ( Organization ) 3.การนำไปสู่การปฏิบัติ ( Leading ) และ 4.การประเมินผล ( Evaluation )
1.นโยบาย ( Policy ) จะต้องมีความชัดเจนว่าต้องการอะไรเป็นเป้าหมายสำคัญ ( Goal ) นโยบายที่ดีจะต้องมีความต่อเนื่องและยั่งยืน ( Sustainability ) ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หรือล้มเลิกกลางครัน จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย และที่สำคัญ นโยบายจะต้องมีการกำหนดกลไกในการขับเคลื่อน ( Movement ) ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะการสนับสนุน 3M คือ ด้านกำลังคน ( Manpower ) เครื่องมือ/ทรัพยากร ( Material / Resource ) และเม็ดเงินงบประมาณ ( Money )
2.องค์กร ( Organization ) จะต้องมีความชัดเจนในด้านความเป็นเอกภาพ ( Unity ) และการบูรณาการ ( Integration ) การกำหนดโครงสร้างการจัดหน่วยและการบรรจุบุคคลที่มีคุณลักษณะพิเศษและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ( Specialist ) ตามตำแหน่งตรงกับความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ ( Put the right on the right job ) องค์กรและบุคลากรจะต้องมีความท้าทาย มีมาตรฐานการปฏิบัติงาน และเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ มีความพร้อมทั้งด้านสถานที่ที่เหมาะสม มีเครื่องมือเครื่องใช้ที่เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจ มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อย่างเพียงพอและเอื้อต่อการปฏิบัติงาน รวมถึงองค์กรและบุคลากรจะต้องมีความมั่นคงถาวร มีการเจริญเติบโตก้าวหน้าในวิถีทางรับราชการไปตามลำดับ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานและป้องกันปัญหาสมองไหล
3.การนำไปสู่การปฏิบัติ ( Leading ) จะต้องมีการกำหนดกรอบการดำเนินงาน ( Frame work ) อย่างเป็นระบบแบบแผนที่ชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้จริง มีการกำหนดแผนงานโครงการ ( Project/Plan ) ตามลำดับ และมีการกำหนดกรอบเวลาการปฏิบัติงาน ( Timeline ) อย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับ ตั้งแต่ขั้นเตรียมการ ขั้นการปฏิบัติ และขั้นหลังการปฏิบัติในการรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ขององค์กร รวมถึงการเสริมการปฏิบัติด้วยคณะทำงานต่างๆ เพื่อเติมเต็มหรือเกื้อกูลในการปฏิบัติงานขององค์กรให้เกิดความคล่องตัวเพิ่มมากขึ้นในการขับเคลื่อนให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
4.การประเมินผล ( Evaluation ) จะต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติขององค์กรทั้งการประเมินภายในด้วยตนเอง และการประเมินจากภายนอก เพื่อติดตามความก้าวหน้า ปัญหาข้อขัดข้อง ข้อจำกัดอุปสรรคต่างๆ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคแต่เนิ่นๆ โดยหน่วยงานและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง  สำหรับการประเมินการปฏิบัติงานนั้น นอกจากเอกสารรายงานการประเมินแล้ว จะต้องดำเนินการติดตามกำกับดูแลและประเมินผลด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด จากการปฏิบัติงานจริง เจ้าหน้าที่จริง เวลาจริง และสถานที่จริง เพื่อให้เห็นภาพการปฏิบัติงานจริง ว่ามีความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์มากน้อยเพียงไร ดังโบราณว่า “ สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ ”
หากหลักปฏิบัติทั้ง 4 ประการ ของการดำเนินการรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ขาดความสนใจ และเอาใจใส่อย่างจริงจัง ขาดความต่อเนื่อง และขาดการกำหนดมาตรการหรือกลไกในการขับเคลื่อน เพื่อนำไปสู่การแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม นโยบายที่ออกมาก็จะเป็นเพียงข้อความบนกระดาษที่สวยหรู มโนวาดฝันไปตามจิตนาการของผู้กำหนด หาจับต้องได้ไม่ ดังนั้นจึงต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการฯขึ้นมามีบทบาทสำคัญ ในด้านการพิจารณากลั่นกรองและการทบทวน กำกับดูแลนโยบาย และเพื่อใช้เป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนผลักดันไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ด้านองค์กรด้านไซเบอร์ที่จะจัดตั้งขึ้นมา หากปล่อยปละละเลยให้เป็นไปตามยถากรรม ต้องดิ้นรณตามลำพัง ขาดการสนับสนุนผลักดันเท่าที่ควร ก็จะขาดประสิทธิภาพเท่าที่ควร และเป็นการสูญเปล่าทั้งเวลา ทรัพยากร และบุคคลากร ดังนั้นผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบการจัดตั้งองค์กรขึ้นมา จะต้องมีบทบาทสำคัญในการกำหนดรูปแบบ วิถีทาง และทิศทางขององค์กร เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของคนในองค์กร และความเชื่อถือ การยอมรับของบุคคลและหน่วยงานภายนอก ด้านการปฏิบัติการ หากขาดการส่งเสริมสนับสนุน และการผลักดันในด้านต่างๆ โดยเฉพาะงบประมาณ ก็เป็นไปได้ยากที่จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติการ ให้เป็นไปตามแผนงาน/โครงการ และกรอบการทำงานที่วางไว้ ถึงแม้จะทุ่มเทความพยายามอุตสาหะด้านกำลังคนและทรัพยากรของหน่วยที่มีอยู่เพียงไรก็เป็นไปได้อย่างล่าช้าไม่ทันกาล ก่อให้เกิดความเหนื่อยล้า เบื่อหน่าย ท้อถอย และหมดกำลังใจไปในที่สุด ดังนั้น ผู้บังคับบัญชา หน่วยงาน และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ สุดท้ายด้านการประเมินผล นับเป็นปัจจัยสำคัญและเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของนโยบาย  ว่าเกิดจากปัจจัยความสำเร็จอะไร หรือปัญหาอุปสรรค ข้อขัดข้อง ข้อจำกัด รวมถึง ต้นเหตุของปัญหาว่าเกิดจากหน่วยเหนือ หน่วยสนับสนุน หรือหน่วยปฏิบัติ  เพื่อประเมินปัจจัยความพร้อมของการดำเนินการรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ต่อไป
ในด้านวงการทหาร โดยเฉพาะกองทัพในหลายๆ ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าแล้ว จะมองเห็นความสำคัญของการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยทหาร เพื่อเตรียมการปฏิบัติภารกิจในอาณาบริเวณของพื้นที่ปฏิบัติการทางทหาร ทั้ง 4 - 5 โดเมน โดย โดเมนภาคพื้นดิน ( Land Domain ) จะมีกองทัพภาคและกองกำลังภาคพื้นดินรับผิดชอบ  , โดเมนภาคพื้นน้ำ ( Sea Domain ) จะมีกองเรือทัพภาคและกองกำลังทางเรือรับผิดชอบ , โดเมนห้วงอากาศ ( Air Domain )  จะมีกองบิน ระบบขีปนาวุธพิสัยใกล้ และหน่วยป้องกันภัยทางอากาศรับผิดชอบ , โดเมนห้วงอวกาศ ( Space Domain ) จะมีระบบดาวเทียมและขีปนาวุธพิสัยไกลรับผิดชอบ และโดเมนไซเบอร์ ( Cyber Domain ) จะมีหน่วยบัญชาการไซเบอร์รับผิดชอบในการระวังป้องกันภัยและการปฏิบัติการ สำหรับกองทัพบกเราปัจจุบันมีการแบ่งมอบหน่วยรับผิดชอบพื้นที่ปฏิบัติการ เช่นกันคือ  กองทัพภาค โดยมี แม่ทัพภาค ชั้นยศพลโท รับผิดชอบพื้นที่ปฏิบัติการทางทหาร ภาคพื้นดิน ( Land Domain ) หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ ผู้บังคับบัญชาชั้นยศพลโท รับผิดชอบพื้นที่ปฏิบัติการทางทหาร ภาคพื้นอากาศ ( Air Domain ) หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ผู้บังคับบัญชาชั้นยศพลโท รับผิดชอบพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารพื้นที่พิเศษทั้งในและนอกประเทศ สำหรับพื้นที่ปฏิบัติการในโลกไซเบอร์ ( Cyber Domain ) ซึ่งมีความสำคัญยิ่งในยุคปัจจุบันและในอนาคต ในการเป็น ศูนย์ข้อมูลกลาง เป็นสมอง เป็นระบบประสาทในการสั่งการและควบคุมการปฏิบัติการทั้งโดเมนภาคพื้นดิน , โดเมนภาคพื้นน้ำ และโดเมนห้วงอวกาศ แต่ยังมิได้มีการกำหนดรูปแบบ โครงสร้างองค์กร วิถีทาง และทิศทางของ ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก อย่างจริงจัง ว่าควรจะเป็นเช่นไร หน้าที่และความรับผิดชอบควรจะเป็นระดับไหน คงมีแต่นโยบายให้ทดลองปฏิบัติงาน ภายใต้สภาพข้อจำกัดด้านกำลังพลและงบประเมาณ ทั้งๆ ที่ขีดความสามารถของกำลังพลในกองทัพปัจจุบัน มีความพร้อมในระดับปฏิบัติการได้จริงในการรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์  จึงควรจะต้องมีการพิจารณาทบทวนนโยบายดังกล่าว ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

---------------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

กฎหมายไซเบอร์ กับ ความมั่นคงของชาติ

กฎหมายไซเบอร์ กับ ความมั่นคงของชาติ
( Cyber Law and National Security )
พลตรี ฤทธี  อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

ปัจจุบัน ถ้าจะกล่าวถึงเรื่องราวที่เป็นประเด็นร้อนแรงในวงสนทนาวงการไซเบอร์ หรือวงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คงจะหนีไม่พ้นเรื่อง พ.ร.บ. ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ซึ่งนับว่าเป็น
ประเด็นที่ร้อนแรง และกำลังได้รับความสนใจจากคนแทบทุกวงการ ถือเป็น Talk of the town จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ การท้วงติง และการต่อต้านอย่างมากมาย ทั้งในด้านความเหมาะสม ความจำเป็น ด้านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้านการละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ด้านความเชื่อมั่นในการลงทุนภาคธุรกิจ และด้านอื่นๆ อีกมากมาย
หากจะพิจารณาถึงที่มาของชุดกฎหมายไซเบอร์ดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย 4 ใน 8 ฉบับซึ่งเป็นกฎหมายที่น่าสนใจ คือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ( ฉบับแก้ไข ) , พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา , พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามสิ่งยั่วยุพฤติกรรมอันตราย และ พ.ร.บ. ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ซึ่งบางฉบับเป็นการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อให้สอดรับกับการกระทำความผิดที่มีความหลากหลาย ซับซ้อนไปตามสถานการณ์ สภาพแวดล้อม และการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว บางฉบับเป็นการมอบอำนาจหน้าที่ให้กับเจ้าหน้าที่สามารถดักรับข้อมูลที่เกี่ยวกับความผิดทั่วไปทางอาญาได้ บางฉบับเป็นการมอบอำนาจหน้าที่ให้กับเจ้าหน้าที่ในการเข้าถึงข้อมูลที่จัดเป็น สิ่งยั่วยุพฤติกรรมอันตราย  ซึ่งฟังดูออกแปลกๆ อาจจะดูเหมือนว่ามีความคลุมเครือหรือไม่มีความชัดเจนมากนัก และบางฉบับได้ให้ความสำคัญและมุ่งเน้นไปที่ภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของชาติโดยตรง ซึ่งนับวันยิ่งจะทวีความรุนแรง ความเข้มข้น ความซับซ้อน และก่อผลความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประเทศชาติเพิ่มขึ้นไปตามลำดับ ดังที่หลายๆ ประเทศที่กำลังเผชิญอยู่ ณ ปัจจุบันนี้
ประเทศไทยเราเอง อยู่ในกลุ่มของประเทศที่มีความสัมพันธไมตรีกับประเทศขั้วมหาอำนาจทั้งตะวันตก และตะวันออก ซึ่งมีความขัดแย้งกับประเทศต่างๆ  ทั้งด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การแย่งชิงผลประโยชน์ ด้านศาสนาและวัฒนธรรมต่างๆ ตลอดจนประเทศเราก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศหนึ่งที่ถูกใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่ม Hacker ทั่วโลก จึงมีความสุ่มเสี่ยงและตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของภัยคุกคามด้านไซเบอร์ดังกล่าว จากประเทศคู่ขัดแย้งกับประเทศมหาอำนาจที่เป็นพันธมิตร และผลสืบเนื่องมาจากกระแสโลกาภิวัตน์ รวมถึงสภาพแวดล้อมของโลกในยุคดิจิตอลปัจจุบัน
ซึ่งการติดต่อสื่อสารและการแพร่ของข้อมูลดิจิตอลในระบบสารสนเทศที่สามารถแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก อย่างรวดเร็ว ไร้ขอบเขอบ และไร้พรมแดน ทำให้การโจมตีด้วยการแพร่กระจายของโปรแกรมไม่พึงประสงค์ เช่น ไวรัสคอมพิวเตอร์ หรือ มัลแวร์ ( Malware ) เพื่อให้เกิดความเสียหายสามารถกระทำได้โดยง่าย การเข้าถึงข้อมูลและระบบสารสนเทศต่างๆ สามารถจะเข้าถึงจากทั่วทุกมุมโลก ด้วยเทคโนโลยีการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย รวมถึงการฝังโปรแกรมจารกรรม ( Spyware ) หรือโปรแกรมเครือข่ายหุ่นยนต์ ( BotNet )  เพื่อลักลอบโจรกรรมข้อมูล การควบคุมการทำงาน และการทำลายระบบให้ล่ม ( Shutdown )  เป็นต้น ยังไม่นับรวมถึงภัยคุกคามที่เกิดจากการโจมตีด้วยข้อมูลข่าวสาร ( Information warfare )  และการปฏิบัติการข่าวสาร ( Information Operations ) ซึ่งประเด็นดังกล่าว นับว่าเป็นภัยคุกคามที่สำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศ ณ ปัจจุบัน รวมถึงการใช้ช่องทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในทางทุจริตผิดกฎหมาย เช่น การล่อลวง การกรรโชกทรัพย์หรือการแบล็คเมล์ การละเมิดและการบ่อนทำลายชื่อเสียงบุคคล องค์กร หรือสถาบัน โดยเฉพาะสถาบันหลักของชาติ การบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ การติดต่อสิ่งผิดกฎหมายรวมถึงเพื่อการกระทำที่ผิดกฎหมายต่างๆ เช่น การก่อการร้าย ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบเข้าเมือง แรงงานผิดกฎหมาย สินค้าเถื่อน การละเมิดลิขสิทธิ์ ฯลฯ ซึ่งกฎหมายคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ปัจจุบัน ยังไม่ครอบคลุมและเพียงพอต่อการรับมือในการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำความผิด รวมถึงภัยคุกคามดังกล่าว นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรง มีความซับซ้อน และก่อความเสียหายร้ายแรงเพิ่มมากขึ้นไปตามลำดับ ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลและสาระสำคัญในการดำเนินการพัฒนา ปรับปรุง แก้ไข และเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ทางกฎหมายให้มีความรอบครอบและรัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในด้านมาตรการการป้องปราม การป้องกัน การบังคับใช้กฎหมาย และเจ้าหน้าที่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายในการปฏิบัติงาน ทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มีความสะดวก รวดเร็ว ทันเวลา และมีความคล่องตัวในการปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้น สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นหลักการและเหตุผลเพียงพอต่อการสังคายนาด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
กระแสการท้วงติง ชุดกฎหมายดังกล่าวว่าเป็นการประกาศ “ กฎอัยการศึกของโลกไซเบอร์ ” ทั้งในด้านความเหมาะสมความจำเป็น ด้านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้านการละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ด้านความเชื่อมั่นในการลงทุนภาคธุรกิจ และด้านอื่นๆ อีกมากมายนั้น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีความละเอียดอ่อน ในการรณรงค์เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการยอมรับของประชาชนภายในประเทศ ส่วนทางด้านต่างประเทศนั้น เชื่อว่าหลายๆ ประเทศต่างมีความเข้าใจถึงความจำเป็นและเหมาะสมในการออกกฎหมายดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องที่ปกติของ
ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าแล้ว กฎหมายต่างๆ ที่ออกมาบังคับใช้มักจะคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก และไม่ส่งผลกระทบต่อสุจริตชน ต่างคนต่างรู้สิทธิและหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎกติกาทางสังคม เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมโดยสันติสุข ยกตัวอย่าง การเข้า-ออกประเทศผ่านทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ทุกคนก็จะปฏิบัติคล้ายคลึงกัน มีการตรวจพาสปอร์ต ตรวจกระเป๋า ผ่านเครื่อง X-ray สแกนลายนิ้วมือบ้างบางประเทศ เพื่อควบคุมการเข้า-ออกของผู้เดินทางผ่านแดน ถือเป็นการปฏิบัติงานแบบสากลตามปรกติวิสัย โดยไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ยกเว้นบางรายที่มีพฤติกรรมพิรุธ น่าสงสัย หรือเคยมีประวัติไม่ดีมาก่อน ก็อาจจะถูกเรียกตรวจสอบโดยละเอียดเป็นรายๆไป เช่นเดียวกับบางเมืองบางพื้นที่ที่มีความล่อแหลม จะมีการตั้งด่านเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ ศุลกากร หรือ ปปส. ก็มักจะตรวจรถที่ผ่านไป-มาตามปรกติ โดยไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ยกเว้นบางรายที่มีพฤติกรรมพิรุธ น่าสงสัย ก็จะถูกโบกเข้าข้างทางเพื่อตรวจสอบโดยละเอียด เป็นต้น ลักษณะของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายภายในประเทศ ก็มีเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อปกป้องสกัดกั้นภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากผู้ไม่ประสงค์ดี คุ้มครองสุจริตชนให้มีความปลอดภัย และให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม  เช่นเดียวกับปัญหาภัยคุกคามด้านไซเบอร์และข้อมูลสารสนเทศ ก็มีลักษณะการปฏิบัติงานคล้ายคลึงกัน แต่หากไม่มีกฎหมาย ไม่มีการปฏิบัติลักษณะดังกล่าว ใครบางคนอยากจะไปไหน มาไหน เข้านอก ออกใน พกพาอาวุธหรืออะไรติดตัวไป-มาได้อย่างอิสรเสรี โดยเฉพาะพวกนักแฮกเกอร์/แคร็กเกอร์ ( Hacker / Cracker ) และนักเลงคีบอร์ด ที่ชอบโพสต์ ตัดต่อ แต่งเติม เสริมความ แชร์เผยแพร่ข้อมูลไปสร้างความเสียหายให้กับบุคคล องค์กร และสถาบันจนวุ่นวายไปหมด บ้านเมือง สังคม ประเทศชาติ รวมไปถึงโลกใบนี้ คงจะปั่นป่วน โกลาหล วุ่นวาย ไปหมด และผู้ที่เดือดร้อนมากที่สุดก็จะกลายเป็นสุจริตชนคนทั่วไป ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ ซึ่งเชื่อว่าลักษณะเช่นนี้คงไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้นในสังคม และประเทศชาติ
การมอบอำนาจหน้าที่ให้เจ้าหน้าที่ตามกฎหมายที่จะปรับปรุงแก้ไขใหม่ สามารถดักรับข้อมูลที่เกี่ยวกับความผิดทั่วไปทางอาญาได้ หรือการมอบอำนาจหน้าที่ให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูลที่จัดเป็น สิ่งยั่วยุพฤติกรรมอันตราย  ซึ่งอาจจะดูเหมือนว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล และมีความคลุมเครือหรือไม่มีความชัดเจนนั้น เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันที่บังคับใช้อยู่ กำหนดความผิดทางกฎหมายของผู้ที่เข้าถึงระบบสารสนเทศหรือเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศผู้อื่นโดยมิได้รับการอนุญาต ทำให้เกิดความล่าช้าในการปฏิบัติงานโดยต้องดำเนินการขออนุมัติหมายศาลก่อนจึงจะดำเนินการได้ ซึ่งทำให้ล่าช้าไม่ทันกาล เกิดการแพร่กระจาย และความเสียหายเพิ่มเป็นวงกว้างมากขึ้น บางกรณีหลักฐานข้อมูลสารสนเทศอาจจะถูกทำลายต้องเสียเวลาในการดำเนินการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์หรือทางระบบดิจิตอล ( Digital Forensic )  จึงเป็นที่มาขอการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายในการมอบอำนาจหน้าที่ให้กับเจ้าหน้าที่โดยไม่ต้องขออนุมัติหมายศาล และเป็นการคุ้มครองในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งความคลุมเครือหรือความไม่ชัดเจนในกรอบการปฏิบัติและอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ที่หลายฝ่ายโดยเฉพาะนักวิชาการต่างตั้งข้อสังเกต ว่าเป็น “ การล้วงตับ ” ชาวบ้านเกินกว่าเหตุหรือไม่? อะไรเป็นหลักประกันว่า เจ้าหน้าที่จะไม่ปฏิบัติหน้าที่นอกเหนืออำนาจหน้าที่?  และกรณีเกิดความเสียหายอันเกิดจากเจ้าหน้าที่กระทำเกินอำนาจหน้าที่ จะทำอย่างไร? นับเป็นประเด็นสาระสำคัญใน กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยการรณรงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน ให้เข้าใจถึงขอบเขต บทบาท อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ทำนองเดียวกับ ข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ป่วยในโรงพยาบาล ซึ่งได้รับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จากหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาลที่ทำการรักษาพยาบาลผู้ป่วย โดยห้ามมิให้นำข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ป่วยนำมาเปิดเผยโดยมิได้รับความยินยอม รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลในหน่วยงาน สถาบันทางการเงิน และอื่นๆ ก็จะมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแทบทั้งสิ้น เช่นเดียวกับการดำเนินการของหน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายไซเบอร์ ก็จะมีมาตรการการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล และกรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ ก็จะต้องรับผิดชอบความเสียหายเกิดขึ้นตามกฎหมายเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะมีบางมาตรา อาจจะดูเสมือนว่ามีการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตไม่ต้องรับโทษทางอาญา แต่ถ้ากรณีที่เกิดความความเสียหายขึ้น ผู้ที่ได้รับความเสียหายก็สามารถดำเนินคดีทางศาลแพ่ง และศาลปกครองในกรณีที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อพิจารณาตามกฎหมายได้ สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นหลักประกันด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสุจริตชน ประชาชนโดยทั่วไป หรือองค์กรต่างๆ ไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลและองค์กร
สำหรับประเด็นด้านความเชื่อมั่นในการลงทุนภาคธุรกิจ ของผู้ประกอบการธุรกิจเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศนั้น การสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจในด้านการนำอุปกรณ์หรือเครื่องมือมาตรฐานสากลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต่างๆ ที่จะนำมาวางขวางกั้นเป็นประตูช่องทางสำหรับข้อมูลสารสนเทศ ( Gateway ) ที่จะผ่านเข้า-ออกประเทศไทย จะต้องได้รับการตรวจสอบยืนยันและการรับรองโดยหน่วยงานมาตรฐานสากลด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ( Cyber Security ) ว่ามีความปลอดภัย รวมถึงองค์กร หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องโปร่งใสและซื่อสัตย์ ( Clean & Clear ) ในการปฏิบัติงาน   เพื่อสร้างหลักประกันให้กับผู้ประกอบการธุรกิจเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้เกิดความเชื่อมั่นว่าข้อมูลความลับทางการค้าของตนที่ผ่านเข้า-ออกประเทศไทย หรือเก็บรักษาอยู่ในระบบสารสนเทศภายในประเทศ จะไม่มีการรั่วไหล หรือถูกจารกรรมข้อมูลไปให้คู่แข่งทางการค้า ทำให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจ
กฎหมายไซเบอร์ จึงถือเป็นอีกหนึ่งกติกาทางสังคม ที่ทุกคนในสังคมจะต้องเคารพ และยึดถือปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อความสงบสุขในการอยู่ร่วมกันในสังคม และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยคำนึงถึง
ประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ไม่เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนทั่วไป รวมถึงองค์กรทั้งภาครัฐและ

ธุรกิจเอกชนที่ปฏิบัติงานโดยสุจริต ดังนั้น เราจึงควรตระหนักรู้ แต่ไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินเหตุ ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศชาติและสังคม มีมาตรการและเกราะป้องกันภัยคุกคามด้านไซเบอร์ รวมถึงการกระทำของบุคคลที่ไม่หวังดี คอยถือโอกาสนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไปกระทำความผิด หรือการกระทำใดๆ ที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนมีความมั่นคงปลอดภัย


----------------------------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

สงครามข่าวสารกับสงครามสื่อ

สงครามข่าวสารกับสงครามสื่อ
 ( Information warfare VS Media Warfare)
โดย พลตรี ฤทธี  อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

สงครามข่าวสาร หรือ สงครามสารสนเทศ ( Information warfare ) และสงครามสื่อ ( Media warfare ) หากมองดูเผินฯ แทบจะไม่มีความแตกต่างทางด้านเป้าประสงค์ ( Objective )  แต่หากจะมองลงไปถึงขอบเขตและรายละเอียดของการปฏิบัติจะมองเห็นความแตกต่างพอสมควร โดยพื้นฐานของสงครามทั้ง 3 ประเภทมาจาก สงครามจิตวิทยา ( Psychological warfare ) ซึ่งได้มีการพัฒนารูปแบบของสงครามไปตามยุค ตามสมัย ตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยสงครามข่าวสารในอดีต จะเป็นการปฏิบัติการที่เกี่ยวกับข่าวสารทั้งปวง ในรูปแบบการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ชวนเชื่อ
ปลุกปั่น ยุยง ปลุกระดม  และการปลูกฝังแนวคิดในสื่อต่างๆ เช่น ภาพยนตร์ แผ่นป้ายโฆษณา แผ่นพับ หนังสือตำรา หนังสือพิมพ์ รายการวิทยุ ฯลฯ โดยแผ่นป้ายโฆษณานิยมนำมาใช้มากที่สุดเพราะผลิตได้ง่าย ราคาถูก และมีสีสันสะดุดตา ส่วนสงครามสารสนเทศ จะเป็นการปฏิบัติการข่าวสารบนระบบสารสนเทศรวมถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ( Information and Communication Technology ; ICT ) พึ่งจะเกิดขึ้นในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ  ส่วนสงครามสื่อ เป็นสงครามเงียบในยุคปัจจุบัน เป็นการปฏิบัติการข่าวสาร ( Information Operations ; IO ) บนระบบสื่อสารมวลชน ( Mass Media ) ทุกรูปแบบ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร และอื่น ๆ โดยรวมถึงรูปแบบการปฏิบัติการทั้ง 2 ประเภทข้างต้น รวมถึง การแย่งพื้นที่ข่าว การกลบข่าวบางข่าว การสร้างกระแสข่าว การแสดงปฏิกิริยา และการแสดงออกของสื่อต่างๆ เป็นต้น
1. สงครามและการเริ่มต้นของการปฏิบัติการข่าวสาร โดยทั่วไปประเภทของการสงครามขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในอดีต พอจะสามารถจำแนกออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ  คือ
1.1   สงครามระหว่างชาติพงศ์เผ่าพันธุ์ เป็นสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างชาติพงศ์เผ่าพันธุ์ที่มีความแตกต่างกัน เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในการปกครอง การแย่งชิงดินแดนและผลประโยชน์ต่างๆ เช่น กรีก -โรมัน ไทย-พม่า ฯลฯ
1.2   สงครามศาสนา เป็นสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างความเชื่อทางศาสนา ทั้งศาสนาเดียวกันแต่ต่างนิกาย หรือต่างศาสนา เช่น สงครามครูเสด ( Crusades War ) เป็นสงครามระหว่าง พวกคริสเตียนในยุโรป กับพวกมุสลิมที่ยึดครองนครเยรูซาเล็มในปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาคริสต์ 
1.3   สงครามลัทธิทางการเมือง เป็นสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างความเชื่อของลัทธิทางการเมือง ระหว่างลัทธิเผด็จการสังคมนิยม – ประชาธิปไตย เช่น สงครามโลก สงครามเวียดนาม สงครามเกาหลี ฯลฯ
1.4   สงครามเศรษฐกิจ เป็นสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศมหาอำนาจใหญ่ ที่ไม่สามารถใช้อาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังรบห้ำหั่นกันได้โดยตรง แต่มีมีวัตถุประสงค์ด้านผลประโยชน์ของชาติในการเข้ายึดครอง ครอบงำ ปกป้อง รักษาผลประโยชน์ของชาติตนไว้ จึงมักนิยมใช้สงครามเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ ของประเทศไทยเคยเจอถูกโจมตีค่าเงินบาท ในยุค ต้มยำกุ้งดีซีส ( Tom Yum Kung / Economic Crisis ) จนต้องมานั่งใช้หนี้ IMF อยู่หลายปี
สงครามจิตวิทยา ( Psychological warfare ) เป็น สงครามที่ใช้ทฤษฎีทางด้านจิตวิทยาที่มุ่งเน้นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อความคิด และความเชื่อของบุคคลและกลุ่มบุคคล โดยอาศัยการโฆษณาชวนเชื่อร่วมกับกิจกรรมทางจิตวิทยา สงครามจิตวิทยานั้นกระทำทั้งในยามสงบและยามสงคราม ทั้งฝ่ายข้าศึกและฝ่ายเดียวกัน รวมถึงฝ่ายเป็นกลางอีกด้วย ทั้งในด้านการเมืองและการทหาร  ทั้งในระดับยุทธศาสตร์ ยุทธการ และระดับยุทธวิธี ตัวอย่างเช่น สงครามกรุงทรอย , การปฏิวัติอเมริกา และสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เป็นต้น
สงครามกรุงทรอย ฝ่ายกรีกใช้กลศึกม้าไม้โทรจันในการเอาชนะกรุงทรอย  โดยใช้วิธีการถอยทัพออกจากฝั่งของกรุงทรอยแล้วเอาทหารทุกนายขึ้นกองเรือไปแอบไว้ในเกาะใกล้ๆ และสร้างม้าไม้ขนาดยักษ์ไว้หนึ่งตัว และปล่อยทหารไว้หนึ่งคน เมื่อทหารทรอยเห็นว่าฝ่ายกรีกถอยทัพกลับไปหมดทั้งกองทัพแล้วจึงกราบทูลต่อกษัตริย์ในสมัยนั้น กษัตริย์พร้อมกับแม่ทัพ นายกองทั้งหลายจึงออกมาตรวจสอบ จึงได้พบม้าไม้ขนาดยักษ์กับทหารหนึ่งคน เมื่อทหารฝ่ายกรีกคนนี้ได้พบกับกษัตริย์จึงได้กราบทูลว่า "การที่ฝ่ายกรีกต้องถอยทัพนั้นทำให้เทพเจ้าพิโรธ และฝ่ายกรีกเสียนายทหารไปมากมาย จึงได้สร้างม้าไม้ขนาดยักษ์นี้ไว้เพื่อเป็นการขอขมาต่อเทพเจ้าทั้งปวง" เมื่อฝ่ายกษัตริย์ได้ฟังก็เกิดการหลงเชื่อและให้นำมาไม้ขนาดยักษ์นี้เข้าเมือง แต่หารู้ไม่ว่าภายในม้าไม้ขนาดยักษ์นี้มีทหารของกรีกจำนวนหนึ่งแอบซ่อนอยู่ภายในท้องขนาดใหญ่ ตกดึกทหารที่อยู่ในท้องของม้าได้ออกมาเปิดประตูและส่งสัญญาณให้ทหารฝ่ายกรีกเข้าเมือง ทหารกรีกจึงได้สังหารทหารของฝ่ายทรอย และเผาเมืองจนราบพนาสูญ
การปฏิวัติอเมริกา สหรัฐอเมริกาในสมัยก่อนถูกปกครองโดยประเทศอังกฤษ ในฐานะเมืองอาณานิคม เมื่อเกิดการปฏิวัติขึ้นฝ่ายอเมริกาได้ใช้สงครามจิตวิทยา โดยใช้ลักษณะคำชวนเชื่อในหมู่ชาวอเมริกาด้วยกันเอง โดยใช้คำกล่าวที่ว่า "จงอย่ากดขี่ข้าพเจ้า" และ "จงให้อิสรภาพแก่ข้าพเจ้าหรือไม่ก็ฆ่าข้าพเจ้าเสีย" ส่งผลให้ชาวอเมริกามีจิตสำนึก เกิดความรักชาติ และพร้อมสู้กับทหารอังกฤษจนตัวตาย ต่อมาคำกล่าวนี้ได้ขยายวงกว้างไปถึงหมู่ทหารอังกฤษด้วย ทหารอังกฤษจำนวนมากเสียขวัญและแปรพรรคมาร่วมต่อสู้กับฝ่ายอเมริกา สุดท้ายกองทัพอังกฤษจึงอ่อนกำลังลงและพ่ายแพ้ไปในที่สุด
สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ประเทศมหาอำนาจต่างๆ มีความพยามยามในการโน้มน้าวให้ประชาชนสนับสนุนสงคราม โดยเฉพาะสงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม ใช้การโฆษณา และปลูกฝังแนวคิดในสื่อต่างๆ ได้แก่ ภาพยนตร์ แผ่นป้ายโฆษณา แผ่นพับ หนังสือ หนังสือพิมพ์ รายการวิทยุ ฯลฯ โดยแผ่นป้ายโฆษณานิยมนำมาใช้มากที่สุดเพราะผลิตได้ง่าย ราคาถูก และมีสีสันสะดุดตา
ปัจจุบันในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สื่อที่นิยมนำมาใช้ในการทำสงครามจิตวิทยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพร่หลาย รวดเร็ว ทันเวลา และไร้พรมแดน ก็คือ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยเฉพาะการใช้แอฟฟริเคชั่นบนโซเชียลมีเดีย เช่นWebpage  Facebook Line Twitter YouTube Skype Whatsapp Google+ ฯลฯ รวมถึงการใช้สื่อยุคดั่งเดิมที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงเป็นที่มาของ สงครามข่าวสาร ( Information warfare ) และการปฏิบัติการข่าวสาร ( Information Operations ; IO ) นั่นเอง โดย สงครามข่าวสาร เป็นส่วนหนึ่งของสงครามจิตวิทยาที่มักจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเสริมของการสงครามใหญ่ๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว เพียงแต่ ขอบเขตการปฏิบัติการของสงครามข่าวสารจะมีความกว้างขวาง หลากหลายรูปแบบทุกมิติ มีประสิทธิภาพสูง และส่งผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็วช่วงพริบตาในด้านการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ตอบโต้ ปลูกฝังความคิดความเชื่อ โน้มน้าวหรือเปลี่ยนแปลงทัศนคติจากดำเป็นขาว สามารถลดค่าทำให้ข้อมูลข่าวสารด้อยค่าไม่น่าเชื่อถือ สามารถบิดเบือนเปลี่ยนแปลงลวงเลียนความหมายที่แท้จริงให้เข้าใจผิด รวมถึงการควบคุม ปิดกั้น รบกวน หรือทำลายช่องทางของสื่อต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบฝ่ายตัวเองในการทำศึกสงคราม หรือการต่อสู้เพื่อเอาชนะฝ่ายข้าศึกศัตรู หรือฝ่ายตรงข้ามนั่นเอง
2. การปฏิบัติการข่าวสารกับการเป็นสายลับไซเบอร์ ( Spy Online )
รัฐบาลทั่วโลกต่างให้ความสำคัญในการควบคุมข้อมูลข่าวสารเป็นอย่างมาก บางรายทำเกินขอบเขตที่สาธารณชนจะยอมรับได้ก็มี อย่างเช่นกรณีของ นายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน (Edward Snowden) ที่ออกมาแฉข้อมูลความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการดักฟังผู้นำทั่วโลก จนทำให้เกิดความขัดแย้งกับรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งรวมถึงความสัมพันธ์ที่ถดถอยของอินโดนีเซียกับออสเตรเลีย ที่มาจากสาเหตุการแอบดักฟังโทรศัพท์เหมือนกัน นอกจากนี้ ในเอกสารที่ นายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน นำออกมาแฉนั้น ยังอธิบายถึงการที่องค์กรด้านความมั่นคงสหรัฐฯ สนับสนุนเงินทุนจำนวนมาก ให้กับบริษัทชั้นนำต่างๆ ที่ให้บริการบนอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Yahoo, Microsoft และ Apple เพื่อเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้บริการทั่วโลก ซึ่งถ้ามองดูดีๆ นี่ถือเป็นภัยทางความมั่นคงของทุกประเทศทั่วโลก
รัฐบาลจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของสหรัฐฯ ต่างตระหนักถึงปัญหานี้ดี จึงไม่อนุญาตให้เว็บไซต์อย่าง Facebook, Twitter หรือแม้กระทั่ง Google ที่มีสัญชาติอเมริกัน ให้บริการกับประชาชนของตัวเอง แต่กลับให้บริษัทจีน ทำการเปิดเว็บไซต์ใหม่ที่ให้บริการใกล้เคียงกัน จึงทำให้รัฐบาลจีนยังสามารถควบคุมข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตได้
ประเทศไทย ในด้านการปฏิบัติการเป็น นักจารกรรมข้อมูลออนไลน์ ,  จารชน , จารบุรุษ , ผู้สอดแนม , นักสืบ , นักสืบราชการลับ ฯลฯ ในโลกไซเบอร์ ในระดับประเทศต่อประเทศยังไม่ค่อมจะมีข่าวปรากฏ อาจจะมีหรือไม่ ไม่ทราบแน่ชัด แต่ในระดับภายในประเทศ โดยเฉพาะทางด้านวงการการเมือง การค้าการขาย ก็มีข่าวอยู่บ่อยครั้งที่ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพจากกล้องวงจรปิด การใช้วิทยุโทรศัพท์ หรือเอกสารสำคัญทางราชการ ถูกนำมาเผยแพร่ตามสื่อออนไลน์ต่างๆ เพื่อการทำลายเครดิต หรือ แบล็คเมล์ เรียกร้องผลประโยชน์ การเจรจาต่อรอง การสร้างภาพความชอบธรรมในการปฏิบัติการใดการหนึ่ง ฯลฯ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการข่าวสาร

3. ความสำคัญของการปฏิบัติการข่าวสาร
การปฏิบัติการข่าวสาร ถือเป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำคัญยิ่ง และเป็นส่วนหนึ่งของสงครามจิตวิทยา โดยเฉพาะในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งสามารถกระทำทั้งในยามปกติและยามสงคราม ทั้งฝ่ายข้าศึก และฝ่ายเดียวกัน รวมถึงฝ่ายเป็นกลางอีกด้วย ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา และการทหาร ในระดับยุทธศาสตร์ ยุทธการ และระดับยุทธวิธี เพราะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดที่ส่งผลกระทบในด้านจิตใจ ความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อมั่นศรัทธา ทัศนคติทั้งทางบวกและทางลบ สร้างความรักเพราะชอบความเกลียดเพราะชัง ตามวัตถุประสงค์ช่วงระยะเวลาเพียงพริบตา และแพร่กระจายไปในวงกว้างอย่างไร้ขอบเขต

4. ความรุนแรงของการปฏิบัติการข่าวสาร ระหว่างโลกเสรี VS สังคมนิยม?
ปัจจุบันความรุนแรงของการปฏิบัติการข่าวสารในโลกเสรีนิยม หรือระบอบประชาธิปไตย เมื่อเปรียบเทียบกับโลกเผด็จการสังคมนิยม จะมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะโลกเสรีนิยม ส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญมากในด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการเข้าถึงและการรับรู้ข่าวสาร การปิดกั้นควบคุมสื่อในการนำเสนอภาพเหตุการณ์และข่าวสารต่างๆ แทบทุกประเทศ กระทำให้ยาก หากจะกระทำได้ก็เพียงแต่สื่อภายในประเทศ ส่วนสื่อต่างประเทศไม่สามารถปิดกั้นและควบคุมได้ ดังนั้นความรุนแรงของการปฏิบัติการข่าวสารในโลกเสรีนิยมจึงมีความเข้มข้นกว่า สำหรับโลกเผด็จการสังคมนิยม ผู้นำและรัฐบาลสามารถการปิดกั้นและควบคุมสื่อทั้งภายในและภายนอกประเทศได้ รวมถึงการปิดประเทศ เพื่อสกัดกั้นการปฏิบัติการข่าวสารของฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้ตนเองสามารถการปฏิบัติการข่าวสารได้อย่างเต็มรูปแบบ ส่วนจะได้ผลแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับฝีมือ

5. การปฏิบัติการข่าวสารในเมืองไทย
ประเทศไทยซึ่งอยู่ในกลุ่มโลกเสรีประชาธิปไตย เท่าที่ผ่านมาก็นับว่ามีความรุนแรง และความเข้มข้นมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะการปฏิบัติการข่าวสารในการแย่งชิงมวลชน เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองและการบริหารประเทศ จนถึงขนาดประเทศชาติแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เกิดความแตกแยกของคนในสังคมไทย แบ่งสีแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน เกิดความเสียหายและความวุ่นวายในบ้านเมืองจนแทบจะกลายเป็นสงครามกลางเมือง ( Civil Warfare ) เหล่านี้เป็นผลมาจากการปฏิบัติการข่าวสารของฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะคู่ขัดแย้งทางการเมือง โดยมีประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับผลกระทบโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้าการขาย อันเป็นผลพวงมาจากความวุ่นวายทางการเมือง

6. ทำไมมองดูเหมือนทหารไทยพึ่งให้ความสำคัญกับการปฏิบัติการข่าวสาร
ข้อเท็จจริงฝ่ายทหารได้มีการเฝ้าระวัง สืบค้น และติดตามการปฏิบัติการข่าวสารของฝ่ายต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศมาอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่องมาโดยตลอด รวมถึงการปฏิบัติการข่าวสารเชิงรุกบางโอกาสภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ ในฐานะหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศ เพียงแต่บทบาทของทหารที่เหมาะสมนั้นควรจะอยู่ในฐานะเป็นกลาง ไม่ความเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมือง หากจำเป็นจะต้องเลือกข้างก็ควรจะเลือกข้างประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ตามคำขวัญของกองทัพบกที่ว่า “ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ” โดยในส่วนของกองทัพบก ได้มีการจัดตั้งหน่วยงาน กองการสงครามสารสนเทศ ( Information warfare Department ( IW ) มาตั้งแต่ปี 2539 และมีการจัดทำ หลักนิยมการปฏิบัติการข่าวสารของกองทัพบก ( Army Information Operations Doctrine )  เพื่อรองรับการปฏิบัติงานด้านนี้ ทั้งการปฏิบัติการตามมาตรการเชิงรับและเชิงรุก ส่วนใหญ่จะเน้นไปในด้านมาตรการเชิงรับเป็นหลักมากกว่าเชิงรุก เนื่องจากนโยบายของผู้บังคับบัญชา ต้องการให้ภาพลักษณ์ของกองทัพมีสถานะในการวางตัวให้เป็นกลาง ไม่เข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะประชาชน
ดังนั้น บทบาทในด้านการปฏิบัติการข่าวสารของกองทัพที่ผ่านมา จึงมักจะไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมากนัก เนื่องจากเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศ เลยมองดูว่าทหารไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไรนัก แต่ข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า การปฏิบัติการข่าวสาร นับเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา และการทหาร ของทุกประเทศในยุคปัจจุบัน ที่สามารถสร้างกระแส แต้มต่อและความได้เปรียบต่อฝ่ายตรงข้าม และนำไปสู่ความสำเร็จโดยแทบมิต้องใช้กำลังรบและยุทโธปกรณ์ในการต่อสู้ ดังตำราพิชัยสงครามของซุนวู กล่าวไว้ว่า การชนะร้อยทั้งร้อย มิใช่วิธีการอันประเสริฐแท้ แต่ชนะโดยไม่ต้องรบเลย จึงถือว่าเป็นวิธีอันวิเศษยิ่ง

7. มุมมองและทัศนคติของคำพูดที่ว่า " ควบคุมสื่อได้ ควบคุมประเทศได้ "
ในอดีต แอลเฟร็ด เฑเยอร์ มาฮาน (1890 ) กล่าวไว้ว่า " Who ever rules the waves rules the world " แปลความว่า " ผู้ใดครองผืนน้ำ ผู้นั้นครองโลก " เพราะว่าในยุคนั้นการเดินทางใช้ทางเรือเป็นหลัก และพื้นน้ำสามารถไปได้ทั่วโลก พอยุคสารสนเทศ มักจะได้ยินคำพูดว่า “ ผู้ใดครองข้อมูล ผู้นั้นครองโลก ” เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลหรือมีฐานข้อมูลที่พร้อมใช้ จะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร และเกิดความได้เปรียบในการตัดสินใจมากกว่าผู้ที่ไม่มีข้อมูล
ส่วนคำว่า “ ใครครองสื่อ คนนั้นครองโลก ” หรือ “ ควบคุมสื่อได้ ควบคุมประเทศได้ ” เป็นคำกล่าวที่ติดตามมาในยุคการเมืองไทยยุคหนึ่ง ซึ่งผู้บริหารประเทศยุคนั้นดำเนินธุรกิจด้านสื่อ จึงสามารถควบคุมสื่อได้เกือบทั้งหมดทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน จนเชื่อกันว่าจะสามารถควบคุมประเทศได้ แต่ในข้อเท็จจริงการควบคุมประเทศมีปัจจัยหลายอย่างที่สำคัญ อาทิเช่น การบริหารจัดการภาครัฐที่ดี การปกครองแบบธรรมภิบาล การผดุงรักษาผลประโยชน์ของชาติของส่วนรวม และการเป็นผู้นำที่ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด เป็นต้น ส่วนสื่อเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศ และการปฏิบัติการจิตวิทยา หากเนื้อหาสาระ ( Contents ) มันตรงกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ มันก็จะได้รับกระแสความนิยม หากมันไม่ใช่ก็มักจะถูกต่อต้าน เมื่อถูกกระแสต่อต้าน ถึงแม้จะใช้ กฎหมาย อำนาจหรืออิทธิพลที่มีอยู่ไปปิดกั้นหรือควบคุมสื่อ ก็จะเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนตามกฎหมาย โดยสื่อเองก็มักจะนำมาเป็นข้ออ้างเรียกร้องในเรื่องของ เสรีภาพของสื่อในการนำเสนอข่าวสาร และประชาชนก็อาจจะหันมาใช้พื้นที่ตามท้องถนนแทน จนเกิดความเดือนร้อนและความวุ่นวายหนักขึ้นไปอีก
ดังนั้น การควบคุมสื่อได้ ก็ใช่ว่าจะควบคุมประเทศได้ เพราะสื่อเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในอีกหลายๆ เครื่องมือที่สามารถใช้ควบคุมประเทศได้ เช่น บางประเทศใช้ระบบเมืองการปกครองที่ดี บางประเทศใช้ระบบเศรษฐกิจสวัสดิการความเป็นอยู่ที่ดี บางประเทศใช้ระบบรัฐสวัสดิการที่ดี บางประเทศใช้ระบบสังคมประเพณีและวัฒนธรรมที่ดี และบางประเทศอาจจำเป็นจะต้องใช้กำลังเข้าควบคุม เป็นต้น
------------------------------------------------
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
1. ข่าวไทยรัฐออนไลน์ , 11 มกราคม 2557IO ยุทธการมวลชน ผ่านโซเชียลมีเดียที่มีมาแต่โบราณ ,แหล่งที่มา : http://www.thairath.co.th/content/395281.
2. พระมหาสุรศักดิ์ สุรเมธี ( ชะมารัมย์ )  , 11 พฤศจิกายน 2549สงครามกับท่าทีของมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์  ,แหล่งที่มา : https://www.eduzones.com/knowledge-2-2-32863.html
3วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, 1 ตุลาคม 2557 , สงครามจิตวิทยา, แหล่งที่มา : 
http://th.wikipedia.org/wiki/สงครามจิตวิทยา.