วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สงครามไซเบอร์ : หนึ่งในมุมมองของ Richard A. Clarke

สงครามไซเบอร์ : หนึ่งในมุมมองของ Richard A. Clarke
( Cyber warfare : Richard A. Clarke’s Point of view )
โดย พลตรี ฤทธี อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก

วันสื่อสารแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๖๐ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมร่วมกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.) จัดสัมมนาวิชาการ ในหัวข้อ สงครามไซเบอร์ในยุค
เศรษฐกิจดิจิตอลการพิจารณาเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ( Cyber warfare in Digital Economy Era: Strategic Considerations for Thailand ) เมื่อ ๓ ส.ค.๖๐ ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี / รมว.กระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดงานฯ พร้อมด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม และผบ.เหล่าทัพ มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง โดยมีนาย Richard A. Clarke ผู้เขียนหนังสือ Cyber War : The Next Threat to National Security and What to Do About It และทำงานเป็นที่ปรึกษาพิเศษของสภาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ได้บรรยายเรื่อง Cyber Security
นาย Richard A. Clarke ได้บรรยายเรื่อง Cyber Security โดยกล่าวถึงในปี ๑๙๙๗ ทางสหรัฐ ได้มีการฝึกเสนาธิการร่วมในระยะเวลา ๑ สัปดาห์ ซึ่งมีเรื่องของการรับมือการโจมตีทางไซเบอร์ คนที่รู้บ่งการดังกล่าวมีเพียง
รมว.กห. และ หน.เสนาธิการร่วม ซึ่งผู้โจมตีก็ไม่รู้ว่าเป้าหมายตามสถานการณ์ฝึกฯ เป็น เพนตากอน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ กห.สหรัฐฯ ว่ามีระบบฯอะไรอยู่บ้าง? ทีมผู้โจมตีเป็นแค่ทีมเล็กๆ สามารถใช้เวลาเพียง ๓๖ ชม. เท่านั้นก็สามารถเข้าควบคุมระบบสั่งการของเพนตากอนได้ การฝึกดังกล่าวจบลงแสดงให้เห็นว่า Hacker สามารถเข้าถึงกองบัญชาการต่างๆได้ทั่วโลกเช่นเดียวกัน
ผลจากการฝึกดังกล่าวทำให้ รมว.กห. สหรัฐฯ ต้องเรียกประชุมฉุกเฉินในเรื่องดังกล่าว ต่อมาสหรัฐฯ จึงต้องมีการติดตั้งระบบป้องกันการบุกรุกโจมตีไซเบอร์ ( Intrusion Prevention System : IPS )  ขึ้นมาควบคุมดูแลเครือข่ายของกองทัพทั้งหมด และมีการประเมินติดตามผลในทุก ๓ เดือน ว่ายังมีความปลอดภัยอยู่หรือไม่? ซึ่งตอบพบว่ายังไม่มีความปลอดภัย เพราะการโจมตีอาจจะมีมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เรายังไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง ทางด้านประธานาธิบดีบิล คลินตัน ได้มีการร่างแผนยุทธศาสตร์ไซเบอร์ และเกิดแผนยุทธศาสตร์ฯ ในอีก ๔๐ ประเทศตามมา เป็นการกำหนดความชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบในการบัญชาการ และงบประมาณมาจากไหน หากประเทศไม่มี Roadmap ด้านไซเบอร์ เราก็จะไม่มีแผนการดำเนินการและจะขาดความมั่นคงปลอดภัยในที่สุด เมื่อเกิดการโจมตี ก็จะมีคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น โดยมีด้านหรือมิติที่เกี่ยวข้อง ๔ อย่าง คือ CHEW ( Crime , Hacktivism , Espionage , War )
C อาชญากรรม ( Crime ) กรณีเกาหลีเหนือขโมยเงินทางธุรกรรมจากประเทศฟิลิปปินส์ และบังกลาเทศ Hacker สามารถเจาะเข้าไปในระบบและทำการโอนเงินไปในหลายๆ ที่ ทำให้การตามหาผู้กระทำผิดหรือได้เงินคืนเป็นเรื่องยาก ในภาพรวมองค์การอาชญากรรมทางไซเบอร์มีศักยภาพในการขโมยเงินได้มากกว่ากลุ่มค้ายาเสพติดหลายเท่า ถึงจะส่งผลกระทบแต่ไม่สามารถจับกุมได้ เนื่องจากมีการติดสินบนทั้งตำรวจหรือคนในระดับรัฐบาล ขณะที่ทั้ง NSA และ FBI มีการระบุว่าเป็นคนๆหนึ่งทราบชื่อแล้ว แต่เมื่อให้ทางประเทศรัสเซีย หรือประเทศอื่นๆ ช่วยตามจับกุมก็จะไม่สามารถพบตัวตนที่แท้จริงได้ ทำให้ประเทศเหล่านั้นเป็นพื้นที่หลบซ่อน การโจมตีทางไซเบอร์จึงยังคงอยู่ต่อไป ในขณะเกิดการโจมตีอย่างธนาคารก็จะประเมินความเสียหาย หากไม่สามารถนำกลับมาได้ เขาก็ต้องหาทางชดเชยกับลูกค้าอื่นๆ นั่นก็คือ ถึงแม้ว่าธนาคารจะโดนโจมตี แต่ประชาชนหรือลูกค้าก็ถูกขโมยเงินเช่นกัน
H แฮกติวิสซึม ( Hacktivism ) การเจาะข้อมูลเพื่อการเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพื่อให้เกิดความอับอายทั้งภาครัฐและเอกชน โดยจะถูกนำไปตีพิมพ์ไว้ที่ Wikileak ซึ่งผู้บรรยายเคยมีการส่ง E-mail ลับ ระหว่างเอกอัครราชทูตฯ เนื้อหาบางส่วนเป็นการตำนิประธานาธิบดีฯ หากถูกเผยแพร่ออกไป ตัวเขาคงกลับไปทำงานในทำเนียบขาวไม่ได้แล้ว ในกรณี E-mail ของนาง ฮิลลารี คลินตัน ที่ถูกเปิดเผยออกมาทำให้ส่งผลเสียในการเลือกตั้ง ทำให้แพ้การเลือกตั้ง ซึ่งข้อมูลลับที่เปิดเผยออกมาทำลายทั้งองค์กร หรือถึงขั้นการไม่ได้เป็นประธานาธิบดี ได้เช่นกัน
E จารกรรม ( Espionage ) การจ้างสายลับเพื่อขโมยเอกสารลับออกมาเปิดเผย หรือส่งไปให้สายลับอีกคนหนึ่ง แต่ทุกวันนี้การขโมยข้อมูลลับ สามารถเจาะข้อมูลจากที่บ้านได้เลย ตอนนี้เรามีโดรน ( Drone ) และผู้บรรยายเคยไปงานเกี่ยวกับอากาศยานแล้วพบว่าแบบแปลนดังกล่าว ทางเราไม่เคยขายออกไป แต่เราพบโดรนที่มาจากประเทศจีนซึ่งจีนอาจจะมีนักเจาะข้อมูลเพื่อขโมยแบบแปลนดังกล่าว ดังนั้นบริษัทมักจะถูกเจาะระบบทุกวัน โดยเฉพาะคู่แข่งทางการค้า บางบริษัทฯ ต้องลงทุกวิจัยใช้งบประมาณมากมาย แต่ก็ต้องโดนคู่แข่งผลิตของเลียนแบบ ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
W สงคราม ( War ) ในห้วง ๗ ปี ที่ผู้บรรยายได้เขียนหนังสือ Cyber War มีหลายคนบอกว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ก็มีเหตุการณ์ที่รัสเซียบุกจอร์เจีย และก่อนที่จะบุกโดยรถถัง ระบบสื่อสาร ธนาคารของประเทศล่มหมด ทำให้ไม่สามารถเผยแพร่หรือรายงานการโจมตีออกไปสู่ภายนอกได้ ในเรื่องของ Stuxnet virus ที่มีการโจมตีโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ประเทศอิหร่าน ถึงแม้ว่าเป็นระบบภายใน ( Intranet ) ไม่ได้ต่อออกสู่ภายนอก แต่ทั้งสหรัฐและอิสราเอลก็สามารถหาทางเจาะเข้าไปได้ ส่งผลให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของโรงงานฯกว่า ๘๐๐ เครื่องถูกทำลาย ถือเป็นการทำลายทางกายภาพโดยตรง สำหรับคำสั่งการโจมตีดังกล่าวเป็นเพียงหนอนไวรัส ( Worm ) และโปรแกรมไม่พึงประสงค์ ( Malware ) ซึ่งมีการกระจายไปทั่วโลก
สำหรับการจัดทำยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ ต้องตอบคำถาม ๖ คำถาม เพื่อให้เกิดการพิจารณาดังนี้
๑.  เราจะรุกอะไร? รับอะไร? สำหรับการรุกเป็นวิธีที่รวดเร็ว ประหยัดได้ผลที่สุด แต่ไม่สำคัญเท่าการรับ ในยุทธการระดับประเทศ การป้องกันถือเป็นยุทธศาสตร์แรก การโจมตีหรือรุกอาจจะมีค่าใช้จ่ายจัดตั้งทีมเจาะระบบสูงกว่า ๒ ล้านเหรียญสหรัฐ แต่การป้องกันต้องใช้งบประมาณเป็น ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือน ธ.ค.๕๙ มีการโจมตีโครงข่ายการไฟฟ้าของยูเครน โดยรัสเซีย ทั้งฝ่ายยูเครนต้องใช้เวลาถึง ๖ ชม.ในการฟื้นฟูระบบฯ และหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในประเทศไทย เราไม่มีไฟฟ้าใช้ ๖ เดือน อะไรจะเกิดขึ้น ดังนั้นการตั้งรับจึงเป็นสิ่งสำคัญเป็นอันดับแรก
๒. คำถามเกี่ยวกับภาคเอกชน ซึ่งมีทั้งการแพทย์ ตลาดหุ้น หน่วยงานเหล่านี้ มีการพิจารณาด้านความปลอดภัยกันเองหรือไม่? หรือให้ภาครัฐเข้าไปกำกับดูแล ซึ่งโดยปกติเอกชนไม่อยากให้ภาครัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้านความปลอดภัย จริงๆแล้วการกำกับดูแลของภาครัฐก็มีข้อจำกัด เพราะไม่รู้ว่าเอกชนทำงานอย่างไร? จึงควรมีความร่วมมือระหว่างกัน รัฐจะต้องกำหนดเป้าหมายด้านความปลอดภัยร่วมกับภาคเอกชน และมีการตรวจสอบจากภาครัฐอีกครั้งหนึ่ง ในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น โรงไฟฟ้า , โรงพยาบาล เป็นต้น ในห้วงที่ผ่านมาโรงพยาบาลในสหรัฐถูกโจมตีด้วย WannaCry, PetYa ต้องปิดการให้บริการทางโรงพยาบาลเองก็ไม่ทราบจะจัดการเรื่องดังกล่าวอย่างไร ดังนั้นรัฐต้องควบคุมแต่ไม่ได้บังคับ หรือจะบังคับต้องอาศัยวิธีการที่ชาญฉลาดพร้อมการตรวจสอบไปในตัว
๓. ประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัว ในองค์กรประเภท NGO อยากจะได้รับการคุ้มครองในเรื่องความเป็นส่วนตัว หากภาครัฐเข้ามากำกับดูแลก็ถูกมองว่าเป็นการควบคุมนั่นเอง ซึ่งในด้านความมั่นคงและด้านความเป็นส่วนตัวมีความขัดแย้งกันในตัว กรณีประวัติการรักษาพยาบาลถูกเจาะข้อมูลนำไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตก็คือเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัว การป้องกันเรื่องดังกล่าวก็ต้องใช้ด้านความมั่นคงเข้าไปจัดการ ดังนั้นไม่ต้องมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันเพราะทั้งสองด้านไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก รัฐต้องดูแลทั้งความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวไปพร้อมกันด้วย เช่น กรณีรัฐบาลสหรัฐมีการดักฟังโทรศัพท์ โดยดูข้อมูลที่เป็น Meta Data เมื่อมีการร้องเรียนก็ต้องมีหมายศาลในเรื่องดังกล่าว โดยศาลเองก็ต้องมีกระบวนการที่รวดเร็วในการออกหมาย ศาลโดยปกติจะไม่เข้าใจเรื่องไซเบอร์ ทางสหรัฐมีการจัดตั้งศาลเฉพาะด้านที่มีความรู้ความเข้าใจด้วยทั้งด้านโทรคมนาคมและการสื่อสาร ศาลจึงต้องเข้าสู่ยุคสารสนเทศเช่นเดียวกัน ถือเป็นบริการของภาครัฐในการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลและระบบสารสนเทศ
๔. เวลาที่เราต้องลงทุน ในการลงทุนไปกับซอฟต์แวร์ในการค้นหาข้อมูลสินค้าเมื่อลูกค้าหาสินค้าที่ต้องการเจอและสั่งสินค้า บริษัทมีการส่งสินค้าไปถึงมือลูกค้าให้ปลอดภัยไม่เสียหาย คำถามคือ เป็นเรื่องซอฟต์แวร์หรือเรื่องบุคคล ตอบก็คือ เราต้องลงทุนในเรื่องคน ซึ่งสามารถช่วยป้องกันระบบเครือข่ายขายสินค้าของเราได้ หากเราไม่มีผู้เชี่ยวชาญ เราจะปกป้องสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะด้านการทหาร บุคคลที่เก่งมักจะไม่เข้ามาในวงการทหาร สาเหตุเพราะไม่อยากเป็นทหาร ไม่อยากแต่งเครื่องแบบ หากเราต้องการคนที่มีความเชี่ยวชาญก็ต้องเปิดใจ เปิดรับคนใหม่ๆ ทั้งประเทศรัสเซีย และอิสราเอล หากเขาจับกุมวัยรุ่นที่เป็น Hacker เขาจะส่งไปเป็นทหาร เราจึงควรมีการฝึกอบรมคนเหล่านี้เป็นพันๆ คน เพื่อรับมือภัยคุกคามใหม่ๆ จากการสำรวจตำแหน่งงานที่ว่างโดยเฉพาะการทหาร ซึ่งมีเป็นแสนตำแหน่งที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญทางไซเบอร์ที่จะเข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้อีกมาก ขนาดว่าเราส่งเสริมทั้งการศึกษามีทุนเรียนด้านไซเบอร์เพื่อให้เข้ามาทำงานภาครัฐ แต่สุดท้ายก็ยังมีตำแหน่งว่างอยู่ดี
๕. นวัตกรรม ทุกคนมักจะผลิตสิ่งใหม่ๆ เพื่อขายในตลาด โดยไม่สนใจความปลอดภัย มีอุปกรณ์นับพันล้านชิ้นที่ต่อเชื่อมอินเตอร์เน็ต และในอีก ๓ ปีข้างหน้า อาจจะเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านชิ้น สำหรับแนวคิดเรื่อง IoT -Internet of Thing ทุกอุปกรณ์สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ตด้วยตัวมันเอง เช่นเครื่องขายน้ำอัดลมแบบหยอดเหรียญ ก็ต้องต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อจะได้ทราบว่าสินค้าหมดแล้วหรือยัง นอกจากนั้นแม้แต่ลิฟต์ก็ต้องมีการต่อเชื่อมอินเตอร์เน็ตเพื่อจะทราบข้อมูลการเข้าไปดูแลรักษาตามห้วงเวลา ถ้านวัตกรรมเชื่อถือไม่ได้จะเกิดปัญหา เช่น มีการเจาะเข้าไปในคาสิโน โดยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมอ่างเลี้ยงปลาในการควบคุมปริมาณออกซิเจนและใช้มันเป็นเครื่องมือเจาะเครื่องอื่นๆต่อไป นอกจากเครื่องควบคุม CCTV ก็มีโอกาสเป็นเหยื่อด้วยเช่นกัน ถ้าให้เลือกน้ำหนักของนวัตกรรม กับความน่าเชื่อถือ ผู้บรรยายให้น้ำหนักทางความน่าเชื่อถือมากกว่า
๖. ด้านการออกแบบยุทธศาสตร์ เราจะเน้นในเรื่องการป้องกันหรือฟื้นฟูหลังการโจมตี ในระบบคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องถูกโจมตี ในเครือข่ายลับก็ถูกโจมตี หน่วยงานลับ CIA ก็ถูกโจมตี ซึ่งประเทศต่างๆ ต้องเผชิญกับฝ่ายตรงข้ามอย่างรัสเซีย จีน ที่มีขีดความสามารถสูง ซึ่งเชื่อว่าเขาทำได้อย่างแน่นอน เราอาจจะป้องกัน Hacker ทั่วไปได้ แต่มืออาชีพนั้นไม่มีทางป้องกันได้ หลังถูกโจมตีต้องฟื้นฟูให้เร็วที่สุด โดยปกติทุกภาคส่วนมักจะคิดป้องกันการเจาะระบบ ลดความเสียหาย การแบ่งแยกระบบงานและเครือข่าย และต้องมีการฟื้นฟู มีระบบสำรอง ( Backup ) ให้ระบบกลับมาใช้งานตามปกติให้เร็วที่สุด
หากทุกคนต้องทำยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ ต้องตอบคำถามทั้ง ๖ ข้อให้ได้ แผนที่มีไม่ได้สั่งจากบนลงล่างอย่างเดียว ทั้งหมดต้องมีส่วนร่วมในการวางแผน มีการโต้เถียงกันให้ได้ข้อยุติ ในประเทศไทยเรามีทหารที่เข้มแข็ง แต่จะไม่ปลอดภัยหากไม่มีการป้องกันทางไซเบอร์
คำถามเกี่ยวกับหน่วยบัญชาการไซเบอร์ ( Cyber Command ) สหรัฐมีการรวมทั้ง ๓ เหล่าทัพขึ้นตรงต่อ รมว.กห.สหรัฐฯ ในประเทศกว่า ๒๐ ประเทศที่มีการจัดตั้งหน่วยดังกล่าว มีทั้งเล็กใหญ่ตามรูปแบบของแต่ละประเทศ หากเรามี Cyber Command ไม่ได้หมายความว่าหน่วยอื่นๆจะไม่สนใจด้านไซเบอร์ ประเทศไทยต้องออกแบบการพัฒนาไซเบอร์ และมองให้ออกว่ามันได้ประโยชน์ต่อประเทศอย่างไร ต้องหาคนมาเป็นผู้เชี่ยวชาญ รวมคนเหล่านั้นเข้าด้วยกัน
คำถามกรณี 9/11 เราให้ความสำคัญหน่วยงานที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน สร้าง Red Team เพื่อการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ซักซ้อมการโจมตี การวางแผนสำรองกรณีฉุกเฉิน ให้กระทรวงทั้งหมดปรับการทำงาน โดยไม่ต้องมีการสั่งการจากศูนย์บัญชาการเพียงอย่างเดียว แต่ถึงอย่างไรศูนย์บัญชาการสำรองก็อาจจะไม่มีคนเพียงพอ ถึงแม้จะมีคนไม่พอก็ต้องพยายามเฝ้าระวังในทุกๆวันอย่างต่อเนื่อง การฝึกด้านไซเบอร์ต้องทำบ่อยๆ แผนในเอกสารไม่มีประโยชน์ คนต้องได้ทำจริง ปฏิบัติจริง สำหรับเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติต้องมีความร่วมมือในการติดตามจับกุมตัวและมีมาตรการลงโทษประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือ
คำถามเรื่อง สงครามสารสนเทศและสงครามไซเบอร์ ในสหรัฐมองว่า Information Warfare ไม่ค่อยได้ใช้แล้ว เพราะแยกไม่ออกระหว่างสงครามจิตวิทยาหรือไซเบอร์กันแน่ เช่นในกรณีของการ์ต้าที่ถูกการเจาะระบบและเปิดเผยข้อมูล เป็นการใช้สงครามไซเบอร์เพื่อยึดครองเครือข่าย และใช้การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อการขยายผลดังกล่าว
คำถามขอให้ผู้บรรยายกล่าวถึงหนังสือใหม่ชื่อที่ว่า Warnings เล่าถึงการแจ้งเตือน ซึ่งจะมีขึ้นทุกๆ ครั้งที่มีภัยพิบัติขนาดใหญ่ โดยปกติมักจะมีคนทำนายว่าเกิดเหตุการณ์ใหญ่ขึ้นแต่คนไม่สนใจ เรามักจะไปแสวงหาผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็น แต่อาจจะมีบางความเห็นซึ่งไม่สอดคล้องกับส่วนใหญ่คนก็ไม่สนใจ อย่างกรณีของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่น มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบ ติดริมทะเล มีคนบอกว่าอาจจะเกิดแผ่นดินไหวและเกิดสึนามิ ซึ่งไม่มีใครเชื่อ แต่ปรากฎว่ามีเหตุการณ์จริง มีคนถามว่าท่านรู้ได้อย่างไร เขาก็บอกว่าได้เดินสำรวจบนภูเขาและมีป้ายศาลาหลักเขียนเตือนว่าอย่างสร้างสิ่งก่อสร้างที่มีระดับต่ำกว่านี้และเป็นการเตือนเมื่อ ๔๐๐ ปีมาแล้ว เป็นต้น
จริงๆ แล้วเรื่องเหล่านี้ ในบ้านเมืองเราได้มีการหยิกยกมาพูดคุยกันซ้ำแล้วซ้ำเล่ากันนานแล้วในหลายๆ เวที รวมถึงบทความ และสื่อต่างๆ แต่ด้วยความเป็นวัฒนธรรมของเรา ที่มักจะไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับเรื่องราวพวกนี้รวมถึงเครดิตคนไทยด้วยกันเองมากนัก จึงจำเป็นต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาบรรยาย อาจจะได้รับความเชื่อถือและความสนใจใส่ใจจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ที่ผ่านมามักมีแต่การสร้างกระแส เกาะกระแส ไม่ค่อยเอาจริงเอาจังกันเท่าไหร่ ปล่อยให้ผู้ปฏิบัติงานจริง ตัวจริง เสียงจริง ติ้นรนกันไป แต่บทเรียนในอดีตที่ผ่านมา พอมีการสนใจใส่ใจเอาจริงเอาจังของผู้หลักผู้ใหญ่ในการผลักดันส่งเสริมสนับสนุนจนเกิดหน่วยงาน Cyber Command อย่างเป็นรูปธรรมขึ้นมา ก็จะมีองค์เทพลงมาจุติ ทำนองว่า คนรู้ไม่ได้ทำ คนที่มาทำไม่ค่อยจะรู้ หรือรู้แบบงูๆ ปลาๆ พากันเข้าป่าเข้าดงไป และขอขอบคุณ พ.อ.นิพัฒน์ เล็กฉลาด จาก ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ที่สรุปประเด็นสาระการบรรยายของ Richard A. Clarke ที่เป็นประโยชน์เพื่อนำมาเผยแพร่ในครั้งนี้

-----------------------------------------

วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

คนไทย 4.0 หรือ คนไทยขาเลาะ ( Thai 4.0 vs. Thai 0.0 )

คนไทย 4.0 หรือ คนไทยขาเลาะ
( Thai 4.0 vs. Thai 0.0 )
โดย พลตรี ฤทธี  อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2559 เวลา 20.15 น. อธิบายถึง คนไทย
1.0 , 2.0 , 3.0 หรือ 4.0 โดยเปรียบเทียบกับ คนใช้โทรศัพท์ว่า ถ้ายังใช้งานเพียงเพื่อการสื่อสารพื้นฐาน ก็ยังคงเป็น “คนไทย 1.0” ถ้าหากใช้ “มือถือ” ในการส่ง e-mail , ส่งไฟล์เอกสาร หรือใช้ประโยชน์ในการทำงาน และกิจวัตรประจำวัน ก็น่าจะยกระดับตนเองเป็น “คนไทย 2.0” ได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากสามารถใช้ “สมาร์ทโฟนได้ราวกับคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อ “อินเตอร์เน็ตในการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ พัฒนาตนเอง ติดต่อกับคนทั่วโลกได้ ก็อาจได้ชื่อว่าเป็น “คนไทย 3.0” ยิ่งกว่านั้นหากสามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ สร้างเครือข่าย สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ นำไปสู่การผลิต ด้วยความรู้เหล่านั้น แล้วทำให้รู้สึกว่า “ทำงานน้อยลง แต่ได้ผลผลิตมากขึ้นเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา แบบนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็น “คนไทย 4.0” โดยสรุปแล้ว ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า “ท่านมีอะไร?” แต่สิ่งสำคัญ คือ “ท่านใช้สิ่งที่ท่านมีอย่างไร? ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยเฉพาะในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ในการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยอยู่บนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ว่าจะเป็น คนไทย 1.0 , 2.0 , 3.0 หรือ 4.0 ก็ตาม ขออย่าหยุดที่จะพัฒนาตนเอง [1]
ข้อเท็จจริง ปัจจุบันคนไทยเรามีทั้ง คนไทยขาเลาะ[2] หรือ คนไทย 0.0 , คนไทย 1.0 , 2.0 , 3.0 ไปจนถึง คนไทย 4.0 และบางคนอาจจะไปถึงขั้น คนไทย 5.0 ซึ่งหมายถึง คนไทยที่สามารถต่อยอดจากกลุ่ม คนไทย 4.0 ซึ่งใช้สิ่งที่มีอยู่สร้างรายได้ สร้างอาชีพ สร้างเครือข่าย สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และนำไปสู่การผลิต โดยการรวมศักยภาพคนไทย 4.0 ให้เป็นเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ในระดับภูมิภาคหรือระดับโลก และนำไปสู่การสร้างเครือข่ายสร้างพลังอำนาจในการต่อรองผลประโยชน์ในระดับชาติ   
แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ คนไทยขาเลาะ หรือ คนไทย 0.0 ซึ่งหมายถึง คนไทย ที่ชอบเที่ยวเตร็ดเตร่ไปเรื่อย ไม่มีสาระแก่นสารอะไร ส่วนมากจะเป็นกลุ่มเยาวชนวัยรุ่นหนุ่มสาว ที่ชอบเที่ยวเล่นสนุกสนานไปวันๆ ไม่คิดจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม บางรายมีความพร้อมด้านฐานะสภาพความเป็นอยู่สุขสบาย บางรายก็ตรงกันข้าม แต่ที่เหมือนกันคือความเป็น คนไทยขาเลาะ หรือ คนไทย 0.0 ที่สร้างปัญหาต่อสังคมไทย เช่น การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อแข่งขันด้านวัตถุนิยมหรือค่านิยมในทางที่ผิด  เที่ยวเตร่ มั่วสุมมอมเมาทางเพศ เกี่ยวข้องยาเสพติด เป็นต้น บางรายมีทุกอย่าง แบบที่นายกรัฐมนตรีกล่าว แต่ใช้สิ่งที่ตนมีแบบไร้คุณค่า ไม่มีการพัฒนา บางรายไม่มีก็พยายามแสวงหาให้ตนมี แต่ก็ใช้สิ่งที่มีแบบไร้คุณค่าคุณประโยชน์ บางรายใช้สิ่งที่มีเพื่อกระโดดข้ามไปเป็น คนไทย 3.0 แบบผิดๆ เช่น การใช้สื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชี่ยลมีเดีย ในการเผยแพร่ข้อมูล ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวที่ไม่เหมาะสมต่างๆ รวมถึงผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจากการใช้สื่อดังกล่าว
ดังนั้นการที่ “ท่านมีอะไร?” และ “ท่านใช้สิ่งที่ท่านมีอย่างไร?” คงไม่เพียงพอ หากคนไทยยังขาดการปลูกฝังเพาะบ่มกระบวนการทางความคิด ( Mind Set ) ตั้งแต่วัยเด็กในด้านที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มาพัฒนาประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการตามนโยบาย Thailand 4.0 [3] จึงอาจจะยังห่างไกลความเป็นจริง เพราะเรายังมี คนไทยขาเลาะ หรือ คนไทย 0.0 , คนไทย 1.0 , 2.0 และ 3.0 ที่ยังใช้สิ่งที่มีอยู่แบบผิดๆ ขาดสติ ขาดจิตสำนึก และขาดความรับผิดชอบ
การที่จะพัฒนาคนไทยเพื่อรองรับการไปสู่ Thailand 4.0 จึงต้องกลับมาเริ่มต้นที่การปลูกฝังเพาะบ่มกระบวนการทางความคิด ( Mind Set ) การสร้างความตระหนักรู้ ( Awareness ) การเสริมสร้างจิตสำนึก และสร้างค่านิยมที่ถูกต้องให้กับคนรุ่นใหม่ตั้งแต่วัยเด็ก จนถึง Generation X , Y , Z [4] ซึ่งมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในยุคดิจิตัล ให้ฉลาดที่จะเลือก ฉลาดที่จะใช้ และฉลาดที่จะอยู่กับมันได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการรู้เท่าทัน มีความตระหนัก มีจิตสำนึก และความรับผิดชอบ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้สามารถอยู่กับเทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด จะได้ไม่ตกเป็นทาสเทคโนโลยีแบบ คนไทยขาเลาะ หรือ คนไทย 0.0
กระบวนการปลูกฝังเพาะบ่ม ( Cultivation )  กระบวนการทางความคิดให้กับคนรุ่นใหม่ หลายประเทศที่เจริญแล้วได้ดำเนินการกันมานานแล้ว เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านี้ถือเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และคนรุ่นใหม่ของประเทศเหล่านี้ถือว่าได้มีการพัฒนารุ่นต่อรุ่นมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นประเทศที่ประสบปัญหาจากภัยสงครามมาในอดีต ตรงข้ามกับเด็กไทยอย่างสิ้นเชิง ที่การพัฒนาแบบย่ำเท้าอยู่กับที่ หรือถดถอยลงไปทุกวัน เพราะผู้ใหญ่มักทำแบบอย่างไว้ในทางที่ไม่ถูกไม่ควร และสังคมกับเพิกเฉย หรือบางกรณีเห็นดีเห็นงามไปด้วย มีการเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชี่ยลมีเดีย ทำให้เป็นแบบอย่างในทางที่ไม่ดีแก่คนรุ่นหลังๆ
แม้ว่าจะมีการรณรงค์เสริมสร้างจิตสำนึกค่านิยมคนไทย 12 ประการ[5] ของรัฐบาล และการจัดตั้ง ลูกเสือไซเบอร์ [6] ( Cyber Scout )  มาตั้งแต่ปี 2554 โดยสร้างอาสาสมัครลูกเสือไซเบอร์ ( Cyber Scout )  ที่มีจิตสำนึกด้านจริยธรรม คุณธรรม และขยายเครือข่ายอาสาสมัครลูกเสือไซเบอร์ ( Cyber Scout )  เพื่อสนับสนุนความรักความสามัคคีภายในชาติ เฝ้าระวังและสอดส่องพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของสังคมไทย  แต่แนวโน้มพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของสังคมไทยก็มิได้ลดลง นับวันจะทวีคูณเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น กระบวนการปลูกฝังเพาะบ่มกระบวนการทางความคิดไปสู่ Thailand 4.0 ให้กับคนไทยรุ่นใหม่ จึงมีความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วน ควบคู่ไปกับการแจกอุปกรณ์แท็บเล็ต ( Tables ) โดยเริ่มตั้งเด็กเล็กระดับอนุบาลมาจนถึงชั้นประถมศึกษา และพัฒนาความรู้ความเข้าใจ ทัศนคติ ค่านิยม จิตสำนึก และสร้างความตระหนักรู้ด้านการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดและภัยอันตรายต่างๆ ให้กับบุคลากรทางการศึกษา ครู บาอาจารย์ เพื่อนำไปถ่ายทอดปลูกฝังเพาะบ่มกระบวนการทางความคิดให้กับเด็กรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องแบบเดียวกับประเทศที่กล่าวมาแล้ว เพียงเท่านี้ประเทศไทยก็จะเจริญก้าวหน้าไปสู่ Thailand 4.0
----------------------------------------------------------------

อ้างอิง :

[1] http://thailand.prd.go.th/1700/ewt/aseanthai/ewt_news.php?nid=6679&filename=index


[6] http://www.cyberscout.in.th/home.php

วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ศูนย์ไซเบอร์อาเซียน ( ASEAN Cybersecurity Center )

ศูนย์ไซเบอร์อาเซียน
 ( ASEAN Cybersecurity Center )
โดย พลตรี ฤทธี อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก

ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงกลาโหม ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนด้านความ
มั่นคงทางไซเบอร์ ( ASEAN Workshop on Strengthening and Enhancing Cybersecurity Cooperation in the ASEAN Region : Towards an Integrated Approach in Addressing Transnational Crime ) ในระหว่างการจัดงานสัปดาห์ความมั่นคงทางไซเบอร์ประเทศไทย ปี ๒๕๖๐ ที่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 
ที่ประชุมตระหนักถึง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น และได้กลายเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก ดังนั้นประเทศสมาชิกอาเซียนจึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกัน ตลอดจนเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนกับประเทศภายนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรระดับภูมิภาค และองค์การระหว่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงและความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ นอกจากนี้รัฐต้องเสริมสร้างมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างผู้มีส่วนได้เสีย ระหว่างภาครัฐ ภาครัฐกับภาคเอกชน องค์กรระดับภูมิภาค และองค์การระหว่างประเทศ และสื่อมวลชน เพื่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน อันจะนำไปสู่การหารือและการสื่อสารกันอย่างสม่ำเสมอ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล การจัดตั้งจุดประสานงาน ตลอดจนความร่วมมือเพื่อป้องกันและรับมือจากการโจมตีทางไซเบอร์ และการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่บุคคลทั่วไปเกี่ยวกับภัยคุกคามและอาชญากรรมทางไซเบอร์ ลดช่องว่างด้านขีดความสามารถในการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ และช่องว่างของกฎหมายและฐานความผิดทางไซเบอร์ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน  ที่ประชุมเห็นพ้องต่อข้อเสนอให้พิจารณากลไกระดับภูมิภาคเพื่อบูรณาการความร่วมมือด้านไซเบอร์ โดยพิจารณาจัดตั้งศูนย์ไซเบอร์อาเซียน ( ASEAN Cybersecurity Center ) หรือ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านความมั่นคงและปลอดภัยทางไซเบอร์ของอาเซียน ( ASEAN Cybersecurity Centre Excellence ) หรือหน่วยงานอิสระ โดยกลไกนี้ควรประกอบด้วย ผู้แทนจากภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อเป็นเวทีสำหรับการหารือทั้งเชิงนโยบาย หรือเชิงเทคนิค การเสริมสร้างความตระหนักรู้ให้แก่บุคคลทั่วไป ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ การวิเคราะห์ข้อมูลและพัฒนางานวิจัยในประเด็นความปลอดภัยด้านไซเบอร์ ประสานงานด้านข้อมูลและข่าวกรอง ดำเนินงานเชิงปฏิบัติการ เสนอแนะแนวทางในการป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ในระดับชาติ และจัดการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ในการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ 
จากผลการประชุมดังกล่าว แสดงถึงแนวโน้มของความร่วมมือเพื่อป้องกันและรับมือจากการโจมตีทางไซเบอร์ในระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้นี้ และเชื่อว่าประเทศสมาชิกอาเซียนต่างเห็นความสำคัญ และมีความพร้อมในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกัน ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะได้รับการจัดลำดับอยู่ในอันดับที่ 20 ของโลก และอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ (1)  และมาเลเซีย (3)   สำหรับอันดับโลกของกลุ่มประเทศอาเซียนที่เหลืออีก 7 ประเทศ ประกอบด้วย ฟิลิปปินส์ (37) , บรูไน (53) , อินโดนีเซีย (70) , ลาว (77) , กัมพูชา (92) , พม่า (100)  และ เวียดนาม(101) ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทางสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ( International Telecommunication Union  : ITU ) ซึ่งเป็นหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ ( UN ) ดำเนินการสำรวจประเทศทั่วโลก 193 ประเทศ นำมาจัดทำเป็นรายงานในหัวข้อ “ Global Cybersecurity Index 2017 ” เผยแพร่เมื่อวันพุธที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยองค์การสหประชาชาติ ( UN ) ระบุว่ามีประเทศราวครึ่งหนึ่งของโลกที่เสี่ยงตกเป็นเหยื่อ อาชญากรออนไลน์เนื่องจากไม่มีแผนรักษาความปลอดภัยโลกไซเบอร์ที่ดีพอ
ปัญหาความพร้อมของประเทศไทย ไม่ได้อยู่ที่การจัดลำดับ หรือขีดความสามารถขององค์กรและตัวบุคคลากร แต่เป็นปัญหาภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างผู้มีส่วนได้เสีย , ช่องว่างของกฎหมายและฐานความผิดทางไซเบอร์ และการบริหารจัดการองค์กรและทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งมักจะยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรมองค์กรแบบตั้งเดิมในระบบอุปถัมภ์ พรรคพวก เพื่อนพ้อง น้องพี่ และเชื่อมโยงกับศูนย์อำนาจทางการเมือง ไม่มีความเป็นอิสระและเอกภาพเท่าที่ควร รวมถึงความพร้อมในการจัดตั้งองค์กรภายในประเทศ ที่เรียกว่า ศูนย์ไซเบอร์แห่งชาติ ( National Cybersecurity Center )  ที่จะมารองรับการทำงานของศูนย์ไซเบอร์อาเซียนซึ่งยังไม่มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม ว่าจะเป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรในระบบราชการ ซึ่งควรจะมุ่งเน้นการพัฒนาเสริมสร้างด้านความมั่นคงและความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศแบบองค์รวมทั้งเชิงรุกและเชิงรับตามกรอบมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของ National Institute of Standard and Technology NIST ) เพื่อเสริมสร้างหลักประกันความมั่นคงปลอดภัยและความไว้เนื้อเชื่อใจทุกภาคส่วน รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านปลอดภัยทางไซเบอร์ การพัฒนาบุคลากร และการเสริมสร้างความตระหนักรู้ให้แก่บุคคลทั่วไป เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นการเตรียมความพร้อมด้านไซเบอร์ของประเทศเพื่อรองรับการจัดตั้งศูนย์ไซเบอร์อาเซียนในอนาคต

---------------------------------------------

อ้างอิง :

วันพฤหัสบดีที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ประเทศไทย 4.0 กับ กองทัพ ศตวรรษ ที่ 21 ( Thailand 4.0 vs. Force 21 )

ประเทศไทย 4.0 กับ กองทัพ ศตวรรษ ที่ 21
( Thailand 4.0 vs. Force 21 )
โดย พลตรี ฤทธี อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก

อะไร? อะไร? ก็ 4.0 ประเทศไทยในยุคสมัยนี้ หากใครไม่พูดถึง “ ไทยแลนด์ 4.0 ” ( Thailand 4.0 ) ก็จะตกยุคตกสมัยไป ทั้งที่หลายต่อหลายคนก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจอะไรมากนัก ที่ว่าไม่เข้าใจหมายถึง นึกภาพความเป็นจริงไม่ค่อย
ออกว่าหน้าตา “ ไทยแลนด์ 4.0 ” มันเป็นอย่างไร
และมีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร? รวมถึง โมเดล 4.0 ได้ถูกนำไปใช้ในหลายๆ องค์กรอย่างแพร่หลาย แทบจะเรียกว่าเป็น กระแส 4.0 หรือ 4.0 ฟีเวอร์ เพื่อให้สอดรับกับ “ ไทยแลนด์ 4.0 ” ยกเว้นหน่วยงานของกองทัพ

ข้อเท็จจริง ไทยแลนด์ 4.0 เป็นเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยการพัฒนาประเทศในยุค 1.0 เราถือว่าเป็น ยุคเกษตรกรรม จากนั้นก็พัฒนากลายเป็นยุค 2.0 ที่มีการนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยงานหรือเป็นยุคอุตสาหกรรมเบา ในขณะที่ยุค 3.0 เป็นยุคอุตสาหกรรมหนักและมีการลงทุนจากต่างชาติ อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจในยุค 3.0 ยังมีความเปราะบางต่อสถานการณ์โลก และประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวข้ามความเป็นประเทศรายได้ปานกลาง

ดังนั้นการนำมาสู่ “ ไทยแลนด์ 4.0 ” จึงเป็นการเน้นที่จะแก้ปัญหาให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง โดยการพัฒนาโครงสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า New Economy Model มีการใช้ “ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ” ( Sufficiency Economy ) ที่ประชาชนสามารถสร้างรายได้ได้ด้วยตนเอง มีการปฏิรูปทั้งโครงสร้างในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น ภาคธุรกิจ การเกษตร การศึกษา และแรงงาน จากระบบเศรษฐกิจที่เน้นการผลิตโดยใช้แรงงาน เครื่องจักร และทรัพยากร เปลี่ยนมาเป็นการผลิตบนฐานความรู้และเทคโนโลยี  โดยมีการดึงสถาบันวิจัยระดับโลกเข้ามาตั้งในประเทศไทย และมีความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันการเงิน ให้มากขึ้นที่เรียกว่า ประชารัฐ โดยมีเป้าหมายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใน 3 - 5 ปี โมเดลไทยแลนด์ 4.0 ที่เป็น Value-based Economy จะต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ โดยมีเป้าหมาย 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่

1.กลุ่มอาหาร, เกษตรกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพ ( Food, Agriculture & Bio-tech )

2.กลุ่มสาธารณสุข บริการสุขภาพ และเทคโนโลยีการแพทย์ ( Health, Wellness & Bio-medical )

3.กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ, หุ่นยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ ( Smart Devices, Robotics & electronic )

4.กลุ่มดิจิตอล และเทคโนโลยีสมองกลแบบฝังตัว (  Digital & Embedded Technology )

5.กลุ่มอุตสาหกรรม สร้างสรรค์ และการบริการที่มีมูลค่าสูง ( Creative, Culture & High Value Service )

สำหรับบรรดาหน่วยงานกองทัพ ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคง ที่มีแผนงานการพัฒนาเสริมสร้างกำลังกองทัพอย่างเป็นระบบ ตามแผนยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม ที่พิจารณาจากความมั่นคงของโลก ภัยคุกคามของภูมิภาค สถานการณ์ภายในประเทศ ให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีประเด็นยุทธศาสตร์ของกระทรวงกลาโหมทั้ง ๓ ด้าน คือ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ : การป้องกันเชิงรุก,  ยุทธศาสตร์ที่ ๒  : การผนึกกำลังป้องกันประเทศ และยุทธศาสตร์ที่ ๓ : การสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง
การกำหนดแผนพัฒนาเสริมสร้างกองทัพแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ระหว่างปี 2560 – 2564 , ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2565 - 2569  , ระยะที่ 3 ระหว่างปี 2570 - 2574 และระยะที่ 4 คือ 2575 - 2579 ทั้งนี้ตามแผนยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหมได้เล็งเห็นว่า ภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า ไม่ใช่ภัยคุกคามที่ต้องใช้กำลังขนาดใหญ่เข้าปราบปรามเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา จึงมีความจำเป็นต้องลดคน แต่ต้องคงกำลังกองทัพให้เหมาะสม ทัดเทียมกับประเทศในภูมิภาค เพื่อความสมดุลของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การต่อรองผลประโยชน์ของชาติ โดยที่ไม่ต้องอาศัยพึ่งพาประเทศมหาอำนาจ
สิ่งที่สำคัญที่มาเสริมขีดความสามารถของกองทัพ ในยุคศตวรรษที่ 21  คงหนีไม่พ้นการพัฒนาขีดความสามารถด้านการปฏิบัติการไซเบอร์ ( Cyber Operation ) เพื่อรองรับกับภัยคุกคามไซเบอร์ในพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารที่ 5 ( Cyber Domain ) ตามแผนยุทธศาสตร์ไซเบอร์ของกระทรวงกลาโหม ที่กำหนดไว้รวม ๓ ด้าน คือ การป้องกัน,  การป้องปราม และการผนึกกำลัง โดยแผนแม่บทไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2560 – 2564   จะครอบคลุมแผนงานหลัก 6 แผนงาน ได้แก่ แผนการจัดองค์กรด้านไซเบอร์, แผนการป้องกันระบบโครงสร้างพื้นฐาน, แผนการพัฒนาความพร้อมการปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุกและการปฏิบัติการสงครามไซเบอร์, แผนการดำรงและพัฒนาศักยภาพด้านไซเบอร์, แผนการสนับสนุนศักยภาพทางไซเบอร์ระดับชาติ และแผนงานความร่วมมือและผนึกกำลังด้านไซเบอร์
ดังนั้น คงจะเป็นที่หายสงสัยว่า ทำไมกองทัพจึงไม่มี “ กองทัพ 4.0 ” จะมีแต่คำว่า “ กองทัพศตวรรษที่ 21 ” ( Force 21 ) แทน เพราะหน่วยงานกองทัพมุ่งพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถทางการทหารขององค์กรด้านการรักษาความมั่นคงของชาติ มิใช่มุ่งเน้นการแข่งขันเชิงธุรกิจ

---------------------------------------------

อ้างอิง :
http://www.thairath.co.th/content/613903
http://www.komchadluek.net/news/scoop/226657

http://www.komchadluek.net/news/politic/239087