วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557

กองทัพไทยกับการสงครามโดยใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง

กองทัพไทยกับการสงครามโดยใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง
( Thai Armed Forces and Network Centric Warfare )
โดย พันเอก ฤทธี  อินทราวุธ
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

หากรู้เขารู้เรา แม้นรบกันตั้งร้อยครั้ง ก็ไม่มีอันตรายอันใด
ถ้าไม่รู้เขาแต่รู้เพียงตัวเรา แพ้ชนะย่อมก้ำกึ่งอยู่
หากไม่รู้ในตัวเขาตัวเราเสียเลย ก็ต้องปราชัยทุกครั้ง ที่มีการยุทธ์นั้นแล
ซุนวู ( Sun Tzu  )

ซุนวู  ( Sun Tzu  ) นักปราชญ์ชาวจีน และ นักยุทธศาสตร์ทหาร ในยุค ๔๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล หรือ ประมาณ ๒๔๐๐ ปีมาแล้ว ได้ให้ทัศนะเชิงปรัชญาถึง ความสำคัญของข้อมูลข่าวสาร ( Information ) ซึ่งก่อให้เกิดความได้
เปรียบ เสียเปรียบอย่างชัดเจน ดังคำกล่าวที่มักจะได้ยินได้ฟังกันอย่างคุ้นหูว่า “ รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ” และในยุคปัจจุบันหากสามารถจะบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารดังกล่าว ให้มีความถูกต้อง ทันสมัย รวดเร็ว และเกิดประสิทธิภาพในการนำมาใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด ก็จะยิ่งสร้างความได้เปรียบอย่างมหาศาล ดังที่หลายคนเคยกล่าวว่า “ ผู้ใดครอบครองข้อมูล ผู้นั้นจะครองโลก ” ซึ่งปัจจัยที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน                   ( Infrastructure ) ในการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารที่สำคัญหลัก ก็คือ เครือข่าย ( Network ) นั่นเอง
ดังนั้น ในยุคปัจจุบันแทบจะทุกองค์กรซึ่งเป็นองค์กรสมัยใหม่ ทั้งภาครัฐ และธุรกิจเอกชน ต่างหันมาให้ความสนใจกับคำว่า การใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ( Network Centric ) กันอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้เนื่องมาจากความเจริญก้าวหน้าของการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และเครื่องมือสื่อสารต่างๆ รวมทั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเครือข่าย ที่ทำให้การเชื่อมต่อ และการสื่อสารระหว่างองค์กร และบุคคล เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก และรวดเร็วทันเวลา 
ด้านวงการการทหาร การสงครามโดยใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ( Network Centric Warfare ) เป็นแนวคิดการทำสงครามโดยใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ประกอบกับการประยุกต์ใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางทหารทั้งภายใน และระหว่างหน่วยทหาร ทั้งระดับยุทธวิธี ยุทธการ และยุทธศาสตร์ เพื่ออำนวยให้ข้อมูลข่าวสาร ภาพสถานการณ์ และคำสั่งการผ่านการสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง ที่สำคัญจะช่วยให้ผู้บังคับบัญชาสามารถวิเคราะห์ ประมาณสถานการณ์ และตัดสินใจดำเนินกลยุทธ์ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ทันเวลา และทันการ อันจะก่อให้เกิดความได้เปรียบในการทำสงคราม
กองทัพสหรัฐฯ นับว่าเป็นประเทศแรก ที่ได้นำเสนอแนวความคิดการทำสงครามโดยใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ( Network Centric Warfare ) มาใช้ในการพัฒนากองทัพ ตั้งแต่เมื่อประมาณ ๑๗ ปีที่แล้ว (.. ๒๕๓๙ ) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการทางทหารต่าง ๆ ด้วยการต่อเชื่อมระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เผยแพร่แนวความคิดในการพัฒนากองทัพให้มีขีดความสามารถในการทำการรบ โดยใช้ระบบศูนย์กลางเครือข่าย ( Network Centric ) ซึ่งมีหลักการทำงานดังนี้ คือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ( Data Exchange )  การตระหนักรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกัน            ( Shared Situation Awareness ) การปฏิบัติการที่ประสานสอดคล้องมีความรวดเร็วในการสั่งการและควบคุมบังคับบัญชา ( Co-operations ) และการปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพ ( Efficiency Operations )
การพัฒนาทางการทหารที่นำไปสู่ สงครามที่ใช้เครือขายเป็นศูนย์กลาง มีที่มาจากอิทธิพลของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ เทคโนโลยีสารสนเทศ การดำเนินการธุรกิจ และ แนวคิดเรื่อง องคกรสมัยใหม่ ทั้งนี้มีความเชื่อมโยงของประเด็นหลักๆ ประเด็น คือ
๑. การเปลี่ยนกระบวนทัศนจาก การรวมศูนยสั่งการไปสู่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง      ( Unified Command to Network Centric )
๒ การเปลี่ยนกระบวนทัศน์จาก การมีอิสระในตัวเอง เปนการเป็นสวนหนึ่งที่ตองปรับตัวอยางตอเนื่องในระบบที่เปนพลวัติ ( Freedom to Dynamic Adaptation )
๓. ความสำคัญของการเลือกทางยุทธศาสตร ที่มีการปรับตัวหรือเพื่อสรางความอยู่รอดจากผลของการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดลอม ที่แม้แต่เปนเรื่องเล็กนอย ซึ่งอาจสงผลอยางใหญหลวง ( Environment Adaptation )
กองบัญชาการกองทัพไทย มีแนวความคิดใน การสงครามโดยใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง             ( Network Centric Warfare ) โดยได้จัดตั้ง ศูนย์บัญชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ขึ้นมา เพื่อบูรณาการระบบควบคุมบังคับบัญชา ( C4I ) ของเหล่าทัพต่างๆ คือ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงสามารถมองเห็นข้อมูลและภาพสถานการณ์ในเวลาเดียวกัน เพื่อการตกลงใจ และสั่งการปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และทันเวลา โดยวางระบบเครือข่ายไปยังศูนย์ปฏิบัติการ ( ศปก. ) ของแต่ละเหล่าทัพ ซึ่งแนวคิดดังกล่าว เป็นเพียง การรวมศูนยสั่งการ  ( Unified Command ) ไปยังเหล่าทัพ โดยที่แต่ละเหล่าทัพยังไม่สามารถรับรู้ข้อมูลและสถานการณ์ร่วมกันได้ เนื่องจากระบบควบคุมบังคับบัญชา ( C4I ) ของแต่ละเหล่าทัพมีความแตกต่างกัน ยกเว้นระบบสื่อสารและระบบการประชุมทางไกล ( Video Telephone Conference : VTC )
กองทัพอากาศ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ ( Vision ) และจัดทำแผนการพัฒนาเพื่อนำไปสู่กองทัพอากาศชั้นนำในภูมิภาค ( One of The Best Air Forces in ASEAN ) โดยกำหนดยุทธศาสตร์กองทัพอากาศ ในระยะ ๑๐ ปี ตั้งแต่ ๒๕๕๒-๒๕๖๒ แบ่งการพัฒนาออกเป็น ๓ ระยะ คือ
ระยะที่ ๑ ปี ๒๕๕๒-๒๕๕๔ เป็นการมุ่งนำเอาเทคโนโลยีกำลังทางอากาศ และเทคโนโลยีสารสนเทศ มาเป็นเครื่องมือในการเตรียมกำลัง และใช้กำลังทางอากาศ เพื่อก้าวสู่การเป็น กองทัพอากาศยุคดิจิตอล ( Digital Air Force ) และเพื่อพัฒนากองทัพอากาศไทยไปสู่เครือข่าย ตามแผนโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาสู่ การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง          ( Network Centric Operations : NCO )
ระยะที่ ๒ ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๘ เป็นการพัฒนากองทัพอากาศไปสู่ กองทัพอากาศที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ( Network Centric Air Force ) มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบและการปฏิบัติการที่มิใช่การรบ เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามในทุกรูปแบบ รวมถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในยุคสงครามที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ( Network Centric Warfare : NCW )
ระยะที่ ๓ ปี ๒๕๕๙-๒๕๖๒ กองทัพอากาศจะมีขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิตอล และแนวคิดการปฏิบัติการใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ( Network Centric Operations : NCO ) ในการปฏิบัติการรบและปฏิบัติการที่มิใช่การรบ เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามในทุกรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กองทัพเรือ กับการพัฒนาสู่การสงครามที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ( Network Centric Warfare ) นับว่าอยู่ในขั้นตอนที่กำลังดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาองค์ความรู้ และโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นขั้นตอน เป็นระบบ และสอดคล้องกับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วโดยมีการพัฒนาแบ่งเป็น ๓ ลักษณะ ดังนี้
๑. การพัฒนาด้านองค์บุคคล โดยการฝึกอบรม สัมมนา ความรู้ และการสร้างความตระหนักด้านการรักษาความปลอดภัยระบบสารสนเทศ
๒. การพัฒนาด้านการบริหารจัดการ โดยการพัฒนาปรับปรุงเครื่องมือให้สอดคล้องกับความต้องการทางยุทธการและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการจัดตั้งศูนย์ประสานงานสงครามสารสนเทศ
๓. การพัฒนาด้านการควบคุมบังคับบัญชาและเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการปรับปรุงระบบสื่อสารและการควบคุมสั่งการ และการพัฒนาด้านสงครามไซเบอร์ ( Cyber Warfare )
กองทัพบก เริ่มมีแนวความคิดด้าน การสงครามที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ( Network Centric Warfare )  โดยได้ประกาศให้ปี ๒๕๕๗ เป็น “ ปีแห่งการเตรียมความพร้อมกองทัพบกไปสู่อนาคต ” และกำหนดทิศทางการพัฒนากองทัพบก ให้มีความพร้อมสู่อนาคต ในด้านความทันสมัย ด้วยเทคโนโลยี โดยให้ทุกสายงานพิจารณานำเทคโนโลยีที่เหมาะสม มาใช้ในกระบวนการทำงาน หรือพัฒนาหน่วยงาน เพื่อให้มีความทันสมัย ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ สถานที่ มุ่งสู่การเป็นกองทัพที่ทันสมัย มีมาตรฐานในระดับสากล และเป็นที่ยอมรับของมิตรประเทศ นอกจากนี้กองทัพบกยังได้เตรียมความพร้อมไปสู่ การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ( Network Centric Operations ; NCO ) ดังนี้
๑. การจัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกองทัพบก ปี ๒๕๕๗ – ๒๕๖๑ เพื่อมุ่งสู่ การพัฒนาระบบปฏิบัติการโดยใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ( Network Centric Operations ; NCO )
๒. การกำหนดแนวความคิดในการปรับปรุง/เปลี่ยนผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไปสู่ระบบดิจิตอล หรือที่เรียกว่า กองทัพบกยุคดิจิตอล( Digital Army )
๓.  การกำหนดแนวความคิดในการพัฒนาระบบโครงข่ายการสื่อสารทางยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี มุ่งไปสู่การสื่อสารข้อมูล ( Data Communication ) เพื่อรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลทางยุทธิวิธี
๔. การกำหนดแนวทางการพัฒนาระบบการรักษาความปลอดภัยด้านสารสนเทศ         ( Cyber Security ) และระบบเครือข่ายภายในของกองทัพบก
๕. การเตรียมการจัดตั้งหน่วย หรือ ปรับความรับผิดชอบงานสายวิทยาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้มีศักยภาพ สามารถปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ( Network Centric Operations ; NCO )
สรุป การพัฒนาองค์กรในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ( Network Centric ) ถือเป็นกระแสแนวโน้ม ( Trend ) ของโลกปัจจุบันและในอนาคตที่กำลังมาแรง เพื่อการพัฒนาศักยภาพขององค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และมีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันโดยอาศัยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเครือข่าย ยุค 3G และ 4G ที่ทำให้การเชื่อมต่อ และการสื่อสารระหว่างองค์กร และบุคคล เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก และรวดเร็วทันเวลา 
ในด้านวงการทหาร การพัฒนากองทัพเพื่อไปสู่ การสงครามที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง             ( Network Centric Warfare ) โดยเฉพาะของกองทัพไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงของประเทศ ต่างกำลังเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน แต่ก็ยังมีความแตกต่างในด้านความเจริญก้าวหน้าของการพัฒนา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กรที่จะมองเห็นความสำคัญมากน้อยเพียงใด แต่อย่างไรก็ตามพอจะถือได้ว่า กองทัพไทยรวมถึงเหล่าทัพต่างได้มีการเตรียมความพร้อมและกำลังเร่งดำเนินการไปสู่เป้าหมายดังกล่าว บางองค์กรเป้าหมายอยู่ในขั้นการรวมศูนยสั่งการ ( Unified Command ) บางองค์กรเป้าหมายอยู่ในขั้นสงครามไซเบอร์ ( Cyber Warfare ) บางองค์กรเป้าหมายอยู่ในขั้นปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ( Network Centric Operations ; NCO ) และบางองค์กรเป้าหมายอยู่ในขั้นการสงครามที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง             ( Network Centric Warfare ; NCW ) โดยเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนากองทัพ คือ การสร้างเสริมกำลังกองทัพให้มีศักยภาพ และมีความพร้อมในการปฏิบัติการทางทหารและปฏิบัติการทางทหารที่มิใช่สงคราม       ( Military Operations Other Than War ; MOOT War ) ตลอดจนความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามในทุกรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นเอง

บรรณานุกรม
กองทัพบก ,  “ ๒๕๕๗ เป็นปีแห่งการเตรียมความพร้อมกองทัพบกสู่อนาคต”,  กรุงเทพฯ , ๒๕๕๖
ชเนนทร์ สุขวารี,น..,  “ บทบาทของกองทัพอากาศกับ Network Centric Warfare”, กรุงเทพฯ . ๒๕๕๕
วิสันติ สระศรีกา,พ.อ. ,“ สงครามที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ( Network Centric Warfare )”, กรุงเทพฯ, ๒๕๕๕
ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์, พล.ร.ท.  กองทัพเรือกับการพัฒนาสู่การสงครามที่ใช้เครือข่ายเป็นกลาง”, กรุงเทพฯ,๒๕๕๔
สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ( องค์การมหาชน ) กระทรวงกลาโหม, “ เปิดประตูสู่เทคโนโลยีป้องกันประเทศ ”        กรุงเทพฯ, ๒๕๕๔

----------------------------------------

วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557

การประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ไทย- สหรัฐ ( Cyber Security – SMEE )

การประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ไทย- สหรัฐ
( Cyber Security – Subject Master Expert Exchange ( SMEE )
 โดย พันเอก ฤทธี  อินทราวุธ
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

ปัจจุบันแนวโน้มของภัยคุกคามด้านไซเบอร์ นับวันจะทวีความรุนแรงและเข้มข้นมากขึ้นตามลำดับ ส่งผลกระทบไปในวงกว้างทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา และความมั่นคงของประเทศ หลายประเทศต่างให้ความสำคัญกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์มากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ อาทิเช่น สหรัฐอเมริกา โดยกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน ( PENTAGON ) ได้จัดตั้งหน่วยบัญชาการไซเบอร์ ( Cyber Command ) ขึ้นเมื่อเดือน พฤษภาคม2553 เพื่อหวังว่าจะเอาไว้ใช้ป้องกันเครือข่ายทางทหารของอเมริกัน และจู่โจมตอบกลับระบบของประเทศอื่นที่เข้ามาโจมตี ภายใต้การควบคุมของผู้บริหารสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ประเทศอังกฤษ ได้ก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ขึ้น โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่สำนักงานใหญ่ด้านการสื่อสารและคมนาคมของประเทศ  ประเทศจีน มีแผนจะพัฒนาไปเป็น ประเทศเจ้าแห่งสงครามไซเบอร์ ภายในกลางศตวรรษที่ 21 นี้ เช่นเดียวกับ ประเทศอิหร่าน ที่อีกไม่ช้าจะขอเป็น กองทัพไซเบอร์ใหญ่สุดเป็นลำดับ 2 ของโลก ไม่รวมถึง รัสเซีย อิสราเอล และเกาหลีเหนือ ต่างดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับหลายประเทศที่กล่าวมา เพื่อมิให้ตกขบวนในยุคที่โลกกำลังหันมาทำการยุทธ์แนวใหม่กันทางอินเตอร์เน็ต เป็นอันสรุปว่า ณ ปัจจุบันนี้ สงครามไซเบอร์ซึ่งมุ่งโจมตี หรือ ก่อวินาศกรรมกันทางสื่อสารสนเทศ  กำลังอุบัติขึ้นมาแล้วบนโลกใบนี้
งานนิทรรศการเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ ปี 2556 ( Defence & Security 2013 ) ซึ่งจัดขึ้นที่ อิมแพค เมืองทองธานี โดยกระทรวงกลาโหมเป็นเจ้าภาพ ได้มีการถกกันในหัวข้อ สงครามไซเบอร์ สิ่งที่ท้าทายความร่วมมือในอนาคตของชาติอาเซียน ” ( Cyber Warfare : A Challenge  of ASEAN Cooperation in Future ) ห้วงเดือนพฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา โดยประเด็นดังกล่าวได้ถูกกำหนดให้เป็นหัวข้อหลักของการสัมมนานานาชาติซึ่ง ประกอบด้วยประเทศสมาชิกอาเซียนและมิตรประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักถึงภัยคุกคามด้านไซเบอร์ และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในเร็วๆ นี้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความท้าทายของ การเปลี่ยนแปลงสงครามไซเบอร์ ที่อาจถูกมองว่าใช้เป็นเครื่องมือทางการทหาร หรือ สัญลักษณ์แห่งความขัดแย้ง ให้กลายเป็น สัญลักษณ์แห่งความร่วมมือ และเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงความมุ่งมั่นแห่งชาติอาเซียนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
สำหรับรัฐบาลไทย ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่ง ชาติ ( National Cyber Security Committee : NCSC ) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคง กระบวนการยุติธรรม และด้านเศรษฐกิจ ร่วมเป็นกรรมการฯ โดยมีหน้าที่หลักในการจัดทำนโยบายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เพื่อให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการปกป้อง ป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ด้านภัยคุกคามในไซเบอร์ ที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ครอบคลุมถึงความมั่นคงทางการทหาร ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตลอดจนติดตามและประเมินผลการปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อันจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สอดคล้องกับแนวทางการจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประชาคมอาเซียน 
ด้านวงการทหาร นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้อนุมัติหลักการจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการไซเบอร์กลาโหม ( Cyber Operations Center )  ขึ้น กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เตรียมจัดตั้งหน่วยงานด้านไซเบอร์โดยตรง  ( Cyber Command )  เพื่อขึ้นมารองรับการปฏิบัติงานความมั่งคงปลอดภัยของประเทศ จากภัยคุกคามด้านไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ครอบคลุมถึงความมั่นคงทางด้านการทหาร และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ โดยศูนย์ปฏิบัติการไซเบอร์กลาโหม จะเป็นแกนหลัก ในด้านการพัฒนาบุคลากรด้านนี้ให้กับกำลังพลสังกัดกระทรวงกลาโหม โดยจะมีห้องปฏิบัติการสำหรับการฝึกปฏิบัติด้านสงครามไซเบอร์ ( Cyber Warfare ) รวมถึงการสร้างภาคี เครือข่าย ประชาคม ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศด้านไซเบอร์ในการรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์
ในส่วนของกองทัพบก อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุม Executive Steering Group ( ESG )  เมื่อเดือน พฤษภาคม 2556 โดยความร่วมมือทางทหาร ระหว่างกองทัพบกไทย และกองทัพบกสหรัฐ ทำให้เกิดข้อตกลงกันในการดำเนินการจัดการประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ไทย สหรัฐ ( Cyber Security – Subject Master Expert Exchange ( SMEE ) ในห้วงเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ขึ้น โดยมี ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท.) รับผิดชอบดำเนินการ นับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือของกองทัพบกกับมิตรประเทศ ที่จะนำไปสู่การเตรียมความพร้อมในด้านสงครามไซเบอร์ และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ เช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น
การประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ไทย สหรัฐ ( Cyber Security – Subject Master Expert Exchange ( SMEE ) ที่กองบัญชาการกองทัพบก เมื่อ 25-27 กุมภาพันธ์ 2557 โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่สำคัญของกองทัพบกไทยทั้งในส่วน กรมฝ่ายเสนาธิการ , ส่วนการศึกษา , หน่วยบัญชาการระดับกองทัพภาค , หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านไซเบอร์ของกองทัพบก ผู้แทนจากกองบัญชาการกองทัพไทยและกระทรวงกลาโหม รวมถึงคณะผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์จากกองทัพบกสหรัฐ รวมจำนวนประมาณ 40 นาย โดยมีประเด็นสำคัญในการประชุมหารือ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อสร้างเสริมความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ต่างๆ ในอันที่จะนำไปสู่การแสวงหาความร่วมมือกันในด้านต่างๆ ในอนาคตอันใกล้นี้ อาทิเช่น การฝึกอบรมหลักสูตรการรับรองความปลอดภัยด้านสารสนเทศ ( Information Assurance Training ) , การรับรองระบบ ( Certification and Accreditation ) , การปฏิบัติการป้องกันด้านไซเบอร์ ( Defensive Cyber Operations ) , การตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน ( Incident Response ) และระบบ DOTMLPF ซึ่งหมายถึง หลักนิยม ( Doctrine ) การจัดองค์กร ( Organization ) การฝึกอบรม ( Training ) อุปกรณ์เครื่องมือ ( Material ) ความเป็นผู้นำ ( Readership ) การศึกษา ( Education ) บุคลากร ( Personnel ) และ สิ่งอำนวยความสะดวก ( Facilities ) เป็นต้น

นอกจากนี้ ในกรอบของการประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ไทย สหรัฐ ยังประกอบไปด้วย ข้อพิจารณา หารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันในกรอบการปฏิบัติด้านเครือข่าย ( NetOps ) ซึ่งประกอบด้วย การสร้างความตระหนักต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ( Situational Awareness ; SA ) การควบคุมบังคับบัญชา ( Command and Control ; C2 ) และการประสานงานร่วมกันในอนาคต ( Coordination ) รวมถึงแนวทางการปฏิบัติการป้องกันร่วมกัน ( Co – Operations )

สรุปผลของการประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ไทย สหรัฐ ในครั้งนี้ นับว่าเกิดประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมการประชุมฯ เป็นอย่างมากต่อทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายกองทัพบกไทย ที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะ และประสบการณ์กับคณะผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ของฝ่ายสหรัฐ และได้มีการนำประเด็นสภาวะแวดล้อม ปัญหา ข้อขัดข้องต่างๆ ของหน่วย ประสบการณ์ ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจนความรู้ด้านไซเบอร์ที่ได้รับจากการประชุมฯ มานำเสนอ ร่วมการพิจารณา หารือ และระดมความคิด ( Brainstorming ) เพื่อให้ได้ข้อสรุปเป็นฉันทามติในการจัดทำเป็นกรอบการปฏิบัติการร่วมกันในอนาคต โดยจัดทำเป็นแผนที่เชิงความคิด ( Mind Map ) แผนที่การทำงาน ( Roadmap ) และกรอบความคิดในการทำงาน ( Frame Work ) ในการดำเนินการด้านไซเบอร์ของกองทัพบก ดังมีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้
1. แผนที่เชิงความคิด ( Mind Map )

แผนที่เชิงความคิด ( Mind Map ) ด้านไซเบอร์ของกองทัพบก ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ ด้านนโยบาย , ด้านความรู้ , ด้านโครงสร้างองค์กร และด้านการปฏิบัติงาน โดยแต่ละด้านจะต้องดำเนินการดังนี้
        1.1 ด้านนโยบาย  ควรจะต้องดำเนินการจัดทำแผนแม่บทฯ ( Master Plan ) การกำหนดระเบียบปฏิบัติ ข้อบังคับต่างๆ ( Regulations ) รวมถึงการประชุมชี้แจง ( Explanations ) ตรวจเยี่ยมแนะนำและการติดตาม ประเมิน ตรวจสอบการปฏิบัติฯ ( Inspection ) การจัดตั้งคณะกรรมการฯ ( Committee ) เพื่อประชุมติดตาม กำกับการดำเนินการตามนโยบายฯ และการรับรองระบบ ( Certification and Accreditation ; CA )
        1.2 ด้านความรู้  ควรจะต้องดำเนินการจัดการประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ไทย-สหรัฐ ( Cyber Security – Subject Master Expert Exchange ( SMEE ) อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลก  การจัดการองค์ความรู้ด้านไซเบอร์  ( Cyber Knowledge Management ; KM ) รวมถึงการศึกษาดูงานต่างๆ การดำเนินการฝึกอบรมฯ ( Training ) ทั้งหลักสูตรภายใน-ภายนอก รวมถึงการขอรับการสนับสนุนทุนต่างประเทศ จาก JUSMAG THAI และการจัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ( Seminar ) เป็นประจำทุกปี เพื่อเพิ่มพูนความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคที่เกี่ยวข้องของกองทัพบก
        1.3 ด้านโครงสร้างองค์กร ควรจะต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงโครงสร้าง ภารกิจการจัดองค์กร และแนวทางการบรรจุอัตรากำลังพลของกองทัพบก ทั้งในระดับกองทัพบก กองทัพภาค และหน่วยระดับกองพลหรือเทียบเท่า เพื่อให้มีขีดความสามารถพร้อมรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ และเป็นไปตามนโยบายของหน่วยเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการออกคำสั่งกองทัพบก เพื่อจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการด้านไซเบอร์และการปฏิบัติการข่าวสาร ( ใช้เพื่อพลาง ) เป็นการเฉพาะโดยตรง เช่น ศูนย์ปฏิบัติการข่าวสารและไซเบอร์ของกองทัพบก ( Army Information Operations and Cyber Center ; IOCC ) เป็นต้น โดยดำเนินการจัดตั้งเช่นเดียวกับ ศูนย์เทคโนโลยีทางทหารกองทัพบก ( ศทท.ทบ.) มีฐานะเป็นหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ( นขต.ทบ.) ภายใต้การกำกับดูแลทางฝ่ายอำนวยการของ กรมยุทธการทหารบก ( ยก.ทบ.) ใช้โครงสร้าง อัตรา การจัดหน่วย จาก อจย. ของ ศูนย์ป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก ( ศปภอ.ทบ.) และบรรจุกำลังพลช่วยราชการเพื่อปฏิบัติงานในเบื้องต้น โดยไม่มีผลกระทบกับยอดกำลังพลของกองทัพบก
        1.4 ด้านการปฏิบัติการ ควรจะต้องเร่งดำเนินการจัดตั้งภาคีเครือข่ายหรือประชาคมไซเบอร์ ( Communities ) การให้บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ( e-mail ) ของกองทัพบก การพัฒนาโปรแกรมและระบบงานต่างๆ เพื่อการใช้งานของกองทัพบก ( Applications ) ให้มีมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัย  การติดตั้งอุปกรณ์เครื่องมือด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ( Tools )  เช่น ระบบ Intrution Detection System ( IDS ) Intrution Protection System ( IPS ) รวมถึงการฝึกปฏิบัติการด้านไซเบอร์ ( Workshop )  โดยดำเนินการแสวงหาความร่วมมือกับ กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและธุรกิจเอกชน

2. แผนที่การทำงาน ( Roadmap )


3. กรอบความคิดในการทำงาน ( Frame Work)

บทสรุปของการประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ไทย สหรัฐ ในครั้งนี้ หากกองทัพบกได้มีการพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการตามแนวความคิดดังกล่าว ก็จะเป็นประโยชน์ต่อกองทัพและประเทศชาติโดยส่วนรวมในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ ( Cyber Security ) เพราะทำสิ่งทุกอย่างจะก่อเกิดมรรคผลเป็นรูปธรรมได้จริง ก็มักจะขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการปฏิบัติ มิเช่นนั้นก็จะเป็นเพียงทฤษฎีบทหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถนำไปใช้ให้ก่อเกิดประโยชน์อะไรได้อย่างเต็มที่ และความคุ้มค่าในการลงทุนเพื่อให้สร้างหลักประกัน หรืองานด้านความมั่นคงนั้น มักจะประเมินด้วยความยากลำบาก จนกว่าจะเกิดความเสียหายและผลกระทบอันเนื่องมาจากการขาดหลักประกัน หรือการละเลยในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัย เช่นเดียวกับการประกันอุบัติเหตุต่างๆ กรณีที่ไม่เกิดเหตุการณ์ ควรจะถือว่าเป็นความโชคดี มากกว่าความสูญเปล่าในการทำประกัน กรณีที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น ก็จะมีหลักประกันในการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น หลักการสำคัญอยู่ที่การตั้งอยู่กับความไม่ประมาท ดัง พุทธศาสนสุภาษิต อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ( อ่านว่า อับปะมาโท อะมะตัง ปะทัง ) แปลว่า “ ความไม่ประมาท เป็นหนทางไม่ตาย

แหล่งอ้างอิงข้อมูล
1. บทความเรื่อง อัฟเดทกองทัพไทย รับสงครามไซเบอร์ จากข้อมูลออนไลน์
http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/382273
2. บทความเรื่อง สงครามไซเบอร์สิ่งท้าทายความร่วมมือในอนาคตของอาเซียน จากข้อมูลออนไลน์  http://rittee1834.blogspot.com/2013/11/blog-post_12.html
3. บทความเรื่อง กองทัพบกกับความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ของชาติ จากข้อมูลออนไลน์  http://rittee1834.blogspot.com/2013/11/blog-post.html

4. เอกสารประกอบการประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ไทย- สหรัฐ ( Cyber Security – Subject Master Expert Exchange ( SMEE ) ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การปฏิบัติการข่าวสารในสถานการณ์ความขัดแย้ง

การปฏิบัติการข่าวสารในสถานการณ์ความขัดแย้ง
( Information Operation ( IO)  in Conflict Situations )
โดย พันเอก ฤทธี  อินทราวุธ
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

ความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน และในอนาคตอันใกล้นี้ ทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้สรรพสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ เกิดการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เพื่อให้สอดรับกับสภาวะแวดล้อมของโลก บางสิ่งที่ล้าสมัยก็จะค่อยๆ มลายสูญหายไป และเกิดการพัฒนาบางสิ่งบางอย่างใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทนความต้องการเพิ่มมากขึ้น บางสิ่งมีการประยุกต์ ปรับเปลี่ยนรูปแบบ
แนวคิด และกระบวนการ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ วิถีชีวิต และการดำรงชีวิตของคนที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ที่สำคัญผลกระทบด้านจิตใจ ความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ ความเชื่อ ความโกรธ ความเกลียด ความหลงอันเนื่องมากจากความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ ดังกล่าวได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในด้านสงครามจิตวิทยา ( Psychological Warfare ) และการแย่งชิงมวลชน ( Mass Snatching ) ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง ( Conflict Situations ) อย่างแพร่หลาย
นักอนาคตศาสตร์ได้คาดการณ์ และลงบทความไว้ในนิตยสาร The Futurist เกี่ยวกับรูปแบบการดำรงชีวิตของมนุษย์โลกในยุคปัจจุบันและอนาคตที่อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรง ชีวิต รวมถึงสรรพสิ่งที่จะสูญหายไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อันเนื่องจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นใหม่ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้อยู่หลายประเด็น อาทิเช่น ความเหลื่อมล้ำด้านวัฒนธรรม ภาษา และการศึกษา , ระบบการศึกษา , รูปแบบของสหภาพ , การสร้างงานรูปแบบใหม่ๆ , รูปแบบของห้างร้านต่างๆ , การบริการทางการแพทย์ , สิ่งพิมพ์ต่างๆ , ประสบการณ์แบบดั่งเดิมของมนุษย์ , อุปกรณ์เทคโนโลยี และความไม่ปลอดภัยต่างๆ เป็นต้น ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา การปฏิบัติการข่าวสารในสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยเฉพาะด้านความเหลื่อมล้ำด้านวัฒนธรรม ภาษา และการศึกษา โดยคาดการณ์ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในปี 2020 จะสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศได้จากทั่วโลกอย่างทั่วถึงผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และอุปกรณ์มือถือแบบสมาร์ทโฟน ( Smart Phones ) จะทำให้คนรุ่นใหม่ๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างแพร่หลาย กว้างขวาง ไร้พรมแดน ไร้ขีดจำกัด ระบบการศึกษาอาจจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาครูผู้สอน สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองได้อย่างหลากหลายช่องทาง การใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารจะมีความโน้มเอียง และความนิยมมาใช้ภาษาของประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นหลัก เช่น ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน การหลั่งไหล แพร่กระจาย และการซึมซับรับเอาวัฒนธรรมของประเทศที่คล้ายคลึงกัน หรือที่มีความทันสมัยและโดดเด่นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความเหลื่อมล้ำต่างๆ ลดลงและหายไป รวมไปถึงภาษาต่างๆ จำนวนนับพันภาษาจะหายสาบสูญไปภายในปี ค.ศ. 2030 และภาษาที่ในการติดต่อสื่อสารไม่ว่าจะเป็นภาษาใด จะมีความเป็นสากล สามารถติดต่อสื่อสาร และสื่อความเข้าใจในการสื่อสารผ่านระบบแปลภาษาแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างอัตโนมัติ รวมถึงมีการบัญญัติศัพท์ สำนวนแปลกๆ ใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้ในสังคมเพิ่มมากขึ้น
ในยุคปัจจุบันนี้ ข้อมูลของเราทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน ทัศนะคติ ความเชื่อ รสนิยม รวมถึงพฤติกรรมต่างๆ ของเรา จะถูกบันทึก และถูกเผยแพร่ในระบบสารสนเทศ บุคคลอื่นๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งความจงใจของตนเอง หรือความไม่สมัครใจ จะทำให้เราขาดความเป็นส่วนตัว และเป็นการละเมิดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล อุปกรณ์มือถือแบบ Tablet และ Smart Phones ที่สามารถเชื่อมต่อเทคโนโลยีการสื่อสารอื่นๆ ที่ทันสมัย ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งจะทำให้เราขาดการวิเคราะห์ ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง และดุลยพินิจในการพิจารณาข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบ อย่างสมเหตุสมผลตามข้อเท็จจริง  ส่งผลให้เกิดทัศนะคติ และความเชื่อไปในทางใดทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว ยิ่งมีการตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการซึมซับด้วยข้อมูลข่าวสารที่ถูกรวบรวมมาจากระบบสารสนเทศ ผ่านการนำเสนอด้วยเทคนิค รูปแบบ และสื่อต่างๆ ที่ทันสมัย สร้างความตื่นตา เร้าอารมณ์ ดึงดูดความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นระบบสื่อสารมวลชน ระบบสารสนเทศ และการสื่อสารแบบเผชิญหน้าโดยตรง ก็จะส่งผลกระทบทางด้านจิตใจ ความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อ ความศรัทธา ความโกรธเกลียด ชิงชัง เครียดแค้น สิ้นหวัง หมดศรัทธา จนถูกครอบงำปลูกฝังลงไปถึงจิตใต้สำนึกเสมือนถูกฝังด้วยไมโครชิป ซึ่งเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน
ความเหลื่อมล้ำด้านวัฒนธรรม ภาษา และการศึกษา ในมุมมองของ การปฏิบัติการข่าวสารในสถานการณ์ความขัดแย้ง จะเห็นได้ชัดจากปรากฏการณ์ความขัดแย้ง และการเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายๆ ประเทศ ซึ่งมักจะมีการเลียนแบบวัฒนธรรม และพฤติกรรมต่างๆ ผ่านทางสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศในการต่อสู้เรียกร้องไปในลักษณะ รูปแบบ และทิศทางใกล้เคียงกัน ซึ่งจะมีความแตกต่างจากพฤติกรรมในอดีตอย่างเห็นได้ชัด  มีการประดิษฐ์คิดค้นสำนวน ศัพท์แสง และการนำภาษาสมัยใหม่มาใช้เป็นจุดขาย อาทิเช่น Set Zero , Restart , Shutdown ฯลฯ เป็นต้น  รวมถึงการสร้างวาทะกรรมต่างๆ  เพื่อการประชาสัมพันธ์ และการโฆษณาชวนเชื่อ ให้กลุ่มมวลชนหันมาให้การสนับสนุนการต่อสู้เรียกร้อง และการสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายตนเอง มีการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความรู้ต่างๆ จริงบ้าง เท็จบ้าง จริงบางส่วน เท็จบางส่วน ในเชิงการให้ความรู้ ให้การศึกษา การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผ่านสื่อต่างๆ ที่มีอยู่  ผ่านวีดีทัศน์ หรือผ่านการนำเสนอบนเวทีปราศรัย โดยอ้างอิงข้อมูล หลักการต่าง ๆ ที่รวบรวมมาจากระบบสารสนเทศ เพื่อทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความน่าเชื่อถือในข้อมูลข่าวสารที่นำมาเสนอ โดยมีความมุ่งหมาย เพื่อทำให้กลุ่มมวลชนแนวร่วมฝ่ายตน เกิดความความเชื่อมั่นในความถูกต้องและความชอบธรรมในการกระทำของฝ่ายตน เกิดความภาคภูมิใจ ความฮึกเหิมและความคาดหวังในผลสำเร็จของการต่อสู้เรียกร้อง และปักหลักอยู่ร่วมกิจกรรมอย่างเหนียวแน่น เพื่อไม่ให้จำนวนกลุ่มมวลชนแนวร่วมซึ่งเป็นพลังการขับเคลื่อนหลักลดน้อยถดถอยลงไปตามกาลเวลา ก่อนที่การต่อสู้เรียกร้องจะบรรลุเป้าหมายหรือผลสำเร็จ
ส่วนกลุ่มที่มีความคิดเห็นต่าง หรือกลุ่มตรงกันข้าม ซึ่งมีท่าทีเป็นปรปักษ์กับกลุ่มต่อสู้เรียกร้องนั้น เป็นการยากที่แกนนำกลุ่มต่อสู้เรียกร้องจะโน้มน้าวและชักจูงให้หันกลับมาสนับสนุนฝ่ายตน จึงใช้ความพยายามในการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อลดความน่าเชื่อถือจากการกระทำที่ล้มเหลว ความผิดพลาดต่างๆ ที่ผ่านมา  และการชี้ให้เห็นความไม่ชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม ด้วยข้อมูลข่าวสารต่างๆ  เพื่อลดทอนกระแสการต่อต้านคัดค้านการกระทำของฝ่ายตน รวมถึงการกล่าวโจมตีการกระทำอันเป็นการไม่เห็นด้วยกับการต่อสู้เรียกร้อง การขัดขวางการต่อสู้เรียกร้องในทำนองว่าตกเป็นเหยื่อ ตกเป็นเครื่องมือ เป็นสมุน หรือเป็นทาสรับใช้ของฝ่ายตรงข้าม เพื่อสร้างความไม่แน่ใจ ลังเลใจ ขาดความเชื่อมั่น หรือเกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี จนไม่อยากเข้าร่วม หรือสนับสนุนการต่อต้านและขัดขวางการกระทำของกลุ่มต่อสู้เรียกร้อง หรือปรับเปลี่ยนท่าทีที่เห็นต่าง และเป็นปรปักษ์ กลับมาเป็นฝ่ายวางเฉย และมีความเป็นกลางเพิ่มมากขึ้น
ส่วนกลุ่มมวลชนฝ่ายเป็นกลาง หรือกลุ่มมวลชนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ซึ่งเป็นมวลชนกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ และเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จและความล้มเหลวในการต่อสู้เรียกร้อง นับเป็นเป้าหมายสำคัญยิ่งของแกนนำกลุ่มต่อสู้เรียกร้อง ในการที่จะดำเนินการแย่งชิงมวลชนกลุ่มนี้ให้เกิดความโน้มเอียง คล้อยตามกระแส มีความเชื่อถือ เชื่อมั่น ศรัทธาในความถูกต้อง และความชอบธรรมในการต่อสู้เรียกร้อง จึงต้องผสมผสานการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและบรรยากาศของการต่อสู้เรียกร้องแบบคลาสสิก ( Classic ) หรือ แบบโรแมนติค ( Romantic ) แทนแนวทางการต่อสู้เรียกร้องที่ใช้ความรุนแรง เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของการต่อสู้เรียกร้องแบบอารยะธรรม ( Civilization )  สร้างกระแสจุดเด่นด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการต่างๆ เพื่อสร้างความสนใจให้กับสื่อต่างๆ ในการนำเสนอข่าวสารความเคลื่อนไหวไปทั่วโลก การสร้างบรรยากาศความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน และความประทับใจต่างๆ เพื่อดึงดูดมวลชนกลุ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มวัยที่มีความอยากรู้ อยากเห็น และชอบการแสดงออกต่างๆ ด้วยสีสัน การแต่งกาย การใช้สัญลักษณ์ และการแสดงผสมผสานกับการปราศรัย ประชาสัมพันธ์ การกล่าวโจมตี การปฏิบัติการจิตวิทยา และการโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ บนเวทีปราศรัย โดยเผยแพร่ภาพกิจกรรมและข้อมูลข่าวสารต่างๆ ไปทางสื่อออนไลน์ เพื่อให้เกิดอิทธิพลทางด้านจิตใจต่อกลุ่มมวลชนฝ่ายเป็นกลาง ให้หันมาเข้าร่วมสนับสนุนการต่อสู้เรียกร้องของฝ่ายตนให้เพิ่มมากขึ้น
โดยทั่วไปการแย่งชิงมวลชนในสถานการณ์ความขัดแย้ง ที่ใช้การปฏิบัติการข่าวสาร( Information Operations ; IO ) และการปฏิบัติการจิตวิทยา ( Psychology ) มักประกอบด้วยมวลชนกลุ่มหลักๆ ได้แก่ กลุ่มแนวร่วมสนับสนุน กลุ่มเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และกลุ่มต่อต้าน โดยที่กลุ่มแนวร่วมสนับสนุน และกลุ่มต่อต้าน จะมีความพยายามในการแย่งชิงมวลชนกลุ่มเป็นกลางที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดมาเป็นฝ่ายตน เมื่อใดก็ตามกลุ่มใดๆ มีมวลชนสนับสนุนมากกว่าฝ่ายตรงข้าม ความชอบธรรม และความได้เปรียบย่อมตกไปอยู่กับฝ่ายนั้นๆ ดังนั้นเมื่อเกิดความขัดแย้ง ต่างฝ่ายต่างต้องรีบแย่งชิงมวลชนมาสนับสนุนให้เร็วและมากที่สุด และยุทธวิธีการแย่งชิงมวลชนที่ใช้ทุนต่ำ และได้ผลมากที่สุด คือ การปฏิบัติการข่าวสาร และการปฏิบัติการจิตวิทยา
นักจิตวิทยาได้ให้ทัศนะด้านภาวะจิตใจว่า คนส่วนใหญ่มักจะมีความโน้มเอียงในด้านความรู้สึกมากกว่าความมีเหตุผลอย่างมีนัยสำคัญ สามารถถูกชักจูงให้เกิดความหลงเชื่อ โดยการปฏิบัติตามกลยุทธ์ทางจิตวิทยาที่วางไว้อย่างแยบยล ๓ ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการละลายความเชื่อ หรือความจงรักภักดีต่อฝ่ายตรงข้าม เป็นการปฏิบัติการจิตวิทยา เพื่อทำให้สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามยึดถือในจิตใจเกิดการแปดเปื้อน มัวหมองลง ทำให้เกิดความโลเลไม่แน่ใจ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ข้อมูลข่าวสาร หลักการ ความเชื่อ หรือบุคคลที่เป็นที่เชื่อถือ ที่จะสามารถทำให้เกิดความโลเลไม่แน่ใจได้ด้วยวิธีต่าง ๆ แม้แต่การโกหก ดั่งคำพูดที่ว่า โกหกบ่อยครั้งเข้า สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นความจริงได้ ซึ่งจะนำสู่การสิ้นหวัง ขาดความเชื่อมั่น และหมดศรัทธา   ขั้นตอนต่อไป เป็นการดึงกลุ่มเป้าหมายเข้ามาเป็นกลุ่มสนับสนุน โดยการผสมผสานกันระหว่างความหวาดกลัวและความสุข เทคนิคนี้มักนำเสนอด้วยการสร้างภาพความเลวร้าย หรือผลเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น การสร้างจินตนาการความหวาดกลัว เพื่อให้จิตใจผู้ไม่ฝักฝ่ายเกิดความรู้สึกเครียดก่อน  จากนั้นก็ใช้ความโรแมนติกมาปลอบประโลมด้วยข้อเสนอทางเลือกที่สามารถทำให้ความเครียดที่มีอยู่เปลี่ยนเป็นความสุขและความหวัง ขั้นตอนสุดท้าย เป็นการเสริมสร้างความเชื่อให้สุดโต่ง โดยการนำตัวอย่างการกระทำของแนวร่วมสุดโต่งมาให้แนวร่วมคนอื่นๆ ได้รับรู้ด้วยการบรรยายการกระทำสุดโต่งใด ๆ ก็ตามว่าจะนำมาซึ่งความปลาบปลื้มให้แก่ผู้กระทำการนั้นๆ รวมถึงการนำเสนอข้อมูลด้านเดียวในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยแนวร่วมที่พร้อมจะรับฟัง และการกีดกันข้อมูลข่าวสารชุดอื่นที่จะทำให้เกิดผลเสียต่อการทำปฏิบัติการจิตวิทยา โดยจะมีการสร้างความเชื่อให้สุดโต่งอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันภาวะการฉุกคิดใคร่ครวญไตร่ตรองข้อมูลข่าวสาร
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งกลุ่มมวลชนจะถูกแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มหลักๆ และการปฏิบัติการข่าวสาร ส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญพุ่งไปที่ กลุ่มเป็นกลางและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด กลุ่มที่มีความคิดเห็นต่างหรือกลุ่มตรงกันข้าม และกลุ่มแนวร่วมสนับสนุน ตามลำดับ เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ดังที่กล่าวไปแล้ว ซึ่งการปฏิบัติการข่าวสารดังกล่าว ยังคงเน้นไปกับการแย่งชิงมวลชนให้มาสนับสนุนฝ่ายตนเอง เพื่อสร้างความชอบธรรม และความได้เปรียบทางการต่อสู้เรียกร้อง หรือคัดค้านขัดขวาง โดยผลกระทบของการปฏิบัติการข่าวสารนั้น อาจจะส่งผลกระทบในด้านการขยายตัวของความขัดแย้งให้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเป็นกลางและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ซึ่งเป็นมวลชนกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด จะถูกชักจูงเหนี่ยวนำเข้าไปสู่สถานการณ์การต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง รวมไปถึงอิทธิพลของข้อมูลข่าวสารและเหตุการณ์ต่างๆ ที่ถูกเผยแพร่อยู่ในสื่อสังคมและเครือข่ายสังคมออนไลน์ ( Social Media / Social Network ) อาทิเช่น Facebook , Line etc. ก็จะนำไปสู่ปัญหาความแตกแยกของคนในกลุ่ม ในสังคม และของประเทศในที่สุด ทั้งๆ ที่วัตถุประสงค์ของการต่อสู้เรียกร้องต่างๆ ส่วนใหญ่นั้นมักจะต้องการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปไปในทางที่ดีขึ้น แต่แนวทางการดำเนินการต่อสู้เรียกร้องในสถานการณ์ความขัดแย้ง และการปฏิบัติการข่าวสาร อาจจะส่งผลกระทบไปสู่ปัญหาความแตกแยกของคนในสังคม รวมไปถึงมูลเหตุความรุนแรงต่างๆ ได้
จากกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ซึ่งถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการข่าวสารในสถานการณ์ความขัดแย้ง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องคำนึงถึงปัญหาและผลกระทบในด้านความแตกแยกของคนในสังคม โดยปกติแล้วในด้านวงการทหาร หรืองานด้านความมั่นคงของชาติ กลุ่มเป้าหมายของการปฏิบัติการข่าวสาร จะมุ่งไปที่กำลังฝ่ายตรงข้าม และฝ่ายที่เป็นกลาง ซึ่งไม่ใช่คนในชาติ รวมถึงกำลังฝ่ายเราและประชาชนในชาติตามลำดับ เพื่อลดทอนกำลังอำนาจทางทหารของฝ่ายตรงข้าม ด้วยการทำให้เกิดความแตกแยก เกิดความสับสน วุ่นวายโกลาหน ขาดความเชื่อมั่น ขาดความมั่นใจ และขาดขวัญกำลังใจในการต่อสู้  การเสริมสร้างพัทธมิตรและขยายแนวร่วมกับฝ่ายที่เป็นกลาง ด้วยการแสดงออกถึงความชอบธรรม เพื่อให้เกิดการยอมรับ และเกิดความสัมพันธภาพที่แน่นแฟ้นต่อฝ่ายเรา และการเสริมสร้างความเชื่อมั่น ศรัทธา ความรัก สมัครสมาน สามัคคี รวมถึงขวัญกำลังใจที่ดีต่อกำลังฝ่ายเราและประชาชนในชาติ เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ
ดังนั้น การปฏิบัติการข่าวสารในสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมภายในประเทศ จึงจะต้องดำเนินการต่อเป้าหมายกลุ่มมวลชนทั้ง ๓ กลุ่ม โดยมีจุดมุ่งหมายหลัก เพื่อให้ขจัดมูลเหตุของปัญหาความขัดแย้งให้ลดน้อยถอยลงจนนำไปสู่ความสงบสุข การลดความหวาดละแวงซึ่งกันและกัน เพื่อนำไปสู่ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน การเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อนำไปสู่ความเป็นปึกแผ่น ความรัก สมัครสมาน สามัคคีของคนในสังคม และการผนึกกำลังมวลชนทั้ง ๓ กลุ่มในการขับเคลื่อนไปสู่หนทางปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีของสังคม โดยยึดถือแนวทาง การรักษาจุดร่วม สงวนจุดต่าง เพื่อเปิดช่องทางการหันหน้าเข้าหากัน การสื่อสารความเข้าใจระหว่างกัน การยอมรับฟังความคิดเห็นและสิ่งที่เห็นต่าง เพื่อนำไปสู่การใช้เหตุผลมากกว่าความรู้สึกระหว่างคู่ขัดแย้ง และฝ่ายเป็นกลางจะต้องสร้างดุลยภาพ Win-Win ของทั้งสองฝ่าย โดยการปฏิบัติการข่าวสารผ่านทางกิจกรรมและสื่อต่างๆ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุม ครบถ้วน ทั่วถึง รวดเร็ว ทันเวลา ให้เกิดการรับรู้ รับทราบ และเข้าใจถึงเจตนารมณ์ ในการดำเนินการขับเคลื่อนร่วมกันไปสู่เป้าหมาย การสลายความขัดแย้ง และนำสันติภาพ ความสงบเรียบร้อยกลับคืนสู่สังคม
-------------------------------------------------------
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
นิตยสาร The Futurist September-October 2013 (Vol. 47, No. 5)
สงครามชิงมวลชนบนความโรแมนติค โดย ดร.พิสิฐ เหตระกูล