วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

สัมภาษณ์พิเศษ “หน่วยรบไซเบอร์” อำนาจกำลังรบไร้ตัวตน

หน่วยรบไซเบอร์”  อำนาจกำลังรบไร้ตัวตน
สัมภาษณ์ โดย วรรณโชค ไชยสะอาด (โพสต์ทูเดย์)

เมื่ออำนาจในโลกไซเบอร์กำลังทรงพลัง...
 ปี 2558 ผลสำรวจของ " แคสเปอร์สกี้ แลป " ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสระดับโลก โดย นายยูริ นาเมสนิคอฟ นักวิจัยอาวุโสด้านความปลอดภัย จากทีมวิเคราะห์และวิจัยระดับโกลเบิล แคสเปอร์สกี้ แลป เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงถูกโจมตีทางไซเบอร์เป็นอันดับ 33 จาก 250 ประเทศทั่วโลก เนื่องจากยังมีผู้นิยมใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน และไม่นิยมอัพเดตซอฟต์แวร์  รวมทั้งยังไร้มาตรการดูแลเรื่องความมั่นคงและปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ที่ชัดเจน และรัดกุม  ข้อเท็จจริงดังกล่าว ทำให้กองทัพไทยให้ความสำคัญ และเร่งพัฒนาหน่วยงาน ที่เรียกว่า “ศูนย์ไซเบอร์” ขึ้นมา

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับ “ไซเบอร์
หนทางนำพาประเทศไปสู่ความเจริญ มั่งคั่ง และมีเสถียรภาพ  จำเป็นต้องมี พลังทางอำนาจ ใน 5 ด้าน ได้แก่ พลังทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การทหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งน้ำหนักที่รัฐบาลใส่ลงไปในแต่ละด้าน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และทิศทางการบริหารของแต่ละประเทศ หากว่ากันเฉพาะ “ พลังอำนาจทางทหาร ”  กองทัพไทยเริ่มให้ความสำคัญกับ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มากขึ้น โดยเฉพาะประเด็น ภัยคุกคามด้านไซเบอร์
พล.ต.ฤทธี  อินทราวุธ  ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร บอกว่า พลังอำนาจทางทหาร  มีพื้นที่ปฏิบัติการหลักๆ อยู่  5 ด้าน ได้แก่ พื้นที่ปฏิบัติการบนดิน ( Land Domain ) , พื้นที่ปฏิบัติการในน้ำ ( Sea Domain ) , พื้นที่ปฏิบัติ
การในอากาศ ( Air Domain ) และพื้นที่ปฏิบัติการบนห้วงอวกาศ ( Space Domain )  ทั้งหมดถูกควบคุม โดยไซเบอร์ โดเมน” ( Cyber Domain ) ซึ่งนับเป็นโดเมนที่สำคัญมาก
 “ ต่อให้คุณมีกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยเต็มไปหมด แต่ไม่สามารถควบคุมสั่งการได้ก็เท่านั้น ไม่เห็นภาพการเคลื่อนไหวทางการรบ เพราะถูกแฮกเข้าไปในระบบ โจมตีในโครงข่าย บิดเบือนข้อมูลต่างๆ นานาจนกองทัพเสียการควบคุมบังคับบัญชา และพ่ายแพ้
 ทั้งนี้ ด้วยงบประมาณของพื้นที่ปฏิบัติการอื่นที่มีค่อนข้างมหาศาลเมื่อเทียบกับ “ไซเบอร์โดเมน” ทำให้ประเทศขนาดเล็กหลายประเทศ ที่มีงบประมาณด้านการทหารจำกัด เลือกสร้างศักยภาพทางทหารให้แข็งแกร่งด้วย  “ไซเบอร์ วอริเออร์ หรือ นักรบไซเบอร์” แทน ในต่างประเทศเราเห็นตัวอย่างของภัยคุกคาม หรือการโจมตีทางไซเบอร์ระดับรุนแรงกันอย่างบ่อยครั้ง เช่น การปล่อย ไวรัสสตักซ์เน็ต (  Stuxnet ) ทำลายระบบโรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศอิหร่าน จนทำให้ต้องปิดโรงงานทั้งหมด พล.ต.ฤทธีฯ บอกว่า หน่วยรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ National Cyber security and Integration Center ( NCCIC )  ของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดระดับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ( Spectrum of  Cyber Threats ) ไว้  4 ระดับ ดังนี้
1.ภัยคุกคามในระดับรัฐบาลแห่งชาติ ( National Governments ) คือ ภัยที่อาจจะเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ เช่น การโฆษณาชวนเชื่อ การเปลี่ยนแปลงหน้าเว็บไซต์ เพื่อสร้างความรำคาญให้กับหน่วยงานของรัฐ  ตลอดจนถึงขั้นทำให้เกิดการหยุดชะงักของโครงสร้างพื้นฐาน  เช่น ระบบไฟฟ้า ประปา เป็นต้น
2. การก่อการร้าย และ กลุ่มการก่อร้าย ( Terrorists )  มุ่งสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของประเทศ รวมทั้งสร้างความหวาดกลัวไปยังประชาชนในประเทศเป้าหมาย
3.สายลับหรือพวกจารกรรมในภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มองค์กรอาชญากรรม ( Industrial Spies and Organized Crime Groups ) การจารกรรมขององค์กรระหว่างประเทศ และองค์กรเครือข่ายอาชญากรรมต่างๆ เป็นภัยคุกคามระดับกลางของประเทศ 
4.กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่มีอุดมการณ์ ( Hacktivists ) กลุ่มแฮ็กเกอร์ ( Hacker) ที่มีอุดมการณ์เป็นรูปแบบของกลุ่มเล็กๆ มีแรงจูงใจหรือแนวทางเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง หรือบุคคลทางการเมือง รวมทั้งกลุ่มต่อต้านต่างๆ ในระดับประเทศที่เป็นฝ่ายตรงกันข้าม 
5. แฮ็กเกอร์  ( Hackers) การโจมตีไซเบอร์แบบนี้จะเกิดมากที่สุด และมีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่อย่างกว้างขวาง โดยพวกเหล่าแฮ็กเกอร์มือสมัครเล่น สามารถก่อให้เกิดภัยคุกคามที่สำคัญอย่างกว้างขวาง และส่งผลกระทบรวมทั้งการสร้างความเสียหายในระยะยาวให้กับโครงสร้างพื้นฐานในระดับชาติได้
 5 ข้อดังกล่าวคือภัยคุกคามของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ  ซึ่งห่างไกลจากระดับความรุนแรงของเมืองไทย ที่ส่วนใหญ่จำนวนมากเป็นเพียงไวรัส มัลแวร์ , การแฮกหน้าเว็บ และการโจมตีด้วยข้อมูลข่าวสาร ที่สร้างความเสียหาย ซึ่งภัยคุกคามของประเทศ เป็นที่มาของการกำหนดภารกิจ ซึ่งกองทัพบกได้เน้นในเรื่องความมั่นคงของชาติเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับระดับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ 4 ด้าน ได้แก่
1.ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ การใช้ไซเบอร์เพื่อสร้างให้เป็นภัยคุกคามในระดับประเทศ หรือระดับชาติ วิธีการอาจจะเพียงแค่ใช้เว็บไซต์ของประเทศตนเอง เผยแพร่ข่าวสารที่ทำให้เกิดความได้เปรียบทางการเมือง หรือด้านความมั่นคง หรือข้อมูลความลับของชาติ การแพร่กระจายโปรแกรม ไม่พึงประสงค์
2. ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( จชต. ) เป็นการใช้ไซเบอร์ เพื่อการเผยแพร่ข่าวสารของผู้ก่อความไม่สงบ เพื่อให้สื่อมวลชนกระแสหลักนำไปเผยแพร่ต่อ หรือเพื่อให้ประชาชนทั่วไป รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐเกิดความกลัวเกรง ถือเป็นการปฏิบัติการข่าวสาร (IO ) การปฏิบัติการจิตวิทยาอย่างหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีการแสดงถึงผลงานของผู้ก่อความไม่สงบที่อาจจะส่งผลกระทบ ทำให้เกิดแนวร่วมของผู้ก่อความไม่สงบเพิ่มขึ้น
3.ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันฯ เป็นสิ่งที่กระทำได้ง่าย และยากต่อการดำเนินคดีต่อผู้กระทำ การดำเนินการดังกล่าว มีทั้งการเผยแพร่ภาพที่หมิ่นสถาบันฯ การวิจารณ์สถาบันฯ ในทางเสื่อมเสีย  โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่อาจจะดำเนินการได้  เนื่องจาก สาเหตุหลายประการ อาทิ ผู้กระทำไม่ได้อยู่ประเทศไทย หรือผู้กระทำใช้เครื่องมือของต่างประเทศ ซึ่งกฎหมายของต่างประเทศไม่ได้รับรองความผิดในฐานความผิดนั้น
4.ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพ เพื่อทำให้ภาพลักษณ์ของกองทัพหรือผู้นำกองทัพเสื่อมเสีย เพื่อลดความน่าเชื่อถือในสังคม ย่อมจะสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อการปกป้อง หรือพิทักษ์อธิปไตยของชาติ
ปัจจุบันมีการมอนิเตอร์ เฝ้าระวัง ข้อมูลข่าวสาร เนื้อหาต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องและสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของประเทศตลอดเวลา สิ่งไหนที่สามารถตอบโต้ได้ภายใต้กฎหมาย เราก็จะพยายามสร้างเนื้อหา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่พี่น้องประชาชน ขณะเดียวกันยังตรวจสอบไปยังแหล่งที่มาของการสร้างความเสียหาย เพื่อประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงไอซีที เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป” ผอ.ศูนย์ไซเบอร์กล่าว และว่านอกจากเรื่องระบบข้อมูลแล้ว ศูนย์ไซเบอร์ยังมีหน้าที่รณรงค์ปลูกฝังให้ความรู้แก่ ข้าราชการทหารและประชาชนให้เกิดความตระหนัก ในการใช้เครื่องมือสื่อสารอย่างชาญฉลาด ปลอดภัยไม่ตกเป็นเหยื่อ หรือเป็นพาหะในการแพร่กระจายความผิด โดยไม่รู้เท่าไม่ถึงการณ์อีกด้วย  ”
  
เร่งพัฒนานักรบอย่างต่อเรื่องทั้งเชิงรุกและเชิงรับ
พล.ต.ฤทธี บอกว่า การปฎิบัติการของศูนย์ไซเบอร์ในปัจจุบันให้น้ำหนักไปที่เชิงรับ คือการพัฒนาระบบป้องกันเครือข่ายข้อมูลของหน่วยงานในกองทัพ  ส่วนเชิงรุกเนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ แต่ก็ได้สร้างและพัฒนาคนไว้อย่างต่อเนื่อง  ดังเช่นการแข่งขันระบบงานจำลองการฝึกด้านไซเบอร์ (Cyber Range) ภายใต้งาน “อาร์มี ไซเบอร์คอนเทสต์ 2015” (Army Cyber Contest 2015) ที่ผ่านมานั่นเอง
 “ ในเชิงรุก ยืนยันว่ากองทัพไม่ได้มีพัฒนาคนเพื่อไปละเมิดกฎหมายหรือสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างแน่นอน เป็นหลักของการปฏิบัติงานในหน่วยงานอยู่แล้ว
 ขณะเดียวกัน พล.ต.ฤทธี บอกอีกว่า ในอนาคตกองทัพเตรียมพัฒนาหลักสูตรไซเบอร์เป็นของตัวเอง เนื่องจากปัจจุบันสร้างคนจากหลักสูตรของสถาบันและบริษัทเอกชนอื่นที่มีหลักสูตรเรื่อง
การรักษาความปลอดภัยด้านสารสนเทศ หรือ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้  และอีกหนึ่งความคาดหวังของ ผอ.ไซเบอร์ ก็คือ การลงทุนกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย
มนุษย์มีข้อจำกัดทางด้านสมองและร่างกาย เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยเฝ้าระวัง คัดกรองข้อมูล หรือจัดการกับภัยคุกคามแทนคนมากกว่าที่เป็น เนื่องจากปัจจุบันมีการกระทำความผิดในโลกไซเบอร์เยอะมาก  ส่วนตัวเชื่อว่าอำนาจกำลังรบที่ไม่มีตัวตน และลงทุนน้อยเป็นที่เรื่องควรให้ความสนใจ  เพราะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยรักษาความมั่นคงของประเทศที่ค่อนข้างได้ผลไม่น้อยหน้ากว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ แสนยานุภาพกำลังรบอื่นๆ  เพราะแฮกเกอร์คนเดียว อาจจะหยุดกองทัพได้ทั้งกองเลยก็ได้
สงครามไซเบอร์กำลังทรงพลัง และทรงประสิทธิภาพมากกว่าการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ เราสามารถที่จะใช้การปฏิบัติการไซเบอร์สร้างความเข้าใจ บิดเบือน ชี้นำ หรือควบคุมอาวุธยุทโธปกรณ์ของฝ่ายตรงข้ามให้หันไปทางอื่น หรือโจมตีกันเองก็ได้ นับเป็นการเปลี่ยนวิถีการรบในอนาคตอย่างแท้จริง  
------------------------------------------
แหล่งที่มา : http://www.posttoday.com/analysis/report/389038

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558

กองทัพเร่งฝึก นักรบไซเบอร์รับมือแฮกเกอร์ทั่วโลกโจมตีประเทศไทย

สกรู๊ฟพิเศษ ผู้จัดการออนไลน์
17 ก.ย. 58

               บิ๊กตู่ สั่ง กองทัพ-สมคิด-อุตตมะรับมือสงครามไซเบอร์ (Cyber Warfare) เร่งบูรณะเศรษฐกิจดิจิตอลให้ขับเคลื่อนไปพร้อมปกป้องความมั่นคงของชาติ ด้านกองทัพพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญปฏิบัติการไซเบอร์ ทั้งใน
เชิงรุก-เชิงรับ สกัดกั้นภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ ที่แฮกเกอร์ระดับโลกใช้ไทยเป็นเป้าโจมตี จัดตั้ง “ ศูนย์ไซเบอร์กองทัพ รับมือแฮกเกอร์ทั่วโลก ที่เข้ามาสร้างผลกระทบต่อประเทศชาติ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ด้านผู้เชี่ยวชาญระบบคอมพ์ ย้ำทหารดูแลดีกว่าให้การเมืองคุมศูนย์ฯ 
               จากสถานการณ์ไซเบอร์ของประเทศไทยในวันนี้ ที่ถูกจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่ถูกโจมตีผ่านระบบไซเบอร์เป็นอันดับที่ 33 จาก 250 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะสถานการณ์การถูกโจมตีเมื่อ เดือนสิงหาคม ที่ผ่านมานั้น บรรดาหน้าเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ อาทิ เว็บไซต์ของจังหวัดลำพูน และเว็บไซต์ของฝ่ายอำนวยการ 1 บก.อก. กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ถูกเจาะ
ระบบเปลี่ยนหน้าโฮมเพจเป็นข้อความเรียกร้องสันติภาพชาวมุสลิม พร้อมระบุว่าเป็นฝีมือของ แฮกเกอร์แอลจีเรีย ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นมาในขณะที่ประเทศไทย ยังไม่มีมาตรการดูแลเรื่องความมั่นคงและปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ที่ชัดเจน และรัดกุม หากปล่อยไว้โดยไม่เร่งดำเนินการจัดการจากภัยคุกคามจากโลกไซเบอร์ บรรดาแฮกเกอร์ในที่ต่างๆ ทั่วโลก สามารถใช้จุดอ่อนหรือช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทย เข้ามาทำลาย หรือรบกวนขัดขวางการทำงานโดยโจมตีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของชาติได้ ทั้งนี้เพราะระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของภาครัฐ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคม ตลอดจนภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการคุกคามในระดับบุคคลและองค์กรซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติ เศรษฐกิจ และสังคม 
               ดังนั้น รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมีนโยบายและสั่งการ เพื่อรับมือกับสงครามไซเบอร์ โดยให้มีการบูรณการการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอล ควบคู่ไปกับความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ระดับชาติ ซึ่งมอบหมายให้กระทรวงกลาโหมเป็นผู้ดูแลภาพรวม อย่างไรก็ดีกองทัพมีการเตรียมความพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจดังกล่าว ทั้งในเรื่องการพัฒนาบุคลากรทางการทหารให้มีความเชี่ยวชาญการปฏิบัติการด้านไซเบอร์เชิงรับ ( Defensive ) และการปฏิบัติการด้านไซเบอร์เชิงรุก ( Offensive ) โดยหลายปีที่ผ่านมา มีการนำร่องการอบรมเพิ่มทักษะให้กับกำลังพลของกองทัพ โดย ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร กองบัญชาการกองทัพบก ดำเนินการในเรื่อง อัตรากำลัง และงบประมาณที่จะฝึกฝนความรู้ทางด้านไซเบอร์ ให้บุคลากรนายทหารระดับสูงจนถึงระดับกลาง ตลอดจนการสรรหาคนเก่งปรับจากชั้นประทวนเป็นชั้นสัญญาบัตรและจะสนับสนุนให้เป็นนักรบไซเบอร์หรือทหารรบไซเบอร์ และในปีที่ผ่านมา ยังมีการเปิดรับสมัครคนนอกที่เก่งด้านไซเบอร์เข้ามาติดยศเป็นนายทหารของกองบัญชาการกองทัพไทย 
               ปัจจุบันมีการพัฒนาบุคลากรของกองทัพในรูปแบบการแข่งขันระบบงานจำลองการฝึกด้านไซเบอร์ ( Cyber Range ) ที่จัดขึ้นภายใต้งาน อาร์มี ไซเบอร์คอนเทสต์ 2015” ( Army Cyber Contest 2015 ) เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่ กองบัญชาการกองทัพบก ซึ่งทั้งหมดเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะขยายศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร สู่ ศูนย์ไซเบอร์ของกองทัพบก ให้เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ภายใต้กรอบการปฏิบัติงานทั้ง “ Scope ” และ “ Scale ” ออกเป็น 4 ด้าน คือ 1.ภัยคุกคามที่ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ 2.ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) 3.ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อสถาบัน และ4.ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพ
               ด้าน พล.ต.ฤทธี อินทราวุธ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร กล่าวว่า ถือว่าปีนี้เป็นครั้งแรกที่ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพอากาศ กองทัพเรือ และสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่ง
เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการฝึกทักษะเพื่อรองรับการปฏิบัติงานความมั่งคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ของชาติ ( National Cyber Security ) และการเตรียมพร้อมด้านบุคลากรซึ่งเป็นนักรบไซเบอร์ในการปฏิบัติการทางทหาร ถือว่ามีความจำเป็นสำหรับยุคนี้ เพราะไซเบอร์สเปซ เป็น โดเมนที่5” ซึ่งนอกเหนือจากการฝึกทักษะทั้งทางพื้นดิน ผืนฟ้า อากาศ และอวกาศแล้ว การปฏิบัติการในไซเบอร์โดเมนจะเข้าไปเกี่ยวพันกับการปฏิบัติการในทุกมิติ 
               ขณะที่ ดร.ปริญญา หอมอเนก ผู้เชี่ยวชาญทางระบบคอมพิวเตอร์และความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ( Information Security ) ให้ความเห็นกับ Special scoop ว่าการตั้ง กองบัญชาการไซเบอร์ สอดคล้องกับสถานการณ์สงครามไซเบอร์ ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ซึ่งภายในเวลา 5 เดือน เว็บไซต์ถูกเจาะระบบมากถึง 6,000 แห่ง นอกจากนั้นประเทศไทยยังติดอันดับโลกโดยเป็น 1 ใน 5 ของประเทศที่โดนแฮกมากที่สุด เพราะเว็บไซต์โดนฝังไวรัสโทรจัน หน้าเวบเพจ เป็นว่าเล่น และยังติดอันดับ 7 ประเทศแรกที่โดนเป็นเป้าหมายโจมตีมากที่สุด ซึ่งจากข้อมูลรีเสิร์ชของอเมริกา
ระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่เป็นเป้าหมายถูกแฮก ทั้งในมิติเรื่องความมั่นคงรัฐ ด้านธุรกิจ ซึ่งตรงนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องสร้างระบบความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ขึ้นมา “ เมื่อเร็วๆ นี้เว็บไซต์ภาครัฐถูกแฮกเกอร์เจาะแก้หน้าเว็บไซต์ ซึ่งจุดนี้ก็ต้องยอมรับว่าการรับมือสงครามไซเบอร์ของประเทศไทยยังไม่มีความพร้อม โดยเฉพาะเว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมีเป็นหลักหมื่น ต้องมีการปรับปรุงให้ได้มาตรฐาน เพราะยังกระจัดกระจายต่างคนต่างทำ ตัวอย่างองค์การบริการจังหวัดได้งบมาก็ไปเช่าโฮสติ้ง 500 บาทต่อเดือน แถมบางแห่งใช้ชื่อโดเมนลงท้ายว่า .com แทนที่จะใช้ .go.th ปัญหาส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าไม่มีการตั้งหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบดูแลโดยตรง” 
               ส่วนแนวทางในการแก้ปัญหามีตั้งแต่ การตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อตรวจสอบดูแลเว็บไซต์ต่างๆ ที่เป็นของราชการให้ผ่านมาตรฐาน โดยจ้างเอกชนมาทำหน้าที่ตรวจสอบ 10 บริษัทแบ่งให้รายละ 100 เว็บไซต์ แล้วนำมาหรือหากจะยึดการดำเนินการตามแนวทางเดิม โดยหน่วยงานเป็นผู้ดำเนินการเว็บไซต์ด้วยตัวเองนั้น ก็ต้องทำให้มีมาตรฐานมากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ดร.ปริญญา บอกด้วยว่า ในการฝึกทหารไซเบอร์ที่กระทรวงกลาโหม เป็นผู้ดูแลกับการตั้งหน่วยงานขึ้นมาตรวจสอบดูแลเว็บไซต์ สามารถดำเนินการไปด้วยกันได้ เพราะถือเป็นการเตรียมคนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงด้านไซเบอร์ ( Cyber Security ) ขณะเดียวกันการที่ทหารฝึกนำระบบจำลองยุทธ์ทางไซเบอร์
ซึ่งเป็นการแข่งขันสนามจำลองยุทธ์ ประกอบด้วย 1.เกมเทคโนโลยี 2.เอ็ดดูเคชัน 3.เอนเตอร์เทนเมนต์ รวมกัน ซึ่งเกมนี้ส่งเสริมให้มีทักษะประสบการณ์ทางด้านไซเบอร์ และสร้างศักยภาพกำลังพลของกองทัพด้านไซเบอร์ เพระมีการฝึกทั้งเชิงรุกและเชิงรับโดยแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ เรดทีม ( ทีมเจาะบุกเข้าไปแฮก : Offensive ) และบลูทีม ( Defensive ) เป็นทีมปิด โดยวิธีการนี้จะเพิ่มจำนวนกำลังพลของศูนย์ไซเบอร์กองทัพบกไปถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว คาดว่าภายในเวลา 1- 2 ปี บุคลากรที่เป็นนักรบไซเบอร์ที่มีความเก่งและความเชี่ยวชาญจะเพิ่มเป็นหลักร้อยคน ที่สำคัญหากประเทศไม่มีความมั่นคงทางไซเบอร์แล้ว แนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบดิจิตอลอีโคโนมีจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ที่ผ่านมาเราใช้เศรษฐกิจนำ แต่อันที่จริงแล้วความมั่นคงและเศรษฐกิจจะต้องไปด้วยกัน จะทำให้ดิจิตอลอีโคโนมีมีความชัดเจนดีขึ้นทั้งเศรษฐกิจและความปลอดภัย โดยในวันแถลงยุทธศาสตร์ชาติ-ยุทธศาสตร์ทหาร พศ. 2559-2563 ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวขณะเยี่ยมชมบูทศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของภัยบนโลกไซเบอร์ จึงให้นโยบายและแนวทางกับ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และ ดร.อุตตมะ สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นำไปสานต่อ ให้นำแนวความคิด การปฏิบัติการไซเบอร์ และการต่อต้านสงครามไซเบอร์ของศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ใส่ไว้ใน “ Digital Economy ” จัดเชื่อมโยงเครือข่าย และขยายผลในระดับชาติ รวมไว้ในโครงสร้างระบบเศรษฐกิจแบบ “ Digital Economy ” ของรัฐบาลและให้กระทรวงกลาโหมไปดูภาพรวม ” 
               ดร.ปริญญา ระบุว่า การให้นโยบายครั้งนี้สอดคล้องกับบทบาทและศักยภาพการปฏิบัติงานของ ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และรับมือกับภัยคุกคามที่มองไม่เห็นบนเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จึงกำหนดให้ " ดิจิตอลอีโคโนมีจะต้องเชื่อมต่อกับไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เพราะที่ผ่านมาต่างคนต่างทำไม่มีการเชื่อมโยงและบูรณาการดิจิตัลไปในภาคเศรษฐกิจ ขณะที่กองทัพดำเนินการทางด้านความมั่นคงทางไซเบอร์” การที่พลเอกประยุทธ์ให้การบ้าน รองนายกฯ และ รมว.ไอซีที ถือเป็นจุดเริ่มต้นว่าจะเอาจริงเอาจัง เรื่องไซเบอร์บูรณาการเชื่อมโยงกับนโยบายดิจิตอลอีโคโนมีชัดเจน
-------------------------------------
แหล่งที่มา : http://m.manager.co.th/Home/detail/9580000104403