วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

กองทัพบกเปิดแคมเปญด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ( RTA Cyber Security kick off )

กองทัพบกเปิดแคมเปญลุยด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
( RTA Cyber Security kick off )
โดย พันเอก ฤทธี  อินทราวุธ
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

ปัจจุบัน ภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ( Cyber Threats ) นับว่ามีความสำคัญและส่งผลกระทบในด้านความมั่นคงของชาติ ความมั่นคงขององค์กร รวมถึงความมั่นคงของมนุษย์ และถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการทหาร ไม่ว่าจะเป็นการเจาะระบบ ( Hack / Crack )  การฝั่งโปรแกรมลักลอบโจรกรรมข้อมูล เช่น สปายแวร์ ( Spyware ) หรือ ประตูหลัง ( Back door )  การโจมตีด้วยโปรแกรมไม่พึงประสงค์ ( Malware ) อาทิเช่น ไวรัสคอมพิวเตอร์     ( Computer Virus ) , หนอนคอมพิวเตอร์ ( Computer Worm )  หรือ ม้าโทรจัน ( Trojan Horse )  การใช้โปรแกรมตั้งเวลาทำงานเพื่อการทำลายระบบคอมพิวเตอร์ ( Logic Bomb )  การโจมตีแบบ DoS/DDos  , การใช้โปรแกรมหุ่นยนต์โจมตี ( BOTNET / Robot Network ) เพื่อใช้เป็นฐานโจมตีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์บนเครือข่ายสารสนเทศ และการสร้างข้อมูลขยะ ( Malware ) เป็นต้น
กองทัพบก ได้เล็งเห็นความสำคัญต่อภัยคุกคามดังกล่าว จึงมีนโยบาย และอนุมัติหลักการ ให้ดำเนินการปรับปรุง โครงสร้าง ภารกิจ และการจัดหน่วย ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. )  โดยเพิ่มเติมภารกิจด้านการปฏิบัติการ
สงครามไซเบอร์ และปรับสายการบังคับบัญชามาเป็นหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก เพื่อเตรียมรองรับการปฏิบัติงานความมั่งคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะความมั่นคงทางการทหาร และการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ รวมถึงการปฏิบัติการที่ประสานสอดคล้องกับ กระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพต่างๆ โดยได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติการด้านไซเบอร์ของกองทัพบก ออกเป็น 3 ขั้น คือ
ขั้นที่ 1. การจัดการทรัพยากรเพื่อการปฏิบัติการด้านไซเบอร์ ( พ.ศ. 2557-2558 )  โดยบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ โดยเฉพาะกำลังพล ให้สามารถดำเนินการด้านไซเบอร์ตั้งแต่ปัจจุบัน เช่น การจัดตั้งคณะทำงานปฏิบัติการด้านไซเบอร์ การจัดตั้งหน่วยไซเบอร์ของกองทัพบก และการมอบหมายหน้าที่ในการปฏิบัติการไซเบอร์ให้แก่หน่วยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือหน่วยทหารสื่อสาร ( กรณีที่ไม่มีหน่วยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ในอัตรา ) รับผิดชอบการปฏิบัติการด้านไซเบอร์ในระดับหน่วย การกำหนดสายงานการปฏิบัติด้านไซเบอร์ของกองทัพบก และการดำเนินการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านเครือข่ายของ กองทัพบก
ขั้นที่ 2. การเสริมสร้างขีดความสามารถในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มาตรการเชิงรับ ( พ.ศ. 2559-2561 )  โดยการพัฒนาปรับปรุงระบบเครือข่ายให้มีความปลอดภัย  การตรวจสอบทางเทคนิคและประเมินความเสี่ยงระบบเครือข่าย การกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อเครือข่ายและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรให้ก้าวทันต่อเทคโนโลยีด้านการรักษาความปลอดภัยเครือข่าย เพื่อให้หน่วยงานในกองทัพบกมีขีดความสามารถด้านรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ( Cyber Security ) ได้สอดคล้องกับภัยคุกคามดังกล่าว
ขั้นที่ 3 . การเสริมสร้างขีดความสามารถการปฏิบัติการไซเบอร์ มาตรการเชิงรุก ( พ.ศ. 2562-2564 )  โดยการพัฒนาขีดความสามารถเชิงรุก เพื่อให้มีความพร้อมในการปฏิบัติการกรณีจำเป็น โดยการตรวจสอบขีดความสามารถเชิงรุกของกำลังพล ควบคู่กับการตรวจสอบทางเทคนิคและประเมินความเสี่ยงระบบเครือข่าย การจัดตั้งเครือข่ายพันธมิตรด้านไซเบอร์กับองค์กร/บุคลากรภายนอกกองทัพบก การจัดกิจกรรมต่างๆร่วมกัน รวมถึงการบูรณาการขีดความสามารถของกองทัพบกและเครือข่ายพันธมิตร เพื่อให้กองทัพบกมีความพร้อมและสามารถปฏิบัติการไซเบอร์ ( Cyber Operations ) ได้ในสถานการณ์อันจำเป็น
จากการประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ไทย-สหรัฐ ( Cyber Security – Subject Master Expert Exchange ( SMEE ) ที่ผ่านมา กองทัพบกได้มีการกำหนดแผนที่เชิงความคิด ( Mind Map ) , แผนที่การทำงาน ( Road Map ) และกรอบความคิดในการทำงาน ( Frame Work ) ในการดำเนินการด้านไซเบอร์ของกองทัพบก ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ ด้านนโยบาย , ด้านความรู้ , ด้านโครงสร้างองค์กร และด้านการปฏิบัติงาน โดยแต่ละด้านได้มีการดำเนินการ ดังนี้
ด้านนโยบาย ปัจจุบันได้เตรียมการจัดทำร่างแผนแม่บทฯ ( อยู่ในระหว่างการดำเนินโครงการวิจัยฯ ) , การออกระเบียบการรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ , การดำเนินการจัดชุดนิเทศเคลื่อนที่ไปประชุมชี้แจงหน่วยและกำลังพล
ในพื้นที่ 4 กองทัพภาค เพื่อชี้แจงระเบียบปฏิบัติด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ การสร้างความตระหนัก และการปลูกฝังจิตสำนึก , การตรวจเยี่ยม แนะนำ และการติดตาม ประเมินการตรวจสอบการปฏิบัติฯ เตรียมการจัดตั้งคณะกรรมการฯ และคณะทำงานฯ เพื่อติดตาม กำกับ ดูแลและดำเนินการตามนโยบายฯ 
ด้านความรู้  ดำเนินการจัดการประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ไทย-สหรัฐ  ( Cyber Security – Subject Master Expert Exchange ( SMEE )  เพื่อติดตามสภาพแวดล้อมของภัยคุกคาม ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี
การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ การจัดการองค์ความรู้ด้านไซเบอร์ การจัดกำลังพล 2 นายไปศึกษาดูงานและสัมมนา Cyber Security ที่ประเทศสิงคโปร์โดยทุนส่วนตัว     การเตรียมการฝึกอบรมฯ ทั้งหลักสูตรภายใน-ภายนอก และเตรียมการจัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ  เพื่อเพิ่มพูนความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ด้านโครงสร้างองค์กร ดำเนินการปรับปรุง โครงสร้าง ภารกิจ และการจัดองค์กร เพื่อให้หน่วยมีขีดความสามารถพร้อมรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ การมอบหมายหน้าที่ในการปฏิบัติการไซเบอร์ ให้แก่ หน่วยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและหน่วยทหารสื่อสาร การพัฒนาขีดความสามารถหน่วยงาน การบรรจุกำลังพล เพื่อให้มีขีดความสามารถปฏิบัติงานในเบื้องต้น
ด้านการปฏิบัติการ ดำเนินการจัดตั้งภาคีเครือข่ายประชาคมไซเบอร์  การดำเนินการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านเครือข่ายภายในของกองทัพบก โดยการตรวจสอบช่องโหว่ระบบเครือข่าย ไวรัส และมัลแวร์ ในขั้นต้น การดำเนินโครงการระบบตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ การพัฒนาปรับปรุงโปรแกรมและระบบงานต่างๆ ให้มีมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัย  การดำเนินการปรับปรุงระบบเครือข่ายให้มีความปลอดภัย การเตรียมการติดตั้งเครื่องมือด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์  เช่น ระบบ Intrusion Detection System ( IDS ) , ระบบ Intrusion Protection System ( IPS )  การปรับปรุงห้องปฏิบัติการไซเบอร์ ( War Room )   เพื่อใช้ในการฝึกปฏิบัติการ ( Workshop ) และพัฒนาไปสู่ศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์( Cyber Security Operations Centre ; CSOC ) โดยดำเนินการแสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและธุรกิจเอกชน
การดำเนินการต่างๆ ที่ผ่านมาเริ่มปรากฏเป็นรูปธรรม ( ข้อความที่ขีดเส้นใต้ )  ซึ่งกองทัพบกโดย ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร (ศทท.) ได้ดำเนินการไปแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ทั้ง 4 ด้าน ตามกรอบแผนที่เชิงความคิด ( Mind Map )  แผนที่การทำงาน ( Road Map ) และกรอบความคิดในการทำงาน ( Frame Work ) ในการดำเนินการด้านไซเบอร์ของกองทัพบก ที่เป็นผลลัพธ์มาจากการประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ไทย- สหรัฐ ( Cyber Security – Subject Master Expert Exchange ; SMEE ) ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบแนวทางการปฏิบัติการด้านไซเบอร์ของกองทัพบก ทั้ง 3 ขั้น นับเป็นการเริ่มเดินหน้า ( Kick off )  อย่างเอาจริงเอาจังด้านไซเบอร์ และเป็นความคืบหน้าด้านการเตรียมความพร้อมในการรับมือต่อภัยคุกคามด้านไซเบอร์ของกองทัพบกอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจต่อกองทัพบกในการดำเนินการด้านไซเบอร์ ทั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในระยะแรกเท่านั้น ซึ่งปัจจัยความสำเร็จในระยะต่อๆไป นอกเหนือการจัดตั้งหน่วยงานด้านไซเบอร์ การสร้างความตระหนัก และการปลูกฝังจิตสำนึกให้กำลังพลทุกระดับชั้นแล้ว ควรจะต้องมีแนวทางการดำเนินการพัฒนาในด้านต่างๆ ตามข้อเสนอแนะ ( โดยเฉพาะข้อความอักษรตัวหนา )  ดังนี้
การบรรจุอัตรากำลังพล ควรพิจารณาเปิดอัตราบุคคลพลเรือน และบรรจุกำลังพลที่มีคุณวุฒิการศึกษา คุณลักษณะ ขีดความสามารถ ความรู้ ประสบการณ์ และความถนัดเฉพาะทาง ที่สอดคล้องกับตำแหน่งหน้าที่การงาน ( put the right man to the right job ) เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การกำหนดหมายเลขความชำนาญทางการทหาร ( ชกท. ) เพื่อกำหนดคุณสมบัติความชำนาญการเป็นการเฉพาะ การพิจารณาคัดเลือกบุคลากรที่มีวิสัยทัศน์ มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ความชำนาญการ และมีจิตสำนึกในด้านมาตรการรักษาความปลอดภัยมาปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและป้องกันความลับรั่วไหลของทางราชการ การเปิดโควตาพิเศษเพื่อคัดเลือกนายทหารชั้นประทวน ที่มีความรู้ ความสามารถ ด้านไซเบอร์เพื่อเลื่อนฐานะเป็นนายทหารปฏิบัติการ การกำหนดแนวทางรับราชการที่ชัดเจน มีโอกาสเจริญเติบโตก้าวหน้า และมีความมั่นคงในหน้าที่การงาน เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจและมีความเชื่อมั่นในระบบคุณธรรมควบคู่ไปกับความรู้ความสามารถ เพื่อป้องกันภาวะบุคลากรสมองไหล หรือการโยกย้ายหมุนเวียนเพื่อมาเอาตำแหน่ง การปรับเกลี่ยอัตรา การโยกย้าย และบรรจุกำลังพล เพื่อให้สามารถตอบสนองภารกิจด้านการปฏิบัติการเป็นหลัก มากกว่างานทางธุรการ ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า ๗๐ : ๓๐ รวมถึงการเปิดและบรรจุอัตรากำลังพลในโครงสร้างของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ( ศปก.ทบ.)  เพื่อปฏิบัติงานตั้งแต่ในยามปกติ
การพัฒนาศักยภาพของกำลังพล ควรพิจารณาส่งเสริม และสนับสนุนงบประมาณในด้านการฝึก ศึกษา และการพัฒนาเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์แก่กำลังพล โดยการจัดสรรทุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ( ปริญญาตรี-ปริญญาเอก ) ทั้งในและต่างประเทศ สาขาวิชาด้านการรักษาความปลอดภัยและการปฏิบัติการไซเบอร์ การจัดส่งกำลังพลเข้ารับการฝึกอบรมความรู้พิเศษเฉพาะทางและการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ( Workshop ) ในสถาบัน องค์กร หรือหน่วยงานภายนอก  การเดินทางไปศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ การเข้าร่วมประชุมสัมมนาความรู้และประสบการณ์ การเปิดหลักสูตรฝึกอบรมความรู้ด้านการรักษาความปลอดภัยและการปฏิบัติการไซเบอร์ให้กับเจ้าหน้าที่และกำลังพลทั่วไป การกำหนดระดับมาตรฐานความรู้ความชำนาญด้านไซเบอร์ การจัดทดสอบมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ในระดับหน่วยและบุคคล การจัดการองค์ความรู้ด้านการรักษาความปลอดภัยและการปฏิบัติการไซเบอร์ การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ความรู้ เทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัย และการปฏิบัติการไซเบอร์ รวมถึงการเสริมสร้างความรู้และความตระหนักให้กับกำลังพลทั่วไป
การพัฒนาด้านมาตรการเชิงรับ ควรเร่งดำเนินการตรวจสอบสภาพแวดล้อมของภัยคุกคามทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะภัยจากการบุกรุก หรือเจาะระบบจาก Hacker / Cracker  การฝังโปรแกรมลักลอบโจรกรรมข้อมูล เช่น Spyware หรือ Back door การโจมตีหรือรบกวนด้วย Malware เช่น Computer Virus , Worm , Trojan Horse  การใช้โปรแกรมตั้งเวลาทำงานเพื่อการทำลายระบบคอมพิวเตอร์ ประเภท Logic Bomb การโจมตีแบบ DoS/DDos  การใช้โปรแกรมหุ่นยนต์โจมตี ประเภท BOTNET / Robot Network เพื่อใช้เป็นฐานโจมตีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์บนเครือข่ายสารสนเทศ และการสร้างข้อมูลขยะ ( Spam )  การดำเนินการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงระบบเครือข่ายของกองทัพบก การวางแผน ควบคุม และกำกับดูแลด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ โดยการจัดทำแผนเผชิญเหตุ ( Incident Action Plan )  การจัดชุดเตรียมพร้อมเผชิญเหตุฉุกเฉินด้านไซเบอร์ ( Cyber Emergency Response Teams ; CERT )  การป้องกัน เฝ้าระวัง ตรวจสอบช่องโหว่ โดยใช้เครื่องมือระบบตรวจหาการบุกรุก ( IDS ) และระบบป้องกันการบุกรุก (  IPS )  รวมถึงการกู้คืนสภาพเมื่อถูกโจมตี ( Recovery ) ตลอดจนการพัฒนาโปรแกรมและเครื่องมือต่างๆ รองรับงานด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อพัฒนาองค์กรไปสู่รูปแบบของศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์( Cyber Security Operations Centre ; CSOC )
การพัฒนาด้านมาตรการเชิงรุก ควรพิจารณาบรรจุกำลังพลที่มีขีดความสามารถเชิงรุกและพัฒนาความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความชำนาญการ โดยการฝึกฝนการปฏิบัติการเชิงรุก เพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นนักรบไซเบอร์ ( Cyber Warriors ) อยู่ในชุดปฏิบัติการไซเบอร์ ( Cyber Operations Team ; COT ) และเตรียมการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการไซเบอร์ ( Cyber Operations Unit )  เพื่อให้มีขีดความสามารถ และความพร้อมในการปฏิบัติการต่อเป้าหมายกรณีจำเป็น
การพัฒนาด้านการใช้ประโยชน์จากไซเบอร์เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการข่าวสาร ควรพิจารณาบรรจุกำลังพลที่มีขีดความสามารถ และพัฒนาความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความชำนาญการ โดยการฝึกฝนการปฏิบัติการข่าวสารในโลกไซเบอร์ เพื่อดำเนินการเฝ้าระวัง ค้นหา ติดตาม ตรวจสอบ ความเคลื่อนไหวข้อมูลข่าวสารที่เป็นภัยต่อความมั่นคงโดยเฉพาะการโจมตีให้ร้ายต่อกองทัพและสถาบัน ดำเนินการจัดหาเครื่องมือค้นหา ติดตาม ตรวจสอบ วิเคราะห์ และพิสูจน์ทราบความเคลื่อนไหวข้อมูลข่าวสาร จากกลุ่มบุคคล และเครือข่ายต่างๆ ในโลกไซเบอร์ เพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินการทางกฎหมาย หรือกำหนดมาตรการในการปฏิบัติการข่าวสารในด้านอื่นๆ เพื่อตอบโต้ข่าวสาร บิดเบือนข้อมูล สร้างความสับสน ลดกระแส และลดความน่าเชื่อถือของข่าวสาร ตลอดจนการกำหนดเป็นเป้าหมายในการปฏิบัติการเชิงรุกเมื่อจำเป็นต่อไป
นอกจากนี้ ควรพิจารณาดำเนินการด้านการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม องค์ความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ ด้านไซเบอร์ โดยแสวงความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกกองทัพ ทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรเอกชนในด้านวิชาการ การวิจัยพัฒนา ( R&D ) การพัฒนาต่อยอด ( C&D )  การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ( Workshop ) และการฝึกปฏิบัติการต่างๆ โดยเฉพาะการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุด้านไซเบอร์ ( Cyber Incident Action Plan Exercise ) การฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินด้านไซเบอร์ ( Cyber Emergency Response Exercise ) การฝึกซ้อมการปฏิบัติการไซเบอร์ ( Cyber Operations Exercise ) และการฝึกปฏิบัติการจำลองสงครามไซเบอร์ ( Cyber Warfare Simulation Exercise ) เป็นต้น
-----------------------------------

แหล่งอ้างอิงข้อมูล
1. ไทยรัฐออนไลน์, 13 พฤศจิกายน 2556 ,  อัฟเดทกองทัพไทยรับสงครามไซเบอร์ , แหล่งที่มา : http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/382273 , 2 กรกฎาคม 2557.
2. ฤทธี อินทราวุธ พ.อ., 13 พฤศจิกายน 2556 , สงครามไซเบอร์สิ่งท้าทายความร่วมมือในอนาคตของอาเซียน ,  แหล่งที่มา : http://rittee1834.blogspot.com/2013/11/blog-post_12.html , 2 กรกฎาคม 2557.
3. ฤทธี อินทราวุธ พ.อ., 4 พฤศจิกายน2556 ,  กองทัพบกกับความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ของชาติแหล่งที่มา : http://rittee1834.blogspot.com/2013/11/blog-post.html , 2 กรกฎาคม 2557.

4. ฤทธี อินทราวุธ พ.อ., 3 มีนาคม 2557 , การประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ไทย- สหรัฐ ( Cyber Security – Subject Master Expert Exchange ( SMEE ) , แหล่งที่มา : http://rittee1834.blogspot.com/2014/03/cyber-security-smee.html  , 2 กรกฎาคม 2557.

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

โปรแกรม Smart Thai Army เครื่องมือ เสนาสนเทศ และประชาสนเทศ บนมือถือ

โปรแกรม Smart Thai Army เครื่องมือ เสนาสนเทศ และประชาสนเทศ บนมือถือ
( Smart Thai Army – Mobile Application )
โดย พันเอก ฤทธี  อินทราวุธ
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

ตามที่ ผู้บัญชาการทหารบกได้กรุณาสั่งการและมอบหมายให้หน่วยต่างๆ ในกองทัพบก ดำเนินการสื่อสารข้อมูลข่าวสาร ทัศนคติ ความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนการปลุกฝังอุดมการณ์ทางทหารไปยังกำลังพลทุกระดับชั้น เพื่อให้เกิดทัศนคติและความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน กองทัพบกจึงได้มีการดำเนินการด้านเสนาสนเทศ และด้านประชาสนเทศ เพื่อเป็นช่องทางติดต่อสื่อสารกับประชาชนโดยทั่วไปให้เกิดทัศนคติในทางที่ดีต่อกองทัพ  โดยสั่งการให้ทุกหน่วยให้ความสำคัญ และปฏิบัติอย่างจริงจัง
หน่วยต่างๆ ในกองทัพบก ได้ดำเนินการด้านเสนาสนเทศ และด้านประชาสนเทศ มาตั้งแต่ ปี ๕๔ ด้วยช่องทางผ่านสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่ อาทิเช่น สื่อวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ รวมถึงการดำเนินการพบปะ ชี้แจง พูดคุยแบบ Face to Face ซึ่งช่องทางต่างๆ ดังกล่าวยังไม่สามารถกระจายข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ทันเวลา และครอบคลุมทั่วถึง ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. ) จึงมีแนวความคิดที่จะพัฒนาโปรแกรมด้านเสนาสนเทศ และด้านประชาสนเทศ บนอุปกรณ์มือถือ เพื่อให้กำลังพลและประชาชนโดยทั่วไป สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างสะดวก รวดเร็วทันเวลา และครอบคลุมอย่างทั่วถึงทุกมุมโลก เนื่องจากปัจจุบันอุปกรณ์มือถือ และอุปกรณ์สื่อสารแบบพกพา อาทิเช่น Smartphone , Tablet เป็นต้น นับเป็นอุปกรณ์ประจำกายที่ทุกคนแทบจะขาดเสียมิได้ในยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร และถูกนำติดตัวไปทุกที่ทุกเวลา ดังนั้นการพัฒนาโปรแกรมบนอุปกรณ์มือถือจึงมีความจำเป็น และจะสามารถตอบโจทย์ปัญหาของกองทัพบก ด้านเสนาสนเทศ และประชาสนเทศ ได้ทันยุคทันสมัย โดยในชั้นต้น ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. )  จะพัฒนาโปรแกรม Smart Thai Army บนระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งกำลังพลและประชาชนทั่วไปจะสามารถ Download มาติดตั้งใช้งานได้จาก Google Play ซึ่งโปรแกรม Smart Thai Army จะประกอบด้วย หมวดข่าวสารกองทัพบก , หมวดประชาสัมพันธ์กิจกรรมของหน่วยในกองทัพบก , หมวดสิทธิกำลังพลของทหาร , หมวดองค์ความรู้ของกองทัพบก , หมวดเสนาสนเทศ , หมวดแหล่งท่องเที่ยวในกองทัพบก เป็นต้น และจะขยายหมวดข่าวสารประเภทอื่นๆ ตามความต้องการต่อไป
จากนิทรรศการ และการนำเสนอผลงานโปรแกรม Smart Thai Army ในงานวันสถาปนาศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. ) ครบรอบปีที่ ๑๓ เมื่อ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ณ บริเวณหน้า ห้อง ๒๒๑ กองบัญชาการกองทัพบก ให้ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บังคับบัญชาระดับสูง และแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานได้เยี่ยมชมการสาธิตการใช้งานโปรแกรม
Smart Thai Army ซึ่งผู้บัญชาการทหารบกได้กรุณาสั่งการให้ ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. ) เร่งดำเนินการพัฒนา และนำมาเผยแพร่ให้กำลังพลใช้งานจริงโดยเร็วที่สุด โดย ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. )  ได้ดำเนินการพัฒนาโปรแกรม Smart Thai Army เสร็จเรียบร้อยแล้ว และนำไปลงไว้ใน Google Play      
การพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อการใช้งานในอุปกรณ์มือถือ ( Mobile Applications ) บนระบบปฏิบัติการ Android ของ ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. ) นับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบงานสารสนเทศ ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกำลังพล และประชาชนโดยทั่วไปได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุมทั่วประเทศ ทุกที่ ทุกเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพในงานด้านเสนาสนเทศ และประชาสนเทศ ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก และการใช้งานจะมีความสะดวกสบาย ไม่ยุ่งยากเช่นเดียวกับการใช้งานแอพพลิเคชั่นบนมือถือทั่วไป สามารถติดตามข่าวสารของกองทัพบก และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ทุกที่ที่มีสัญญาณ Wifi หรือ เครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์ 3G – 4G
ผู้ที่ประสงค์จะเข้าใช้งานสามารถใช้โทรศัพท์มือถือแบบ Smartphone และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบพกพาที่มี Wifi หรือ ระบบ 3G – 4G  แบบ Tablet หรือ Mobile Note ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ไป Download โปรแกรม Smart Thai Army มาติดตั้งใช้งานได้จาก Google Play โดยดำเนินการตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้
๑.       ใช้อุปกรณ์มือถือเปิดโปรแกรม Google Play เลือก Play สโตร์
๒.     คลิ๊กที่แว่นขยาย พิมพ์ค้นหาคำว่า Smart Thai Army จะปรากฏไอคอน สัญลักษณ์กองทัพบก
๓.     ดำเนินการ Download โปรแกรม Smart Thai Army มาติดตั้งใช้งานบนอุปกรณ์
๔.     เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อยจะปรากฏไอคอน สัญลักษณ์กองทัพบก บนอุปกรณ์มือถือ
๕.     คลิ๊กเข้าใช้งานโปรแกรม Smart Thai Army โดยสามารถเลือกข้อมูลดูทั้งหมด หรือเลือกประเภทหมวดที่ต้องการ จากรายการเมนู จะปรากฏไอคอนข่าวสารต่างๆ ตามประเภทหมวดที่เลือก
๖.      คลิ๊กเข้าไปดูข้อมูลข่าวสาร
สำหรับหน่วยต่างๆ ในกองทัพบก ระดับกองพล หรือเทียบเท่า ที่มีความประสงค์จะนำข้อมูลข่าวสาร หรือ ภาพกิจกรรมของหน่วยมาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โดยตรง บนโปรแกรม Smart Thai Army เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ทันเวลา สามารถดำเนินการได้โดยติดต่อประสานงานกับ ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. ) ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการเปิดสิทธิ์เข้าใช้งานระบบ Back End เพื่อให้หน่วยสามารถนำข้อมูลข่าวสาร หรือ ภาพกิจกรรมของหน่วยมาบันทึกลงในระบบ Smart Thai Army ด้วยเจ้าหน้าที่ของหน่วยเอง ณ ที่ตั้งหน่วย เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โดยตรงบนโปรแกรม Smart Thai Army แบบทันทีทันใดตามความต้องการของหน่วย สำหรับการติดต่อสอบถามรายละเอียดทางด้านเทคนิค และปัญหาการติดตั้ง ตลอดจนการใช้งานสามารถสอบถาม จ.ส.อ. ฐานันดร  สำราญสุข เจ้าหน้าที่พัฒนาทางด้านเทคนิคฯ โทรศัพท์หมายเลข  98100 , 02-297-8100 และ มือถือ 081- 1493094

ในอนาคตอันใกล้นี้ ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. ) กำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อการใช้งานในอุปกรณ์มือถือ ( Mobile Applications ) บนระบบปฏิบัติการ iOS เพื่อรองรับอุปกรณ์มือถือในตระกูล Apple เช่น iPhone , iPad เป็นต้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงการใช้งานของกำลังพลของกองทัพบก และประชาชนโดยทั่วไป ที่ใช้อุปกรณ์มือถือ บนระบบปฏิบัติการ iOS โดยอาศัยกรอบการพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารเช่นเดียวกันกับระบบปฏิบัติการ Android และศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. ) มีแนวความคิดที่จะพัฒนาระบบฯ เพื่อใช้งานปฏิบัติการในทางทหารโดยตรง ซึ่งจะมีการเพิ่มเติมในส่วนระบบการรักษาความปลอดภัย ( Security System ) ในการใช้งาน เช่น ระบบรับรองตัวบุคคล ( Authentic ) ระบบการเข้ารหัส ( Encode – Decode ) และระบบเครือข่ายเสมือนเฉพาะส่วนตัว ( Virtual Private Network ; VPN ) เป็นต้น

วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2557

โครงการวิจัยและพัฒนาระบบจัดการความรู้เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลการก่อความไม่สงบ

โครงการวิจัยและพัฒนาระบบจัดการฐานองค์ความรู้เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล
การก่อความไม่สงบ  สนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ
โดย พันเอก ฤทธี  อินทราวุธ
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

การป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบถือว่าเป็นการปฏิบัติการเพื่อความมั่นคงของประเทศ  ปัจจุบันพบว่าสงครามได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไป  ซึ่งจะอาศัยลักษณะการก่อความไม่สงบเป็นเครื่องมือของการทำสงครามสมัยใหม่  ในการสงครามไม่ว่ารูปแบบใด จำเป็นต้องรู้เขา  รู้เรา โดยเฉพาะรู้เขานั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ยากลำบากมากในสถานการณ์ที่มีความรุนแรง   การตัดสินใจในการจัดการต่อปัญหาการก่อความไม่สงบนั้น จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือการจัดการฐานองค์ความรู้การก่อความไม่สงบนับเป็นสิ่งสำคัญ  โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากอย่างเป็นระบบ  การสร้างความสัมพันธ์ของข้อมูลต่างๆ  และรวมถึงผูกความสัมพันธ์ไปยังเหตุการณ์การก่อความไม่สงบประกอบเชิงพื้นที่  เพื่อให้ได้โมเดลรูปแบบการปฏิบัติ ทำให้เกิดความเข้าใจ  สามารถอธิบายในลักษณะแบบจำลอง และนำไปสู่การพยากรณ์ลักษณะการก่อความไม่สงบ
การก่อความไม่สงบในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้  เป็นปัญหาสำคัญด้านความมั่นคงของประเทศ  และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของกองทัพ ในการบริหารจัดการต่อปัญหาดังกล่าว เพราะทุกนาที และทุกชีวิตในพื้นที่  ๓  จังหวัดชายแดนภาคใต้  ได้มีความเสียหายเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา  ชีวิตของผู้บริสุทธิ์และชีวิตข้าราชการที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ได้สูญเสียไปจำนวนมาก  หากเราสามารถหยุดยั้ง หรือลดความสูญเสียลงไปแม้สักหนึ่งชีวิตก็นับว่าคุ้มค่า  กองทัพบกในฐานะเป็นหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงของประเทศ จึงสมควรดำเนินการศึกษา วิจัย และพัฒนาระบบจัดการฐาน
องค์ความรู้ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการก่อความไม่สงบขึ้นมา  โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย ผนวกกับความรู้ความสามารถของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย  เพื่อสร้างองค์ความรู้ และนำข้อมูลข่าวสารมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ได้ระบบจัดการฐานข้อมูลองค์ความรู้ เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลการก่อความไม่สงบ เพื่อสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ  และสามารถบูรณาการองค์ความรู้ด้านการก่อความไม่สงบ ในพื้นที่ ๓ จังหวัดภาคใต้ เพื่อเป็นต้นแบบในการบูรณาการในการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ
โครงการวิจัยและพัฒนาระบบจัดการฐานองค์ความรู้เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลการก่อความไม่สงบสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ ( Knowledge Management System for Insurgency Analysis to Counter Insurgency ) เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยอาศัยเทคโนโลยีการจัดการความรู้แบบการจัดระดับ ( Level Classify Knowledge Management )  เป็นเครื่องมือจัดการฐานองค์ความรู้ (Knowledge Management )  และใช้เทคโนโลยีการแพร่กระจายข้อมูลระบบภูมิสารสนเทศแบบ ๓ มิติ ( Broadband 3D GIS ) ที่ทันสมัยมาประยุกต์ในกิจการทหาร มีการพัฒนาแบบผสมผสานระหว่างระบบงานสารสนเทศ ( MIS ) และระบบภูมิสารสนเทศ ( GIS ) ระบบข้อมูลเครือข่ายสังคม   ( Social Network ) และเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ผนวกลงบนระบบแผนที่ดิจิตอลพิกัดทางทหาร ( Military Grid Reference System ; MGRS )  และภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง  การบูรณาการระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ ( Data Integrations )  การจัดการระบบฐานข้อมูลภาพนิ่ง   ( SouthKM Photos Gallery )  การจัดการระบบฐานข้อมูลภาพเคลื่อนไหว ( SouthKM Tube )   การจัดการข่าวสารระบบเปิด  ( SouthKM News )  เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยง (  Risk Area )   และเพิ่มประสิทธิภาพระบบงานให้มีขีดความสามารถสูงขึ้น โดยการดำเนินการวิจัยและพัฒนาระบบฯ ได้อาศัย นักวิจัยฯ คณะที่ปรึกษาฯที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ องค์ความรู้ แนวคิด และทฤษฎีต่าง ๆ  นำมาประยุกต์กับการปฏิบัติการวิจัย และการประเมินผลการทดสอบการใช้งานของผู้ใช้งาน  ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้
การวิเคราะห์และประเมินผลข้อมูลการก่อการร้ายในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแคนภาคใต้ สามารถกำหนดรูปแบบ ( Model ) ของประเภทเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการระวังป้องกันการก่อเหตุร้ายในอนาคต สามารถนำผลการบันทึกข้อมูลเหตุการณ์ไปทำการจำลองรูปแบบ ( Model ) ตามแนวทางด้านทฤษฎี และกรอบแผนที่เชิงความคิด ( Mind Map ) พบว่ามีรูปแบบของการก่อความรุนแรง ๖ โมเดล คือ ๑. โมเดลเชิงทฤษฎีการแบ่งแยกดินแดน  ๒. โมเดลแผนบันใด ๗ ขั้น  ๓. โมเดลการต่อต้านอำนาจรัฐ ๔. โมเดลการสร้างพื้นที่เขตอิทธิพล  ๕. โมเดลการปกครองตนเอง  ๖. โมเดลการปฏิบัติการแบบไร้รูปแบบ
การประเมินผลการวิจัยและพัฒนาฯ  พบว่า ค่าเฉลี่ยผลการทดสอบการใช้งานระบบงานต่าง ๆ สามารถตอบสนองต่อผู้ใช้งานอยู่ในเกณฑ์ ระดับดีมาก สำหรับค่าเฉลี่ยผลการประเมินความพึงพอใจเกี่ยวกับภาพรวมของโครงการวิจัยและพัฒนาระบบจัดการฐานองค์ความรู้เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลการก่อความไม่สงบ  สนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบนั้น เกณฑ์ความพึงพอใจอยู่ใน ระดับดีมาก เช่นกัน
สรุปผลการวิจัยฯ พบว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในการทดสอบและการใช้งานอยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยระบบจัดการฐานองค์ความรู้เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลการก่อความไม่สงบสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ สามารถที่จะนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเหตุการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อกำหนดรูปแบบ   ( Model ) ของประเภทเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อการระวังป้องกันการก่อเหตุร้ายในอนาคต และยังสามารถนำหลักการ แนวทางการจัดการความรู้แบบกระบวนการมีส่วนร่วม และการบูรณาการมาขยายผลต่อยอดการพัฒนาระบบงานเพื่อนำมาใช้ในกิจการทหาร เพื่อลดขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลงานวิจัยนี้เป็นหลักการ , แนวทางการบริหารจัดการองค์ความรู้แบบมีส่วนร่วม , การบูรณาการ และระบบงานที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานด้านความมั่นคงกองทัพบก , หน่วยที่ปฏิบัติงานอยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ทางวิชาการแล้ว ผลผลิตจากการวิจัยพัฒนาฯ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อหน่วยที่ปฏิบัติงานอยู่ใน  ๓  จังหวัดชายแดนภาคใต้  ซึ่งปัจจุบันนี้ได้มีการนำระบบฯดังกล่าวมาใช้งานกันอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องตลอดเวลา  เช่น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ( ส่วนหน้า ) ,  กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด , กองบัญชาการพลเรือน ตำรวจ ทหาร ( พตท.) , หน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ ,  กองกำลังในพื้นที่ ,  ศูนย์ข่าวกรองจังหวัดชายแดนภาคใต้ , ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้  และกองพลทหารราบที่ ๑๕  รวมทั้งหน่วยงานด้านวิชาการ โดยเฉพาะวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ( วปอ.)ได้นำไปต่อยอดแนวความคิดในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในระดับชาติ
วิจัยครั้งนี้ได้เน้นเรื่อง แนวคิดและหลักการจัดการองค์ความรู้แบบกระบวนการมีส่วนร่วม , การบูรณาการ
การทำงานที่เป็นระบบ , การพัฒนาต่อยอดระบบงาน ซึ่งจะทำให้เกิดระบบสนับสนุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเพิ่มอำนาจกำลังรบ รวมถึงกำลังอำนาจแห่งชาติ  ( การเมือง , เศรษฐกิจ , สังคม และการทหาร )  และยังเอื้อต่อการขยายระบบงาน ให้เป็นระบบควบคุมบังบัญชาเพื่อตอบสนองต่อการป้องกันและการปราบปรามการก่อความไม่สงบ และปัญหาความมั่นคงของประเทศ ในอนาคต

จากผลงานวิจัยฯ ดังกล่าว ของคณะผู้วิจัยฯ ประกอบด้วย พ.อ.ฤทธี  อินทราวุธ นายทหารโครงการฯ  พ.อ.ธนพัฒน  ปัทมานนท์  พ.อ. เศรษฐศักดิ์  ดีสุข พ.ต. วีระศักดิ์  จิตรโคตร และ จ.ส.อ. ฐานันดร สำราญสุข  คณะอนุกรรมการส่งเสริมงานวิจัยพัฒนาและสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทางทหาร กระทรวงกลาโหม จึงพิจารณาคัดเลือกให้ได้รับ รางวัลที่ ๓ ผลงานวิจัยดีเด่น ด้านหลักการ ของ กระทรวงกลาโหม ประจำปี ๒๕๕๗

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

แนวทางการแก้ไขปัญหาความคับคั่งทางการศึกษาของกองทัพบก

แนวทางการแก้ไขปัญหาความคับคั่งทางการศึกษาหลักสูตรตามแนวทาง
รับราชการของกองทัพบก โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
( IT Solutions for the Army’s Education Problem )
โดย พันเอก ฤทธี  อินทราวุธ
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

ปัจจุบันกองทัพบกกำลังประสบปัญหาด้านการพัฒนาบุคคลากร โดยเฉพาะการจัดการศึกษาหลักสูตรต่างๆ ตามแนวทางรับราชการ ซึ่งไม่สามารถรองรับจำนวนปริมาณความต้องการทางการศึกษาตามแนวทางรับราชการของกำลังพลทั้งนายทหารชั้นประทวนและนายทหารสัญญาบัตร อันเนื่องมาจากปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณประจำปี ทำให้
เกิดความคับคั่งทางการศึกษา และมีกำลังพลจำนวนมากที่ขาดคุณสมบัติทางการศึกษาในการที่จะพิจารณาเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น ทำให้การพิจารณาปรับย้ายกำลังพลจำเป็นต้องยกเว้นการบังคับใช้คุณสมบัติดังกล่าว  ส่งผลกระทบให้กำลังพลบางส่วนไม่สนใจที่จะเข้ารับการศึกษาพัฒนาความรู้ให้กับตนเองในหลักสูตรตามแนวทางรับราชการ เพราะสามารถที่จะปรับย้ายไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่านการศึกษาหลักสูตรตามแนวทางรับราชการ ทำให้นายทหารชั้นประทวนบางรายสามารถรับราชการเติบโตเลื่อนยศเป็นจ่าสิบเอก หรือจ่าพิเศษ โดยไม่เคยเข้ารับการศึกษาหลักสูตรนายสิบชั้นต้น นายสิบอาวุโสของเหล่า บางรายเป็นนายทหารยศชั้นนายพัน โดยไม่ผ่านหลักสูตรชั้นนายร้อย ชั้นนายพันของเหล่า เป็นสาเหตุให้กำลังพลเหล่านี้ขาดการพัฒนาด้านการศึกษา ขาดความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์การฝึกของเหล่า และขาดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
การประชุมกรมฝ่ายกิจการพิเศษ สายงานกำลังพล และหน่วยงานด้านการศึกษา ครั้งที่ ๒ / ๕๗  เมื่อ ๒ เม.ย. ๕๗  มีหน่วยงานด้านการศึกษารายงานปัญหาความคับคั่งของกำลังพลของเหล่าในการเข้ารับการศึกษาหลักสูตรตามแนวทางรับราชการ จำนวนนับหมื่นนาย ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาในการจัดการศึกษาแบบปกตินานนับ ๑๐ ปี จึงจะสามารถเข้ารับการศึกษาตามหลักสูตรได้ครบหมด พลเอกไพบูลย์  คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ( ๒ ) ประธานการประชุมฯ จึงได้ดำริให้หน่วยที่เกี่ยวข้องดำเนินการหาทางแก้ไขปัญหาเป็นการเร่งด่วน โดยเฉพาะหลักสูตรนายสิบชั้นต้น และหลักสูตรนายสิบอาวุโส ของนายทหารชั้นประทวน
ปัญหาดังกล่าว เกิดจากระบบการจัดการศึกษาของกองทัพบก ที่ส่วนใหญ่ยังคงจัดระบบการศึกษาตามวงเงินกรอบงบประมาณประจำปีที่ได้รับการจัดสรร และยึดถือแนวทางการเรียนการสอนแบบเดิมในระบบหลักสูตรปกติ ซึ่งมีขีดจำกัดด้านจำนวนผู้เข้าเรียนและสถานที่ศึกษา ถึงแม้ว่าบางหน่วยได้มีการนำหลักสูตรการเรียนการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์ ( e-Learning ) มาแก้ปัญหาได้บางส่วน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ที่ตกค้างการศึกษาซึ่งมีจำนวนมากนับหมื่นราย
กรมยุทธศึกษาทหารบก ( ยศ.ทบ. )  และ กรมกำลังพลทหารบก ( กพ.ทบ.) ได้ดำเนินการจัดประชุมหน่วยที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยกำหนดแนวทางการดำเนินการจัดการศึกษาเพิ่มเติม นอกเหนือจากการจัดการศึกษาตามปกติ ณ โรงเรียนเหล่า / สายวิทยาการ ประกอบด้วยแนวทางต่างๆ ดังนี้
๑.       การศึกษา ณ ที่ตั้งหน่วย
๒.     การศึกษาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-learning
๓.     การศึกษาด้วยชุดฝึกสอนเคลื่อนที่ หรือ Mobile Team
๔.     การศึกษาทางไกลทางไปรษณีย์
หน่วยที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการจัดการศึกษา แบบผสมผสานแนวทางต่างๆ ตามขีดความสามารถ และความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของหน่วย โดยจะสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาความคับคั่งทางการศึกษาได้ภายใน ๕ ปี
ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร จึงได้ริเริ่มจัดทำโครงการนำร่องเพื่อเสริมการแก้ไขปัญหาความคับคั่งทางการศึกษาหลักสูตรตามแนวทางรับราชการของกองทัพบก และแนวทางการดำเนินการจัดการศึกษาเพิ่มเติมดังที่กล่าวมาแล้ว โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผสมผสานแนวคิดการจัดการศึกษาแบบระบบเปิด หรือ ตลาดนัดวิชาการ เพื่อศึกษาด้วยตนเอง เช่นเดียวกับ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยเน้นในด้านการศึกษาภาคทฤษฎีทางวิชาการเป็นหลัก เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้กับกำลังพลอย่างทั่วถึง ไร้ขีดจำกัดด้านจำนวน เวลา และสถานที่ เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานการพิจารณาคุณสมบัติด้านความรู้ตามหลักสูตรแนวทางรับราชการประกอบการพิจารณาปรับย้ายตำแหน่งสูงขึ้นโดยอนุโลม สำหรับการศึกษาภาคปฏิบัติให้หน่วยที่เกี่ยวข้องพิจารณาเรียกผู้ที่สอบเกณฑ์ผ่านภาคทฤษฎี มาเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมแบบรวมการภายหลัง ซึ่งจะช่วยลดงบประมาณค่าใช้จ่ายในการศึกษาของกองทัพบก มากกว่าการจัดการศึกษาแบบหลักสูตรปกติ  ลดระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาแนวทางอื่น และแก้ไขปัญหาความคับคั่งทางการศึกษาหลักสูตรตามแนวทางรับราชการของกองทัพบก โดยโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เสริมการแก้ไขปัญหาความคับคั่งทางการศึกษาหลักสูตรตามแนวทางรับราชการของกองทัพบก เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กับกำลังพลอย่างทั่วถึง ไร้ขีดจำกัดด้านจำนวนปริมาณ เวลา และสถานที่ ตลอดจนจะเป็นการลดระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาจาก ๕ ปี ลงมาเป็น ๒ ๓ ปี และจะช่วยลดงบประมาณค่าใช้จ่ายในการศึกษาของกองทัพบก โดยมีแนวความคิดในการดำเนินการ ดังนี้
การจัดระบบการศึกษา
- เป็นการจัดการศึกษาแบบระบบเปิด โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นช่องทางในการเข้าถึงระบบการศึกษาในหลักสูตรตามแนวทางรับราชการ
- เป็นการศึกษาด้วยตนเอง โดยไม่มีข้อจำกัดด้านจำนวน เวลา และสถานที่
- เป็นระบบการศึกษา โดยศึกษาจากคลังสรุปแนวสอน คู่มือ ตำรา และเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ของแต่ละหลักสูตร
- การสอบวัดผลเก็บคะแนนรายวิชาแบบออนไลน์เป็นรายบุคคล โดยการสุ่มข้อสอบจากคลังข้อสอบ และการสอบรวบยอดเป็นแบบรวมการ ทั้งกองทัพบกพร้อมกัน โดยสุ่มเลือกชุดข้อสอบแบบเดียวกัน เพื่อวัดมาตรฐานแบบเดียวกัน
- การสอบเก็บคะแนนรายวิชา มีเกณฑ์คะแนนผ่านตามหลักเกณฑ์และสอบรวบยอดเป็นแบบรวมการ เมื่อผ่านการสอบเก็บคะแนนทุกวิชาตามหลักสูตรแล้ว
ผู้เข้ารับการศึกษา
- เป็นกำลังพลของกองทัพบกที่ไม่สามารถเข้ารับการศึกษาตามแนวทางรับราชการในหลักสูตรปกติ และมีบัญชีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของโครงการฯ
- เป็นผู้ลงทะเบียนเข้ารับการศึกษาตามโครงการฯ และต้องศึกษาจากเอกสาร และตำรา จากคลังตำราเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และสื่อผสมด้านการเรียนการสอนด้วยตนเอง
- จะต้องสอบเก็บคะแนนรายวิชา และมีเกณฑ์คะแนนผ่านตามหลักเกณฑ์ครบทุกวิชาตามหลักสูตร จึงจะสามารถสอบรวบยอดเพื่อผ่านการศึกษาได้
-  ผู้ที่สอบเก็บคะแนนรายวิชา หรือสอบรวบยอดไม่ผ่านเกณฑ์ สามารถสอบซ้ำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยมีการจัดเจ้าหน้าที่นายทหารสัญญาบัตรของหน่วยในสังกัดทำหน้าที่ตรวจสอบตัวบุคคลผู้เข้าสอบ และเป็นผู้รับรองรับรองตัวบุคคล
- ผู้ที่สอบรวบยอดไม่ผ่านเกณฑ์ สามารถสอบซ้ำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
ผู้จัดการศึกษา
-  เป็นหน่วยจัดการศึกษา โรงเรียนเหล่า / สายวิทยาการของกองทัพบก
- จะต้องจัดทำหลักสูตรเฉพาะภาคทฤษฎีด้านวิชาการเท่านั้น
- จะต้องจัดทำคลังตำรารายวิชาตามหลักสูตร ด้วย
- จะต้องจัดทำคลังข้อสอบ
ผู้สนับสนุนด้านเทคนิค
- ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร เป็นหน่วยติดตั้งระบบจัดการศึกษาตามโครงการนำร่องฯ
- พัฒนาระบบลงทะเบียน ปฏิทินการศึกษา คลังตำรา คลังข้อสอบ และระบบการสอบแบบอิเล็กทรอนิกส์
การดำเนินการ ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท.) จะดำเนินการติดตั้งระบบจัดการศึกษาตามโครงการนำร่องฯ ระบบการลงทะเบียน ระบบปฏิทินการศึกษา คลังตำรา คลังข้อสอบ ระบบการสอบแบบอิเล็กทรอนิกส์ และระบบประเมินผลการศึกษา หน่วยจัดการศึกษา โรงเรียนเหล่า / สายวิทยาการของกองทัพบก จะดำเนินการจัดทำหลักสูตรเฉพาะภาคทฤษฎีด้านวิชาการเท่านั้น โดยมอบหมายให้แผนกวิชาตามโครงการฯ จัดทำสรุปแนวสอน คู่มือ ตำรา รายวิชาตามหลักสูตร ในรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไฟล์ pdf  , ไฟล์ MS-office , e-book หรือ อื่นๆ ตามขีดความสามารถ เพื่อจะนำมาดำเนินการจัดทำเป็นคลังสื่อแนวสอน คู่มือ ตำราอิเล็กทรอนิกส์ ดำเนินการจัดทำชุดข้อสอบ พร้อมเฉลย เป็นรายวิชา เพื่อจะนำมาดำเนินการจัดทำเป็นคลังข้อสอบ สำหรับการเลือกสุ่ม ( Random ) มาใช้ในการสอบวัดความรู้ทั้งรายวิชา และการสอบรวบยอด ( Comprehensive Examination )
กำลังพลของกองทัพบกที่ประสงค์จะเข้ารับการศึกษาตามโครงการฯ จะขอมีบัญชีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ( e-mail ) และลงทะเบียน ( Registration ) เข้ารับการศึกษาตามโครงการฯ โดยจะต้องศึกษาจากสื่อแนวสอน คู่มือ ตำรา จากคลังตำราเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และสื่อผสมด้านการเรียนการสอนด้วยตนเอง เมื่อมีความรู้ความเข้าใจในวิชาต่างๆ ตามหลักสูตร ก็สามารถลงทะเบียนสมัครสอบเก็บคะแนนรายวิชา และมีเกณฑ์คะแนนผ่านตามหลักเกณฑ์ครบทุกวิชาตามหลักสูตรแบบสะสมไมล์จบครบ  จึงจะสามารถสอบรวบยอดเพื่อผ่านการศึกษาได้  ผู้ที่สอบเก็บคะแนนรายวิชา หรือสอบรวบยอดไม่ผ่านเกณฑ์ สามารถสอบซ้ำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยมีการจัดเจ้าหน้าที่นายทหารสัญญาบัตรของหน่วยในสังกัดทำหน้าที่ตรวจสอบตัวบุคคลผู้เข้าสอบ และเป็นผู้รับรองรับรองตัวบุคคล และผู้ที่สอบรวบยอดไม่ผ่านเกณฑ์ สามารถสอบซ้ำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร จะดำเนินการส่งข้อมูลผลการศึกษาให้หน่วยจัดการศึกษา โรงเรียนเหล่า / สายวิทยาการของกองทัพบก พิจารณาดำเนินการต่อไป และหน่วยจัดการศึกษา โรงเรียนเหล่า / สายวิทยาการของกองทัพบก ประเมินผลการศึกษาและรายงานตามสายงาน นอกจากนี้ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ยังจะดำเนินการประเมินผลการจัดการศึกษา ระดับบุคคล ( ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดแต่ละวิชา แต่ละหลักสูตร )  ระดับหน่วย ( จำนวนกำลังผลที่ลงทะเบียนศึกษา และจำนวนผู้สำเร็จการศึกษา )  ระดับหลักสูตร ( จำนวนผู้ที่ลงทะเบียนศึกษา และจำนวนผู้สำเร็จการศึกษา )   ระดับหน่วยจัดการศึกษา ( จำนวนผู้ที่ลงทะเบียนศึกษา และจำนวนผู้สำเร็จการศึกษา )  เป็นต้น
โครงการนำร่องเพื่อเสริมการแก้ไขปัญหาความคับคั่งทางการศึกษาหลักสูตรตามแนวทางรับราชการของกองทัพบก เป็นโครงการบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยมี กรมกำลังพลทหารบก รับผิดชอบทางฝ่ายอำนวยการ , กรมยุทธศึกษาทหารบก รับผิดชอบจัดแผนการศึกษาหลักสูตรตามแนวทางรับราชการของกองทัพบก ตามโครงการนำร่องฯ ปี 2557 -2558 , หน่วยจัดการศึกษา โรงเรียนเหล่า / สายวิทยาการ รับผิดชอบจัดหลักสูตรการศึกษา คลังตำรา และคลังข้อสอบ ตามโครงการนำร่องฯ ปี 2557 -2558 , ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร รับผิดชอบสนับสนุนทางด้านเทคนิค และหน่วยในกองทัพบกรับผิดชอบตรวจสอบตัวบุคคลผู้เข้าสอบระบบออนไลน์ เพื่อป้องกันการสอบแทนกัน และเป็นผู้รับรองรับรองตัวบุคคลในสังกัดที่เข้ารับการศึกษา โดยโครงการนำร่องนี้จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ เดือน พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไป  ซึ่งในขั้นต้น ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร จะดำเนินการนำร่องทดสอบการใช้งานระบบ  โดยการจัดทำคลังสื่อ
แนวสอน คู่มือ ตำราอิเล็กทรอนิกส์  และคลังข้อสอบ ในหลักสูตรภาษาอังกฤษ ของ กรมยุทธศึกษาทหารบก และการทดสอบความรู้เพื่อคัดเลือกนายทหารชั้นประทวนบรรจุเป็นนายทหารสัญญาบัตรประจำปี เป็นต้น โดยกำลังพลที่สนใจสามารถสมัครลงทะเบียนออนไลน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อเข้าทดสอบความรู้ดังกล่าวได้ ที่ http://plan.rta.mi.th/examarmy  และพร้อมที่จะดำเนินการจัดการศึกษาหลักสูตรต่างๆ ที่ทางหน่วยจัดการศึกษา โรงเรียนเหล่า / สายวิทยาการ ตามโครงการฯ ภายในเดือน มิถุนายน ๒๕๕๗ เป็นต้นไป  ซึ่งคาดหวังว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถเสริมการแก้ไขปัญหาความคับคั่งทางการศึกษาหลักสูตรตามแนวทางรับราชการของกองทัพบก ภายใน ๒-๓ ปี
-------------------------------------