วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558

การแข่งขันทักษะการปฏิบัติการไซเบอร์
( Army Cyber Contest 2015 )
สัมภาษณ์พิเศษ นสพ. ข่าวทหารบก
พลตรี ฤทธี  อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

กองทัพบกได้เล็งเห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหาร และการปฏิบัติงานของกองทัพให้เกิดประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนากำลังพลให้ “ ทันโลก ทันข่าวสาร ทันงาน และทันคน ” พลเอก วิมล วงศ์วานิช  ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น จึงได้จัดตั้ง ศูนย์สารสนเทศ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ขึ้นในปี ๒๕๓๘ และปีต่อมา พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์    ผู้บัญชาการทหารบก ท่านต่อมาได้อนุมัติจัดตั้ง ศูนย์เทคโนโลยีทางทหารกองทัพบก เป็นหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก โดยมีประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา ในปี ๒๕๔๔ และในปี ๒๕๔๘ ได้เปลี่ยนนามหน่วยเป็น ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร และปรับการบังคับบัญชาเป็นหน่วยขึ้นตรง กรมการทหารสื่อสาร จนถึงปัจจุบัน
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิก ริเริ่มการก่อตั้ง และรับราชการอยู่ในหน่วยนี้มาตลอดเกือบ ๒๐ ปี จนได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร คนปัจจุบัน ได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกองทัพบก ไปสู่การปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม นอกเหนือจากการดูแลสวัสดิการกำลังพลและครอบครัว ตามนโยบายผู้บัญชาการทหารบก โดยได้ดำเนินงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่สำคัญ เช่น การบูรณาการระบบสารสนเทศของกองทัพบก ให้เกิดประสิทธิภาพ มีความรวดเร็ว ถูกต้องเชื่อถือได้ มีความเป็นเอกภาพ และลดการปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อน , การพัฒนาระบบงานเพิ่มเติมให้กับหน่วยต่างๆ ในกองทัพบก ทั้งระบบงานการศึกษา งานสวัสดิการกำลังพลและครอบครัว งานการประชาสัมพันธ์ เป็นต้น , การให้บริการระบบคอมพิวเตอร์แม่ข่ายต่างๆ ให้กับหน่วยในกองทัพบก รวมถึงการพัฒนาระบบโครงข่ายข้อมูลสารสนเทศ อย่างครอบคลุมและทั่วถึงส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทั้งระบบทางสายและไร้สาย  เพื่อพัฒนาไปสู่การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ( Network Centric Operations )
นอกเหนือจากงานบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแล้ว กองทัพบกยังได้รับมอบหมายให้ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ทดลองปฏิบัติงานเป็น ศูนย์ไซเบอร์ของกองทัพบก ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ระยะเวลา ๑ ปี เพื่อเตรียมการรองรับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ตามนโยบายของรัฐบาล นับเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมของกองทัพบก ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์  ในการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ ซึ่งปัจจุบันนับวันจะทวีความเข้มข้นและรุนแรงเพิ่มมากขึ้น หลายประเทศได้กำหนดความสำคัญให้พื้นที่บนโลกไซเบอร์ ( Cyber Domain )  เป็น ๑ ใน ๕ ของโดเมนปฏิบัติการทางทหาร
ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร และ ศูนย์ไซเบอร์ของกองทัพบก ได้ดำเนินการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรในการปฏิบัติงานด้านไซเบอร์ โดยมีงานสำคัญหลักเร่งด่วน 3 ประการ คือ
การปฏิบัติการไซเบอร์ ( Cyber Operations ) โดยทำหน้าที่เป็นเสมือน ศูนย์ปฏิบัติการไซเบอร์   ( CSOC ) เพื่อ เฝ้าระวัง แจ้งเตือน ป้องกัน และแก้ไขปัญหาที่เกิดจากภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ตลอดจนการพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุก เพื่อให้สามารถปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อโต้ตอบและโจมตีฝ่ายตรงข้ามได้ในกรณีจำเป็น
การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ( Cyber Security ) โดย การรณรงค์เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ ปลูกสร้างจิตสำนึกและความตระหนัก ติดตามกำกับดูแลการปฏิบัติของหน่วยตามมาตรการการรักษาความมั่งคงปลอดภัย รวมถึงการเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัยคุกคาม และการป้องกันด้านการรักษาความมั่งคงปลอดภัยไซเบอร์ , การติดตาม สืบค้น และตรวจสอบช่องโหว่ของระบบ รวมถึงการดำเนินการพิสูจน์หลักฐานทางดิจิตอล
การปฏิบัติการข่าวสารบนไซเบอร์ ( Information Operations )  เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการข่าวสารของกองทัพบกและหน่วยที่เกี่ยวข้อง โดยทำหน้าที่ เฝ้าระวัง แจ้งเตือนข้อมูลข่าวสารบนไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อสถาบัน และความมั่งคงของชาติ , การรวบรวม วิเคราะห์ ทิศทาง แนวโน้ม โครงข่ายความสัมพันธ์ของข้อมูล ประเภทสื่อ และกลุ่มเป้าหมาย , การติดตาม สืบค้น แหล่งที่มาและเป้าหมาย และการกำหนดมาตรการป้องปราม ตอบโต้ สกัดกั้น รวมถึงการประสานการดำเนินการตามกฎหมาย
นอกเหนือจากการปฏิบัติงานหลักด้านไซเบอร์ทั้ง ๓ ประการแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ขีดความสามารถ และประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยการจัดการประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์กับกองทัพบกสหรัฐ , การจัดบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญ , การประชุมสัมมนาด้านไซเบอร์, การฝึกอบรมจากหน่วยงานองค์กรและสถานศึกษาด้านไซเบอร์ , การจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการจากผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ตลอดจนการศึกษาดูงานทั้งในประเทศและนอกประเทศ
ทั้งนี้ เพื่อให้ ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร และ ศูนย์ไซเบอร์ของกองทัพบก เป็นหน่วยมีความพร้อมทั้งด้านการบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และเป็นหลักประกันด้านการรักษาความมั่งคงปลอดภัยไซเบอร์ของกองทัพบก อย่างแท้จริง สมกับคำปฏิญาณตนของหน่วยว่า “ เราเดินหน้าเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายกองทัพบก ไปสู่การปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้คำขวัญ “ รอบรู้ ริเริ่ม รูปธรรม มีระดับมาตรฐาน
สำหรับปี ๒๕๕๘ นี้ นับเป็นปีที่มีความสำคัญยิ่งของ ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร เนื่องจากได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง ให้รับผิดชอบดำเนินงานสำคัญของรัฐบาล และกองทัพบก จำนวน ๒ งาน คือ รับผิดชอบฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการฝ่ายลงทะเบียนผู้เข้าร่วมกิจกรรมจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์และการลงทะเบียนผู้เข้าร่วมกิจกรรมจักรยานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๓ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๘ ( Bike for mom 2015 ) ปั่นเพื่อแม่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างสูงสุดจนได้รับการบันทึกเป็นสถิติโลก ( Guinness World Records ) และได้รับคำชมเชยจากทุกภาคส่วน
สำหรับงานสำคัญอีกงาน คือ Army Cyber Contest 2015 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของกองทัพบก  ที่จะมีการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ ด้านเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยและการปฏิบัติการไซเบอร์ รวมถึงการแข่งขันด้านการปฏิบัติการไซเบอร์ระหว่างเหล่าทัพ โดยกำหนดจัดขึ้นในวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๘ ณ กองบัญชาการกองทัพบก โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อปลุกกระแสรณรงค์สร้างความตระหนักถึงภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์ การเสริมสร้างศักยภาพทางด้านการปฏิบัติการไซเบอร์ของกองทัพบก เหล่าทัพ กองบัญชาการกองทัพไทย กระทรวงกลาโหม และการแข่งขันด้านการปฏิบัติการไซเบอร์ระหว่างเหล่าทัพ
รูปแบบของงาน ประกอบไปด้วย ๒ ส่วนสำคัญ คือ ส่วนการบรรยายพิเศษและนิทรรศการ และส่วนการแข่งขันการปฏิบัติการไซเบอร์ ( Cyber Contest ) ซึ่งผู้สนใจสามารถที่จะชมการถ่ายทอดสดภาพการแข่งขันฯ แบบ Real Time และรับฟังการบรรยายพิเศษ เพื่อเสริมสร้างโลกทัศน์ ทักษะ และประสบการณ์ด้านปฏิบัติการไซเบอร์ ตลอดจนด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ไปในคราวเดียวกัน
การแข่งขันการปฏิบัติการไซเบอร์ ถือเป็นครั้งแรกเช่นกัน ที่มีการจัดแข่งขันขึ้นในระหว่างเหล่าทัพ โดยได้นำระบบจัดการแข่งขันการปฏิบัติการไซเบอร์ ที่เรียกว่า Cyber Range มูลค่าหลายสิบล้านมาติดตั้งในการแข่งขันฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมสร้างศักยภาพกำลังพลของกองทัพด้านไซเบอร์ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ รูปแบบการแข่งขันจะเป็นการแข่งขันที่เรียกว่า Capture The Flag กติกาโดยใครชิงธง ( เป้าหมาย ) หรือ คุกคามเครื่องแม่ข่าย ( Server ) ของฝ่ายตรงข้ามได้คะแนนมากที่สุดก็ถือว่าเป็นผู้ชนะ การแข่งขันในครั้งมีจำนวนทั้งสิ้น ๘ ทีม ประกอบไปด้วย ทีมจาก กระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ หน่วยละ ๑ ทีม และกองทัพบก จำนวน ๔ ทีม แข่งขันแบบอิสระต่อกัน โดยแต่ละทีมจะมีเครื่องแม่ข่าย ( Server ) ทีมละ ๓ ชุด รวมจำนวนเครื่องแม่ข่าย ( Server ) ๒๘ ชุด แต่ละทีมจะแสดงผลการจำลองบนตำแหน่งแผนที่โลก แยกเป็นประเทศละทีม แบ่งเป็น ๓ โซน / เครื่องแม่ข่าย ( Server )  คือ โซนเหนือ ( N ) , โซนใต้ ( S )  และโซนตะวันตก ( W )  หากเครื่องแม่ข่าย ( Server ) ทีมใดโดยโจมตี สีของแผนที่โซนนั้นจะถูกเปลี่ยนไปทำให้ผู้ชมสามารถสังเกตได้ว่าใครอยู่ ใครไป นอกจากนี้ระบบจำลองการโจมตีทางไซเบอร์จะแสดงเส้นทางและรูปแบบการโจมตีแบบต่างๆ สามารถมองเห็นบนแผนที่แบบการโจมตีด้วยขีปนาวุธพิสัยไกล ถือว่าเป็นการทดสอบฝีมือ ทักษะด้านการปฏิบัติการไซเบอร์ระหว่างเหล่าทัพกันเลยทีเดียว  ความสนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจ คงจะบรรยายได้ไม่เท่ากับการได้มาชมจากเหตุการณ์จริง จึงขอเชิญชวนกำลังพลของกองทัพบก เหล่าทัพ กองบัญชาการกองทัพไทย และกระทรวงกลาโหม ตลอดจนท่านผู้สนใจเข้าร่วมรับชมงานดังกล่าว และมาเป็นกำลังใจให้กับทีมแข่งขันฯ

สุดท้าย เรื่องแนวคิดในการปฏิบัติตนและการรับราชการ คงไม่มีอะไรเป็นพิเศษ นอกเหนือจากการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา มีความสำนึกในหน้าที่และมีความรับผิดชอบ  มีความวิริยะ อุตสาหะ ขยันหมั่นเพียรในความรู้และการงาน จนเป็นที่ยอมรับและไว้วางใจของผู้บังคับบัญชา และได้รับรางวัลผลงานดีเด่นต่างๆ ที่สำคัญด้วยความภาคภูมิใจ เช่น ทหารราบดีเด่น , โครงการวิจัยดีเด่นของกองทัพบก และนักวิจัยดีเด่นของกระทรวงกลาโหม  เป็นต้น โดยยึดถือหลัก “ ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน ” 
------------------------


ที่มา : ข่าวทหารบก ปีที่ 24 ฉบับที่ 23 วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2558

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สื่อสังคมออนไลน์กับความมั่นคงของชาติ

สื่อสังคมออนไลน์กับความมั่นคงของชาติ
 ( Social Media VS National Security)
โดย พล.ต. ฤทธี อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

การติดต่อสื่อสารนับเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่งในสังคมมาตั้งแต่ยุคอดีตจนถึงยุคปัจจุบัน ยิ่งในสังคมยุคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารปัจจุบัน การใช้ข้อมูลสารสนเทศเพื่อการติดต่อสื่อสารโทรคมนาคมได้มีการพัฒนา
นวัตกรรม เทคโนโลยี และความเจริญก้าวหน้าที่ทันสมัยในรูปแบบต่างๆ หลากหลายรูปแบบ ซึ่งรูปแบบที่กำลังเป็นกระแสและได้รับความนิยมอย่างสูงสุดในยุคปัจจุบันคงจะหนีไม่พ้นการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ( Social Media ) อาทิเช่น Facebook , Line , Instagram , Twitter , etc. เนื่องจากมีความง่าย สะดวก รวดเร็ว ไร้ขีดจำกัดด้านเวลา สถานที่ ซึ่งมักจะเรียกกันติดปากว่า โลกไร้พรมแดนและกาลเวลา
ประเทศไทยถึงเป็นหนึ่งในสิบของโลก ( Top Ten )  ที่ได้รับการจัดลำดับของปริมาณผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ( Social Media ) มาหลายปีแล้ว โดยล่าสุดการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของคนไทย จัดอยู่ในอันดับ 9 ของโลก ( ข้อมูลจากกระทรวง ICT ปี 2558 ) โดยมีปริมาณผู้ใช้ Facebook จำนวน 30 ล้าน ( ลำดับที่ 9 ของโลก ) และปริมาณผู้ใช้ Line จำนวน 25 ล้าน ( ลำดับที่ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น ) และมีแนวโน้มจะเพิ่มปริมาณการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของคนไทยทวีเพิ่มขึ้นมากกว่า 20 % ต่อปี จากอัตราการเติมโตของโลกอยู่ที่ 33 %  และคาดว่าอีกไม่กี่ปีประเทศไทยจะขยับตัวไปอยู่ในลำดับที่ต้นๆ ของโลกอย่างรวดเร็ว
 ทำไมสังคมไทยจึงขานรับกับกระแสการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ก้าวหน้าทันสมัยได้อย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่การจัดระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน เรากับอยู่ลำดับที่ 8 ทั้งนี้เนื่องมาจากวัฒนธรรมของคนไทยเป็นสังคมกลุ่ม ไม่ใช่สังคมเดี่ยว เหมือนกับต่างประเทศที่ส่วนใหญ่มักนิยมเป็นครอบครัวเดี่ยว การดำเนินชีวิตส่วนใหญ่มักจะเป็นสังคมกลุ่มเล็กๆ  ในขณะที่คนไทยเป็นเครือข่ายสังคม เป็นมนุษย์สังคม มีพวกพ้อง น้องพี่ ซึ่งจะมีความอบอุ่นในด้านความรู้สึกต่อตัวบุคคล ไม่โดดเดี่ยว ไปไหนมาไหนได้รับความสะดวกสบาย และสื่อสังคมออนไลน์ดังกล่าวสามารถจะตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยได้เป็นอย่างดี และเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนไทยสามารถเข้าสังคมได้ง่าย สะดวก กว้างขวางมากขึ้น และไร้พรมแดน  จึงทำให้เกิดปฏิกิริยาในการตอบรับกับกระแสสื่อสังคมออนไลน์สูงกว่าชาติอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่พื้นฐานระดับมาตรฐานการศึกษาของคนในประเทศอย่างอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ จึงทำให้การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของคนไทยส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากระดับการจัดมาตรฐานการศึกษาของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ดังนั้นวุฒิภาวะของผู้ใช้งานส่วนใหญ่จึงมีน้อยกว่าประเทศที่มีระดับมาตรฐานการศึกษาที่สูงกว่า
สังคมโลกอื่นๆ จะมีความต่างกัน คือ ประชาชนของประเทศที่เจริญแล้ว จะค่อนข้างมีคุณภาพ โดยเฉพาะทางด้านการศึกษา ดังนั้นการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารส่วนใหญ่มักจะเป็นงานเป็นการ ไม่พร่ำเพรื่อ ไม่นิยมหยอกล้อกันทุกเรื่อง ด้านการวางตัวทางสังคมเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ จะมีความต่างกัน คนไทยมีอุปนิสัยสบายๆ ง่ายๆ รักสนุก มีความเป็นกันเอง สนุกสนาน ไม่จริงจังเท่าไรนัก ในขณะที่สังคมของคนในต่างประเทศจะมีความเป็นแบบแผน และมีวุฒิภาวะมากกว่า การใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารทางด้านสารสนเทศ จึงมุ่งเน้นการใช้งานอย่างจริงจัง อาจจะมีการใช้งานแบบพร่ำเพรื่อเป็นส่วนน้อย
กระแสแนวโน้มการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์เริ่มมาแรงทีละเล็กทีละน้อย โดยพัฒนารูปแบบการใช้งานมาจากห้องสนทนา ( Chat ) ในอดีต ซึ่งต้องใช้นักเขียนโปรแกรม ( Programmer ) พัฒนาโปรแกรมขึ้นมาเป็นการเฉพาะมีราคาค่อนข้างสูงและใช้งานในวงจำกัดในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบอินเทอร์เน็ต  แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีความเจริญก้าวหน้า ในการพัฒนา Social Media Applications สามารถใช้งานได้อย่างกว้างขวางทั้งระบบคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือแบบ Smartphone จึงทำให้คนทุกเพศ ทุกวัย สามารถเข้าถึงการใช้งานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ไร้พรมแดน และทำให้ติดตลาดสังคมไทยอย่างรวดเร็ว เกิดการใช้งานในหลากหลายรูปแบบทั้งการงาน การเมือง ส่วนตัว สังคมกลุ่มเล็ก-กลุ่มใหญ่ เชิงธุรกิจ การพาณิช การค้า การขาย ทั้งสุจริต และผิดกฎหมาย  เช่น การเผยแพร่ โฆษณา ประชาสัมพันธ์ต่างๆ  ซึ่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความมั่นคงของชาติ ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา
ผลกระทบด้านการเมือง การใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์สามารถแพร่กระจายข่าวสารได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และไปได้ทั่วโลก ทำให้เกิดการปลุกระดมมวลชน การสร้างกระแสต่อต้านก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองและความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศ การบิดเบือนข้อมูล การกล่าวร้ายให้เท็จทำให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียงและความเสียหายทางทรัพย์สิน การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล องค์กร ตลอดจนสถาบันต่างๆ  ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบมากกว่าทางบวก และสามารถขยายวงให้กว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการยากต่อป้องกัน ยับยั้ง  และสกัดกั้นการเผยแพร่ข้อมูลให้ทันเวลา
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ นอกจากการใช้งานในทางทุจริตผิดกฎหมาย เช่น การล่อลวง หลอกลวง ในทางมิจฉาชีพ ที่แฝงเร้นเข้ามาในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะด้านการตลาดที่โฆษณาเกินความเป็นจริง การค้าขายออนไลน์ที่ไม่ได้รับสินค้าตรงตามที่สั่งซื้อ การบริการเผยแพร่ภาพลามกอานาจาร และการเล่นเกมการพนันออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น ซึ่งส่งผลเสียหายทางระบบเศรษฐกิจโดยตรง ทั้งทางด้านความเชื่อถือทางธุรกิจการค้าการขายและการลงทุน ส่วนผลเสียหายทางระบบเศรษฐกิจทางอ้อม เนื่องจากการโฆษณาสินค้าและการค้าขายผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ สามารถจะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและซื้อขายสินค้าได้ทั่วโลก โดยไม่สามารถเก็บภาษีทางการค้าได้เลย นอกจากการเก็บได้เพียงภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าเท่านั้นเอง เนื่องจากผู้ขายอยู่นอกประเทศทั่วทุกมุมโลก จึงไม่สามารถเก็บภาษีรายได้จากการค้าได้ มูลค่าการค้าขายจำนวนมหาศาลในแต่ละเดือนที่คนไทยสั่งสินค้าจากต่างประเทศทางสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เกิดการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขาดดุลทางการค้า เงินตราไหลออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นการซื้อขายที่ประเทศไม่ได้รับประโยชน์กลับคืนเลย
ผลกระทบด้านสังคมจิตวิทยา การใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ไปในการล่อลวง หลอกลวง โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน สตรี รวมถึงผู้ใหญ่บางราย ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งมักจะใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการต่อต่อสื่อสารกับเหยื่อ โดยการสร้างภาพลักษณ์ แต่งภาพตนเอง ( Image ) และคุณสมบัติ ( Profile ) ให้ดูดี น่าคบหา น่าเชื่อถือ มีเสน่ห์ มีฐานะร่ำรวย เพื่อเปิดช่องทางในการติดต่อคบหากันให้เกิดความหลงเชื่อ และทำการล่อลวง ทำอนาจาร พร้อมทั้งถ่ายภาพ ถ่ายคลิปความสัมพันธ์ เพื่อใช้ในการแบล็กเมล์ ( Blackmail ) เรียกร้องผลประโยชน์เงินทองในภายหลัง เป็นต้น ซึ่งแต่ละปีมีสถิติการก่ออาชญากรรมในด้านนี้จำนวนไม่น้อย นับเป็นกระทบทางสังคม ทั้งตัวบุคคลที่ตกเป็นเหยื่อที่เสียหาย พ่อแม่ญาติพี่น้องที่เสื่อมเสียชื่อเสียง ทรัพย์สินเงินทอง นอกจากการที่เด็ก และเยาวชน ใช้เวลาหมกมุ่นอยู่กับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ จนติดเป็นนิสัย ที่เราเรียกกันว่า “ สังคมก้มหน้า ” ก่อให้เกิดพฤติกรรมแยกตัวเองออกมาจากสังคมโลกมนุษย์แห่งความเป็นจริง ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในโลกออนไลน์ มักถูกเสแสร้ง แต่งเติมจนหาความจริงแทบไม่ได้ ขาดการปฏิบัติสัมพันธ์ทางสังคมในลักษณะเผชิญหน้า ต่างคน ต่างอยู่ ขาดความอบอุ่นทางสังคมครอบครัว ลูกมักจะไม่ค่อยให้ความสนใจกับคนในครอบครัวมากนัก พ่อ-แม่มีความรู้สึกว้าเหว่เดียวดาย ทั้งๆ ที่อยู่กันครบหน้า แต่ไม่ค่อยมีเวลาพูดคุยกัน เอาเวลาส่วนใหญ่ไปใช้ในการติดต่อสารสื่อสารและสนทนากับเพื่อนๆ ในกลุ่มสังคมออนไลน์ ไม่มีเวลาเล่น ไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลาออกกำลังกาย และไม่มีเวลาดูหนังสือหนังหา ตำรับตำรา ทบทวนการเรียนต่างๆ เวลาเรียนบางรายยังแอบเล่น Social Media ก็มี  เหล่านี้จึงเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งของผลการจัดระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน
จะเห็นได้ว่าสื่อสังคมออนไลน์มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ตั้งแต่ ปัจเจกบุคคล สังคมส่วนรวม จนถึงระดับประเทศชาติ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา ทั้งนี้การป้องกัน ยับยั้ง  และสกัดกั้นการเผยแพร่ข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์นั้นกระทำได้ยาก หรือแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย  เนื่องจากไทยไม่ได้เป็นเจ้าของ Application และ Server ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ช่องทางการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์สามารถไปได้หลายเส้นทาง ทั้งทางยุโรปและสหรัฐอเมริกา เส้นทางหลักทางสหรัฐอเมริกาจะเชื่อมโยงมาจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และฮ่องกง ตัวอย่างเช่น ปัจจุบัน Gateway หลักของ Facebook ในแถบภูมิภาคนี้ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งสามารถเชื่อมผ่านเข้ามาประเทศไทยโดยใช้เคเบิ้ลไยแก้วใต้น้ำ ( Submarine Cable )  และมากระจายเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ รอบประเทศ เช่น เมียนมาร์ , ลาว , กัมพูชา เป็นต้น ซึ่งข้อมูลลูกค้า Facebook ที่สิงคโปร์ส่วนใหญ่มาจากประเทศไทยเป็นหลัก ( ลำดับที่ 2 ของโลก ) ถ้ามองดูจากแผนที่จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีศักยภาพ ทั้งด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ( Location ) และปริมาณกลุ่มลูกค้าทางการตลาด ( Customer ) ของภูมิภาคแถบนี้  เหมาะสมที่จะเป็นฮับ ( Hub ) ในภูมิภาคนี้ แต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากสิงคโปร์มีการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ โดยการสร้างคน และวางยุทธศาสตร์ในระยะยาวไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน
ดังนั้นในระดับนโยบายรัฐบาล จึงควรเร่งดำเนินการให้มีการเสริมสร้างศักยภาพในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งจะทำให้ไทยลดการสูญเสียรายได้ไปเป็นจำนวนไม่น้อย อีกทั้งสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ก็จะมีแนวโน้มที่จะย้าย Gateway มาตั้งอยู่ที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลาง ( Hub ) ในภูมิภาคเพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การบริหารจัดการปัญหาต่างๆ ซึ่งเกิดจากสื่อสังคมออนไลน์ ก็สามารถการบริหารจัดการได้โดยง่ายด้วยตนเอง
การใช้สื่อสังคมออนไลน์มีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ถึงแม้จะมีเชิงลบอย่างไร ก็แฝงด้วยประโยชน์ทางใดทางหนึ่งเช่นกัน หรือในบางครั้งก็อาจให้คนไม่ดีไปทำประโยชน์ในแง่หนึ่งได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ การใช้สื่อสังคมออนไลน์จะต้องมีคำแนะนำ หรือให้ข้อคิดในการใช้ ต้องสร้างให้เกิดความรู้ ความตระหนัก โดยไม่ควรปิดกั้น ทำนองยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ซึ่งเป็นอุปนิสัยของมนุษย์ หากสงสัยก็ยิ่งอยากรู้ ทั้งนี้จึงมีกระบวนการศึกษาสภาพแวดล้อม ( Environment )   สร้างบริบท ( Context ) สร้างต้นแบบ ( Prototype )  การรณรงค์ ( Campaign ) ให้คนใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างชาญฉลาด ในประเทศอื่นเขามีกันอยู่แล้ว “ ล้อมคอกก่อนวัวหาย ” แต่ในประเทศไทยจะเป็นลักษณะปล่อยให้เกิดขึ้น แล้วจึงติดตามแก้ปัญหา ตรงกับสุภาษิต “ วัวหายล้อมคอก ”  เนื่องจากการป้องกันไว้ก่อนอาจมีการทัดทาน จึงต้องปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อน จึงกล่าวอ้างและนำไปสู่การกำหนดมาตรการในเชิงรับ คือ การสร้างความสำนึก สร้างความตระหนัก โดยเริ่มจากคนรุ่นใหม่ อย่างเช่นในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี  เริ่มสร้างคนตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึง ปัจจุบัน และสร้างความเจริญก้าวหน้า จากบทเรียน ( Lesson Learned ) จากข้อเท็จจริง ตรงข้ามกับสังคมไทยที่มักเรียนรู้ตามกระแส แทนการศึกษาตามกรอบความคิดที่วางไว้
ระดับฐานรากของสังคมไทยในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในอนาคต คนไทยจะต้องมีจุดยืน และปลูกฝังให้เด็กเยาวชนรุ่นใหม่มีจุดยืน หรือสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้ไปตามกระแส ขาดวิจารณญาณ โดยการกำหนดหลักปฏิบัติ 3 ประการ คือ การรู้ , การตระหนัก และการสร้างจิตสำนึก  เมื่อมีจุดยืนครบ 3 สิ่ง ก็จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเองนั่นเอง เมื่อปัจเจกบุคคลมีภูมิคุ้มกัน สังคม ประเทศชาติก็จะมีภูมิคุ้มกันเช่นกัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนในรุ่นปัจจุบันในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ควรกำหนดมาตรการ 5 ข้อ คือ มาตรการรณรงค์ , มาตรการปลูกฝัง , มาตรการส่งเสริม , มาตรการป้องปรามป้องกัน และมาตรการลงโทษ ทั้งหมดต้องบริหารจัดการเชิงระบบ ให้ครบ 5 องค์ประกอบในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งการควบคุมจะทำได้ยากกว่าสังคมโลก จึงต้องมีมิติในการควบคุมที่สูงกว่า กำหนดกรอบเวลาในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ทั้งนี้การรณรงค์ให้มุ่งที่ “ คน ” ต่อจากนั้นจึงมุ่งสู่ “ สังคม ” โดยกำหนดเป็นกฎหมาย เพื่อให้เป็นกติกาของสังคมต่อไป
----------------------------------
แหล่งข้อมูล
http://thainews.prd.go.th/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=WNECO5804100010015

http://www.jaymart.co.th/line-behavior-shopping.asp