วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560

สมรภูมิเฟซบุ๊กภูมิภาคอาเซียนร้อนระอุ

สมรภูมิเฟซบุ๊กภูมิภาคอาเซียนร้อนระอุ
โดย พลโท ฤทธี  อินทราวุธ
ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงกลาโหม
ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และไซเบอร์

ประเด็น Facebook กลายเป็น Talk of the Town กรณีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า  นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ( Mark Zuckerberg )  ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังจะมาเยือนไทย
ปลายเดือนตุลาคมนี้ และมีกำหนดจะเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ในวันที่ 30 ต.ค.60 นั้น ล่าสุดทางเฟซบุ๊กสำนักงานที่สิงคโปร์ ได้ส่งข้อความสั้นๆ มายังสื่อมวลชนในไทย โดยอ้างโฆษกของเฟซบุ๊ก ระบุว่า There are no plans currently for any of our senior leaders to visit Thailand .” : Facebook spokesperson หรือ แปลเป็นไทยว่า “ ผู้บริหารระดับสูงของเฟซบุ๊กยังไม่มีกำหนดการจะเดินทางมาเยือนประเทศไทยในช่วงนี้ ”[1]
เรื่องดังกล่าว กลายเป็นประเด็นทางสื่อต่างๆ และสังคมโซเชียล ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เพราะ ต่างคาดหวังว่า การที่นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ( Mark Zuckerberg )  ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กและผู้บริหารระดับสูงมาพบนายกรัฐมนตรีจะเป็นผลดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองทั้งด้านเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติตามที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงสื่อ[2]
การที่ทาง Facebook ได้ออกมายืนยันว่านายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก CEO Facebook ยังไม่มีแผนมาไทยในช่วงนี้นั้น อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งมาจากการนำเสนอข่าวของสื่อต่างๆในไทย จนทำให้ทางเฟซบุ๊กสิงคโปร์กังวลว่า หากการพบปะเจรจาในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อทางสิงคโปร์โดยตรง เพราะสิงคโปร์ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางเครือข่ายเฟซบุ๊กในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งที่ผ่านมาเฟซบุ๊กกับรัฐบาลไทยนั้นมีการร่วมงานกันมานานแล้ว และนายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ( Mark Zuckerberg ) ก็ได้มีแผนมาประเทศไทยจริง แต่เป็นการเดินทางเพื่อคุยกับผู้นำของไทยแบบส่วนตัว ด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ไม่อยากเป็นข่าวใหญ่โต ต้องการมาพบนายกฯ เป็นการส่วนตัว และไม่ต้องการให้เป็นข่าวใหญ่โตจนสื่อมารอดักสัมภาษณ์ เมื่อเรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่โตจำอาจเป็นสาเหตุให้นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ยกเลิกการเยือนไทยในครั้งนี้
สำหรับประเด็นข้อกังวลของทางเฟซบุ๊กสิงคโปร์เชื่อว่า การพบปะในครั้งนี้ นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ( Mark Zuckerberg ) จะมีการคุยกับรัฐบาลไทยในหลายเรื่อง โดยเฉพาะโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ( Eastern Economic Corridor หรือ EEC ) หรือพื้นที่พิเศษ ที่รัฐบาลตั้งใจส่งเสริมการลงทุน
โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีในเมืองใหม่ และมีกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ ซึ่งทางเฟซบุ๊กก็น่าสนใจจะร่วมลงทุนในโครงการนี้เช่นกัน เพราะที่ตั้งของประเทศไทยเป็น Landmark ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ และจำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊กของไทยอยู่ในลำดับที่ 8 ของโลก มีจำนวนมากถึง 46 ล้านยูสเซอร์[3] ซึ่งมีการนำเฟซบุ๊กมาใช้เป็นช่องทางธุรกิจการค้าในหลายๆด้าน รวมถึงแนวคิดในการที่จะย้ายศูนย์กลางเครือข่ายเฟซบุ๊กของภูมิภาคนี้มาตั้งอยู่ที่ประเทศไทย ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อสิงคโปร์อย่างเห็นได้ชัด อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ สมรภูมิเฟซบุ๊กภูมิภาคอาเซียน ร้อนระอุ !!!
-------------------------------------------
อ้างอิง :

วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

แนวคิดการจัดตั้ง ศูนย์บัญชาการไซเบอร์กลาโหม

แนวคิดการจัดตั้ง ศูนย์บัญชาการไซเบอร์กลาโหม
(Concept of Defense Cyber Command Center )

โดย พลโท ฤทธี  อินทราวุธ

ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงกลาโหม

ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และไซเบอร์


สถานการณ์ความรุนแรงของภัยคุกคามและการโจมตีทางไซเบอร์ในปัจจุบัน นับวันจะทวีความเข้มข้นและความรุนแรงเพิ่มขึ้นตามลำดับ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งด้าน
การเมือง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา และการทหาร หลายประเทศได้มีความตระหนักและมีการตื่นตัวในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยคุกคามและการโจมตีดังกล่าว โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การสหประชาชาติได้ออกมาแจ้งเตือนว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 อาจจะเกิดบนโลกไซเบอร์ วอนนานาชาติเร่งหาทางรับมือ [ 1 ]
สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสงครามไซเบอร์มากที่สุด โดยเริ่มปรับหลักนิยม ทางทหารใหม่ ได้เพิ่ม สมรภูมิการรบที่ 5 คือ ไซเบอร์โดเมน ให้เทียบเท่ากับสมรภูมิรบที่มีอยู่เดิม คือ บก ทะเล อากาศ และอวกาศ สมรภูมิบกก็จะมี กองทัพบกรับผิดชอบ สมรภูมิทะเลหรือมหาสมุทรก็จะมีกองทัพเรือดูแล ส่วนห้วงอากาศก็จะมีกองทัพอากาศคอยปกป้องอยู่ ส่วนอวกาศนั้นจะมีหน่วยทหารที่รับผิดชอบโดยตรงอยู่แต่ยังไม่ถึงกับเรียกว่าเป็นกองทัพอวกาศ ดังนั้นการที่กำหนดให้ไซเบอร์เป็นอีกหนึ่งสมรภูมิแห่งการสู้รบนั้น เพื่อที่จะได้จัดตั้งกองกาลังที่รับผิดชอบในการรบในสมรภูมินี้ โดยล่าสุดสหรัฐฯ ได้ก่อตั้งกองทัพไซเบอร์ขึ้น เรียกว่า กองบัญชาการไซเบอร์ (Cyber Command)
กองบัญชาการไซเบอร์ [ 2 ] (US CYBERCOM) เป็น กองบัญชาการรบร่วมระดับรอง ( Sub-unified command ) ขึ้นตรงกับกองบัญชาการด้านยุทธศาสตร์ (US STRATCOM) หน่วยบัญชาการไซเบอร์ตั้งอยู่ในฐานทัพฟอร์ทมีด ( Fort Meade )  มลรัฐแมร์รี่แลนด์  ( Maryland ) ซึ่งเป็น ศูนย์บัญชาการรบร่วม ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารในไซเบอร์โดเมนทั้งหมด ปัจจุบันประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 60 ว่ากำลังยกระดับกองบัญชาการไซเบอร์จากเดิมอยู่ภายใต้กองบัญชาการด้านยุทธศาสตร์ ให้เป็นกองบังคับบัญชาพลรบรวม (Unified Combatant Command) อย่างเต็มรูปแบบ และให้แยกออกจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (NSA) ซึ่งก่อนหน้านี้กองบัญชาการไซเบอร์อยู่ภายในสำนักงานใหญ่ของ NSA มาแล้ว 8 ปี
หน้าที่หลักของกองบัญชาการไซเบอร์ คือ การปกป้องระบบเครือข่ายที่ทหารเป็นผู้รับผิดชอบ ในขณะที่ระบบเครือข่ายของรัฐบาลฝ่ายพลเรือนนั้นจะเป็นหน้าที่ของ กระทรวงโฮมแลนด์ซีเคียวลิตี้ หน่วยบัญชาการไซเบอร์จะมีส่วนของกองกำลังที่อยู่ในสังกัดเหล่าทัพต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย กองทัพบกที่ 2 (2nd Army), กองทัพเรือที่ 10 (10th Fleet), กองทัพอากาศที่ 24 (24th Air Force) และกองกำลังไซเบอร์กองทัพน้อยนาวิกโยธิน (US Marine Corps Forces Cyberspace Command) ในส่วนของกองทัพอากาศที่ 24 ประกอบด้วย 3 กองบิน และ 1 ศูนย์ปฏิบัติการ ซึ่งประกอบด้วย 67th Network Warfare Wing , 688th Information Operations Wing , 689th Combat Communications Wing และ 624th Operations Center นอกจากนี้ กองบัญชาการไซเบอร์ ยังประกอบด้วยส่วนสนับสนุนกำลังรบร่วมต่างๆ   สำหรับหน่วยงานทหารซึ่งจะให้การสนับสนุนร่วมกับกองบัญชาการไซเบอร์ ได้แก่
·       Army Cyber Command (Army)
·       Fleet Cyber Command/Tenth Fleet (Navy)
·       Air Forces Cyber/Twenty-Fourth Air Force (Air Force)
·       Marine Corps Cyberspace Command (Marine Corps)
ส่วนทหารที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ( Military Specialties ) เป็นส่วนที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรงด้านไซเบอร์  โดยทหารเหล่านี้จะได้รับคำสั่งจากส่วนสนับสนุนกำลังรบร่วมของตนตามสายการบังคับบัญชา ได้แก่
·       US Army - นายทหารสงครามไซเบอร์, เจ้าหน้าเทคนิคปฏิบัติการไซเบอร์, ผู้เชี่ยวชาญสงครามไซเบอร์
·       US Navy – ด้านเครือข่ายช่างเทคนิคด้านการเข้ารหัส
·       US Air Force – ส่วนปฏิบัติการสงครามพื้นที่ไซเบอร์
·       US Marine Corps – ส่วนปฏิบัติการเครือข่ายไซเบอร์และส่วนงานวิเคราะห์/ปฏิบัติการเครือข่ายดิจิทัลระบบทางรหัส
กองบัญชาการไซเบอร์ มีการจัดตั้งทีมไซเบอร์ (Cyber teams) ตั้งแต่ปี 2015 เพื่อตอบสนองภารกิจในแต่ละด้าน จำนวนถึง 133 ทีมไซเบอร์ ดังนี้
·       ทีมภารกิจระดับชาติ จำนวน 13 ทีม เพื่อการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ในวงกว้าง
·       ทีมป้องกันไซเบอร์ จำนวน 68 ทีม เพื่อปกป้องเครือข่ายของกระทรวงกลาโหมที่มีความสำคัญและให้ความเร่งด่วนต่อระบบต่อต้านภัยคุกคามต่างๆ
·       ทีมภารกิจด้านการรบ จำนวน 27 ทีม ดำเนินการโจมตีทางไซเบอร์แบบส่วนร่วมสำหรับสนับสนุนแผนการปฏิบัติต่างๆ และการปฏิบัติในกรณีฉุกเฉินต่างๆ
·       ทีมสนับสนุน 25 ทีม สำหรับการสนับสนุนการวิเคราะห์และการวางแผน
สภากลาโหมได้มีมติเห็นชอบร่างแผนแม่บทไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2560-2564[ 3 ] รองรับยุทธศาสตร์ไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศ ครอบคลุม 6แผนงาน คือ แผนงานจัดองค์กรด้านไซเบอร์ , แผนการป้องกันระบบโครงสร้างพื้นฐาน , แผนการพัฒนาความพร้อมในการปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุก และการปฏิบัติสงครามไซเบอร์ แผนการดำรงและพัฒนา ศักยภาพด้านไซเบอร์ รวมทั้งแผนการสนับสนุนศักยภาพด้านไซเบอร์ระดับชาติ และแผนการร่วมมือและพัฒนาศักยภาพไซเบอร์ โดยได้มีการจัดตั้ง ศูนย์ไซเบอร์ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม  ,ศูนย์ไซเบอร์กองบัญชาการกองทัพไทย และศูนย์ไซเบอร์เหล่าทัพขึ้น และล่าสุดเมื่อวันที่  21 ก.ย. 60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ประกาศว่า รัฐบาลตั้งเป้าปี 61 จะสร้างนักรบไซเบอร์ให้ได้ 1,000 คน[ 4 ]
การจัดตั้ง ศูนย์ไซเบอร์ของกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ ดังกล่าว เป็นไปในลักษณะต่างฝ่ายต่างทำ ไม่ประสานสอดคล้อง และไม่มีความเป็นเอกภาพ  ซึ่งแตกต่างจากการจัดหน่วยไซเบอร์ของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งมี กองบัญชาการไซเบอร์  เป็นหน่วยระดับ กองบัญชาการรบร่วม ( Unified Command ) ทำให้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจเพื่อรองรับยุทธศาสตร์ไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม ทั้ง 6 แผนงาน ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติงานด้านไซเบอร์ของกระทรวงกลาโหม ครอบคลุมแผนงานตามร่างแผนแม่บทไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม จึงควรพิจารณาจัดตั้ง ศูนย์บัญชาการไซเบอร์กลาโหม   ( Defense Cyber Command Center : DCCC )  เช่นเดียวกับกองทัพสหรัฐ ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับสถานการณ์และแนวโน้มความรุนแรงของภัยคุกคามด้านไซเบอร์ตามที่ได้กล่าวมาแล้วขั้นต้น และเป็นไปตามแนวทางการพัฒนากองทัพด้านไซเบอร์ของสหรัฐฯ ที่มีการประกอบกำลังครอบคลุมทั้ง 3 เหล่าทัพ เพื่อความเป็นเอกภาพในการปฏิบัติงานร่วมกัน เป็นการบูรณาการและควบคุมการปฏิบัติด้านไซเบอร์ของหน่วยงานในกระทรวงกลาโหม , สนับสนุนศักยภาพด้านไซเบอร์ระดับชาติ และประสานการร่วมมือและพัฒนาศักยภาพด้านไซเบอร์ในระดับชาติ ซึ่งจะมีการจัดตั้ง ศูนย์ไซเบอร์อาเซียน ในเร็วๆ นี้
แนวทางการจัดตั้ง ศูนย์บัญชาการไซเบอร์กลาโหม ควรเป็นหน่วยระดับ กองบัญชาการรบร่วม ( Unified Command ) โดยการแปรสภาพ ศูนย์ไซเบอร์ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม เป็น ศูนย์บัญชาการไซเบอร์กลาโหม เป็นหน่วยขึ้นตรง สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม  มี ผู้บัญชาการไซเบอร์กลาโหม ( Defense Cyber Commander )  ( อัตรา พลเอก ) เป็น ผู้บังคับบัญชา มี รองผู้บัญชาการไซเบอร์กลาโหม ( Deputy Defense Cyber Commander ) ( อัตรา พลโท ) จำนวน 4 อัตรา มาจาก กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ โดยปรับเกลี่ยตำแหน่ง/อัตรา ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ( อัตรา พลเอก )  และตำแหน่ง อัตราผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ ( อัตรา พลโท )  เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านกำลังพลและงบประมาณ โครงสร้างการจัดประกอบด้วย  กองบัญชาการ , ศูนย์ไซเบอร์กลาโหม ( ศูนย์ไซเบอร์ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม ปรับสายการบังคับบัญชาใหม่ )  และมีศูนย์ไซเบอร์กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ ขึ้นควบคุมทางยุทธการเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤตระดับชาติ โดยมีภารกิจ ตามกรอบร่างแผนแม่บทไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2560-2564 และมีสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ( สทป. ) หรือ DTI.  ให้การสนับสนุนในด้านการพัฒนาบุคลากร การศึกษาวิจัย และการประสานความร่วมมือต่างๆ ด้านไซเบอร์ ทั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม สามารถจัดตั้งศูนย์บัญชาการไซเบอร์กลาโหมเพื่อการทดลองปฏิบัติงาน ไปพลางๆก่อนเช่นเดียวกับกองทัพบก ในการทดลองปฏิบัติงาน ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ที่ผ่านมาก่อนการจัดตั้งหน่วยจริง หรือจะจัดตั้งตามแนวทางการจัดตั้ง ศูนย์การแก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ ( ศมบ.) ก็คงจะมีความเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็วและเป็นประโยชน์ต่อกระทรวงกลาโหมและประเทศชาติสืบไป เรื่องแบบนี้ต้อง คิดเร็วทำเร็ว อย่าปล่อยให้เป็นไปแบบคำสุภาษิตโบราณกล่าวว่า " กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ "
-------------------------------------------------
อ้างอิง :
[1] http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000118760
[2] https://en.wikipedia.org/wiki/United_States_Cyber_Command

[4] https://www.thairath.co.th/content/1076524

วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560

คณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

คณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

โดย พลตรี ฤทธี  อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบหลักการ ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เมื่อ 19 กันยายน 2560 เพื่อเตรียมการด้านการพัฒนาและการรักษา
ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ด้านเศรษฐกิจ สาธารณสุข พลังงาน การทหาร ระบบการเตือนภัย และการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ อีกทั้งสามารถป้องกันหรือรับมือกับสถานการณ์ด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยคุ้มครองและสร้างความเชื่อมั่นให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ร่างระเบียบดังกล่าว กำหนดให้ นายกรัฐมนตรี เป็น ประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เป็น รองประธานคนที่ 1 และรองประธานคนที่ 2 รวมถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวนไม่เกิน 7 คน เป็นกรรมการ โดยให้ปลัดกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นกรรมการและเลขานุการ และให้รองปลัดกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
คณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ จะมีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดนโยบายและแผนระดับชาติ ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี บูรณาการ จัดการพัฒนา และการสร้างศักยภาพในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินทางความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยการจัดทำแผนแม่บทด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เพื่อปกป้องด้านโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ  พิจารณากำหนดโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศของประเทศ และวางกรอบการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานเอกชน โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วย หน่วยงานประสานงานกลาง หน่วยงานเผชิญเหตุฉุกเฉิน และกรอบมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตามหลักการบริหารความเสี่ยง ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการดำเนินการ ประสานความร่วมมือกับคณะกรรมการระดับชาติหรือคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายอื่น เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในการจัดให้มีหรือปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
ในมุมมองของการเตรียมความพร้อม ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ เพื่อการรับมือกับภัยคุกคามและการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นตามลำดับ ถือได้ว่าการจัดตั้งคณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เป็นอีกก้าวหนึ่งของความสำคัญและความตระหนักในระดับรัฐบาล แต่บทเรียนความล้มเหลวที่ผ่านมาในอดีต ซึ่งได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติมาแล้ว แต่ก็ไม่ประสบผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ทางภาครัฐ ภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ ก็คงเป็นไปตามสูตรเดิมๆ คือ ผู้บริหารระดับสูงยังไม่ให้ความสำคัญในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เท่าไรมากนัก การสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาบุคคลากรและอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือป้องกันการโจมตีก็ล่าช้าอยู่ในลำดับความเร่งด่วนท้ายๆ  ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการดิ้นรน เต้นแร้งเต้นกาไปตามยถากรรม แต่เวลาโดนโจมตี โดน Hack เปลี่ยนหน้าเว็บ เจาะระบบ เจาะฐานข้อมูล ฯลฯ ก็ค่อยเต้นเป็นไฟไหม้ฟาง พอเรื่องซาลงก็เข้าสูตรเดิม ที่สำคัญการให้ความสำคัญต่อบุคคลากรภาครัฐที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ทักษะ ประสบการณ์ในด้านไซเบอร์ ในการส่งเสริมสนับสนุนให้มีความเจริญก้าวหน้าเติมโตไปตามลำดับ และการนำมาใช้ประโยชน์ต่อทางราชการอย่างเต็มทีเช่นเดียวกับบุคคลากรผู้เชี่ยวชาญสายงานอื่นๆ ที่เกษียณอายุราชการไปแล้วในระบบราชการยังมีช่องทางอยู่น้อยมาก ทำให้บุคลากรเหล่านี้ต้องหันไปพึ่งพาองค์กรภาคธุรกิจเอกชน จนทำให้องค์กรภาคธุรกิจเอกชนเหล่านี้มีการพัฒนาเสริมสร้างขีดความสามารถ ด้านรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มากกว่าองค์กรภาครัฐ
อีกบทเรียนแห่งความล้มเหลว ในการจัดตั้งคณะกรรมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อนุกรรมการฯ คณะทำงานฯ ต่างๆ  ซึ่งมักจะใช้สูตรเดิมๆ คือ ข้าราชการหรือผู้บริหารระดับสูงยุค Analog ผู้สูงอายุที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ ทักษะ ประสบการณ์การทำงานจริง และไม่ค่อยจะมีเวลาในการทำงานด้านไซเบอร์อย่างเต็มที่ เวลาจะคิดจะทำอะไรก็มักใช้คนใกล้ชิดคนใกล้ตัวเป็นหลัก โดยไม่ได้ไปเสาะแสวงหาผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์เฉพาะในแต่ละด้านมาเป็นกลไกขับเคลื่อนในการทำงาน ก็คงเป็นการยากที่จะทำให้การทำงานของ คณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้ เพราะดูภารกิจ หน้าที่ และขอบเขตของคณะกรรมการฯ ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งมีจำนวนมากมายหลากหลายงานจึงไม่เป็นการง่ายเลย ในการที่จะหาบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์เฉพาะในแต่ละด้านมาช่วยกันทำ แต่ถ้ายังคงเป็นแบบพวกมากลากไป คนของใครคนของมัน ไม่ต่างอะไรกับ “ การติดกระดุมผิดในเม็ดแรก ”

---------------------------------------------

อ้างอิง :

https://www.dailynews.co.th/politics/599338

วันเสาร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2560

ไซเบอร์ : หนึ่งในพลังอำนาจทางทหารที่กองทัพทั่วโลกจับตามอง แต่ไทยมึน ?

ไซเบอร์ : หนึ่งในพลังอำนาจทางทหารที่กองทัพทั่วโลกจับตามอง แต่ไทยมึน ?
( Cyber : One of the Military power )
พลตรี ฤทธี  อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก
การทหาร ถือเป็นหนึ่งในกำลังอำนาจแห่งชาติ หรือ พลังอำนาจของชาติ[1]  ( National Power ) นอกเหนือจาก การเมือง , เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา ถือเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงของชาติ ( National Security ) ที่
สำคัญที่สุด ประเทศใดที่กำลังอำนาจทางการทหารมีความอ่อนแอ ไม่มั่นคงแข็งแรงเพียงพอ ก็มักจะถูกแทรกแซง หรือถูกรุกรานจากประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพทางทหารที่เหนือกว่า ดังนั้นในหลายประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก จึงให้ความสำคัญด้านการพัฒนาเสริมสร้างกำลังอำนาจทางการทหาร เพื่อใช้ในการปกป้องคุ้มครองเอกราช อธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ  หรือใช้เป็นอำนาจในการต่อรอง
การพัฒนาเสริมสร้างกำลังอำนาจทางการทหารของแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกัน ขึ้นกับสภาพแวดล้อมของภัยคุกคาม การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ การพัฒนาเสริมสร้างกำลังอำนาจทางการทหารของประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน อังกฤษ ฯลฯ มักจะให้ความสำคัญและใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมหาศาลกับ “ อาวุธยุทโธปกรณ์ ” เพื่อใช้ในการสู้รบ ปกป้องเอกราช และอธิปไตยของตัวเอง รวมทั้งการใช้เป็นเครื่องมือทางการทหาร เพื่อสร้างความได้เปรียบให้แก่ตัวเองในเชิงยุทธศาสตร์ต่างๆ ในหลายพื้นที่และหลายสมรภูมิทั่วโลก[2] จากข้อมูลผลการสำรวจอันดับกองกำลังทางทหารที่มีพลังมากที่สุดในโลก 35 อันดับ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆราว 50 กว่าปัจจัย อาทิ งบประมาณด้านการทหาร กำลังพล และจำนวนยุทธภัณฑ์ในแต่ละประเทศ  โดยสหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับหนึ่งของโลก มีงบประมาณด้านการทหารที่สูงที่สุดในโลก คือราว 612,500,000,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ , รัสเซียตามมาเป็นอันดับสอง , จีนอยู่ในอันดับสามของโลก โดยมีงบประมาณด้านการทหารอยู่ที่ 126,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ  สำหรับประเทศไทย ติดอันดับที่ 24 มีงบประมาณด้านการทหาร 5,390,000,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ[3] ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การพัฒนาเสริมสร้างกำลังอำนาจทางการทหารของทุกประเทศทั่วโลกต่างให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ แต่อย่างไรก็ตามสำหรับประเทศไทย ก็ถือว่าการจัดลำดับกองกำลังทางทหารที่มีพลังมากที่สุดในโลกนี้อยู่ในลำดับกลางๆ ค่อนข้างล่างจาก 35 ประเทศ ทั้งนี้เนื่องมาจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ประกอบกับปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ รวมถึงความต้องการงบประมาณเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ
การพัฒนาเสริมสร้างกำลังอำนาจทางการทหารของประเทศต่างๆ ทั่วโลกส่วนใหญ่จะไปในทิศทางเดียวกัน นอกเหนือจากกำลังรบและอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว สิ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นในการพัฒนาเสริมสร้างกองทัพให้มีประสิทธิภาพและมีศักยภาพทางการทหารในยุคปัจจุบันและอนาคต โดยใช้งบประมาณไม่มากนัก แต่สามารถเสริมสร้างขีดความสามารถและศักยภาพทางการทหารให้มีความเหนือกว่าและเป็นที่เกรงขาม คงหนีไม่พ้นการเสริมสร้างและพัฒนากองทัพในด้านไซเบอร์ ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการทางทหาร ให้เกิดความได้เปรียบ และลดการสูญเสียด้านกำลังรบและอาวุธยุทโธปกรณ์
ไซเบอร์ ( Cyber ) กองทัพชั้นนำในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความสำคัญกับ การปฏิบัติการทางไซเบอร์ ( Cyber Operations ) มานานหลายสิบปีแล้ว โดยปัจจุบันได้มีการจัดตั้ง กองบัญชาการไซเบอร์[4] ( Cyber Command ) หรือ กองทัพไซเบอร์ ขึ้นมา โดยมีนายทหารยศ “ พลเอก ” เป็น ผู้บัญชาการ เพื่อรองรับการปฏิบัติการทางทหารในโลกไซเบอร์ หรือพื้นที่ปฏิบัติการทางไซเบอร์ ( Cyber Domain )  รวมถึงการทำสงครามไซเบอร์ ( Cyber Warfare ) ซึ่งหลายประเทศต่างได้ดำเนินการจัดตั้งหน่วยงานด้านไซเบอร์ รวมถึงการพัฒนาเสริมสร้างกำลังรบส่วนหนึ่งที่เรียกว่า นักรบไซเบอร์ ( Cyber Warrior ) ทั้งแบบเปิดเผยและไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ อาทิเช่น กองทัพสหรัฐอเมริกา จีน เกาหลี ฯลฯ ตามที่เป็นข่าวปรากฏเกี่ยวกับการโจมตีหรือเจาะระบบของพวกแฮ็กเกอร์ ( Hacker ) และการแพร่ระบาดของไวรัสคอมพิวเตอร์ ( Virus Computer  )  หรือโปรแกรมไม่พึงประสงค์ ( Malware ) ต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก สำหรับกองทัพของไทยได้มีการจัดตั้งหน่วยงานไซเบอร์ขึ้นมาเช่นกัน โดยเน้นไปในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ( Cyber Security ) ให้กับระบบสารสนเทศขององค์กรเป็นหลัก ซึ่งจะมีความแตกต่างกับการพัฒนาเสริมสร้างกำลังกองทัพด้านไซเบอร์ของประเทศอื่นๆ ที่นอกเหนือจากภารกิจด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แล้ว  ต่างมุ่งเป้าไปสู่การพัฒนากำลังรบแบบ หน่วยรบไซเบอร์ ( Cyber Forces )  เพื่อการปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุก และการทำสงครามไซเบอร์เป็นการเฉพาะ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถ ศักยภาพ อำนาจกำลังรบ และความได้เปรียบทางการทหารในพื้นที่ปฏิบัติการทางไซเบอร์ หรือ ไซเบอร์โดเมน ( Cyber Domain ) ในการสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารในมิติการรบอื่นๆ เช่น พื้นที่ปฏิบัติการทางภาคพื้นดิน ( Land Domain )  , พื้นที่ปฏิบัติการทางภาคพื้นน้ำ ( Sea Domain )  และพื้นที่ปฏิบัติการทางอากาศ ( Air Domain )
หากเรายังคงจัดตั้งหน่วยงานไซเบอร์ของกองทัพขึ้นมา เพื่อการดูแลงานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นหลัก โดยไม่ให้ความสำคัญเร่งด่วนในด้านการพัฒนาเสริมสร้างกำลังพลและหน่วยงานไซเบอร์เพื่อไปสู่การปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุกเช่นเดียวประเทศต่างๆ ทั่วโลกซึ่งใช้งบประมาณจำนวนไม่มากนัก จะทำให้การพัฒนาเสริมสร้างกำลังกองทัพด้านไซเบอร์ล้าหลัง อาจจะเป็นการพัฒนากองทัพที่ผิดทิศทาง ไม่ทันต่อสถานการณ์และภัยคุกคามในอนาคต
การเสริมสร้างและพัฒนากองทัพในด้านไซเบอร์ จึงมีความสำคัญควบคู่ไปกับการพัฒนาเสริมสร้างกำลังรบและอาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล แต่การการเสริมสร้างและพัฒนากองทัพในด้านไซเบอร์เป็นการลงทุนระยะยาว มีความต่อเนื่อง ที่ใช้งบประมาณไม่สูงมากนัก แต่สามารถเพิ่มศักยภาพทางทหารได้ไม่น้อย ดังนั้น กองทัพจึงควรหันมาให้ความสำคัญและปรับแนวคิดในการพัฒนาเสริมสร้างหน่วยงานดังกล่าว อย่ารอให้เกิดสงครามไซเบอร์ขึ้นมาก่อนแล้วค่อยคิดได้ “ ไซเบอร์ ” ก็คงไม่ต่างจาก “ เกลือ ” ดังสุภาษิตโบราณว่า “แกงจืดจึงรู้คุณเกลือ”
-----------------------------------------
แหล่งข้อมูลอ้างอิง :
[1] https://hengwelcome5000.files.wordpress.com/2014/07/283-e0b89ee0b8a5e0b8b1e0b887e0b8ade0b8b2e0b899e0b8b2e0b888e0b981e0b8abe0b988e0b887e0b88ae0b8b2e0b895e0b8b4-national-power-5.pdf
[2] http://m.matichon.co.th/readnews.php?newsid=1445838104
[3] https://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1405075034

[4] https://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1360126342

วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สื่อสารมวลชน กับ เทคโนโลยีสารสนเทศ ( Mass communication vs. Information Technology )

สื่อสารมวลชน กับ เทคโนโลยีสารสนเทศ
( Mass communication vs. Information Technology )
โดย พลตรี ฤทธี อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก

ตามที่ ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ 11 ด้าน 120 คน จากทั้งหมด 165 คน เพื่อจัดทําแผนการปฏิรูปประเทศและดําเนินการให้เป็นไปตามที่กําหนด
ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมวด 16 บัญญัติให้ดําเนินการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ตามที่กําหนดในมาตรา 258 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้มีการตราพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2560 เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 8 มาตรา 10 มาตรา 14 และมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560  ที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ตามที่กําหนด [ 1 ]
คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านอื่นๆ  ส่วนใหญ่จะเข้าใจและเห็นภาพความชัดเจน ยกเว้น “ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ” ว่ามันเป็นการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ การปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนและการปฏิรูปด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กันแน่ ซึ่งความหมายของคำว่า “ สื่อสารมวลชน ( Mass communication ) เป็นคำที่ใช้อธิบายถึง สาขาวิชาที่เกี่ยวกับการถ่ายทอดข้อมูลผ่านสื่อมวลชนให้คนส่วนใหญ่ มักมีความหมายเกี่ยวข้องกับหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ ที่ใช้ในการเผยแพร่ข่าวหรือโฆษณา[ 2 ]
ถ้าเป็นกรณีแรก กล่าวคือ การปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็อาจจะไม่ครอบคลุมงานด้านสื่อสารมวลชนในยุคปัจจุบัน ซึ่ง คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน[ 3 ]ได้กำหนดประเด็นสำคัญเร่งด่วนในการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน ๓ ด้าน ตามลำดับความสำคัญดังนี้ คือ ด้านสื่อสารออนไลน์ , ด้านสื่อวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และด้านโทรคมนาคม และด้านสื่อสิ่งพิมพ์
ถ้าเป็นกรณีหลัง คือ การปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนและการปฏิรูปด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็ควรจะแยกคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านออกจากกัน คือ คณะกรรมการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชน และคณะกรรมการปฏิรูปด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพราะมันคนละสาขาวิชาการ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ[ 4 ] ( Information Technology ) คือ การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม เพื่อจัดเก็บ ค้นหา ส่งผ่าน และจัดดำเนินการข้อมูล  ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับธุรกิจหนึ่งหรือองค์การอื่น ๆ  โดยปกติก็ใช้แทนความหมายของเครื่องคอมพิวเตอร์และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และยังรวมไปถึงเทคโนโลยีการกระจายสารสนเทศอย่างอื่นด้วย เช่นโทรทัศน์และโทรศัพท์ อุตสาหกรรมหลายอย่างเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ตัวอย่างเช่น ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ อินเทอร์เน็ต อุปกรณ์โทรคมนาคม การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และบริการทางคอมพิวเตอร์
วิทยาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ[ 5 ]  ยังมีการแบ่งสาขาวิชาการแยกย่อยออกเป็นด้านต่างๆ จำนวนมากมาย ตัวอย่างคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของมหาวิทยาลัยมหิดล เช่น สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ( Computer Science ), สาขาระบบฐานข้อมูลและระบบเชิงปัญญา ( Database and Intelligent Systems ), สาขาระบบสื่อผสม ( Multimedia Systems ), สาขาระบบธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ( E-Business Systems ), สาขาวิศวกรรมซอฟแวร์ ( Software Engineering ), สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ ( Information Technology ), สาขาระบบเครือข่ายสื่อสาร ( Computer Network ), สาขาการจัดการระบบสารสนเทศ ( Management Information System ) เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งควรจะต้องมีการปฏิรูปเช่นเดียวกับด้านอื่นๆ เพราะการปฏิรูปด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมีความจำเป็นและเป็นพื้นฐานของการพัฒนาคนซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์ ( Human Resource ) ที่มีความสำคัญยิ่งของประเทศ รวมถึงการปฏิรูปด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสนับสนุนการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการพัฒนาประเทศไปสู่ Thailand 4.0 [ 6 ]  
เมื่อกล่าวถึงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็คงจะหนีไม่พ้นที่จะต้องกล่าวถึง ภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ( Cyber Threats ) หรือการก่อการร้ายทางไซเบอร์ ( Cyber Terrorism )  และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ( Cyber Security ) ซึ่งเป็นขอคู่กัน ตามที่นาย Richard A. Clarke ได้บรรยายเรื่อง Cyber Security ในงานสัมมนาวิชาการ วันสื่อสารแห่งชาติ ประจำปี 2560 ที่ผ่านมา[ 7 ]  ซึ่งที่ผ่านมาการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ยังไม่มีแนวทางการปฏิรูปและการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนในระดับประเทศ มีแต่เพียงต่างคน ต่างคิด ต่างทำ ทั้งๆ ที่เรามีบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์การทำงานในด้านนี้ แต่ไม่มีโอกาสทำ
ดังนั้น การปฏิรูปประเทศด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ จึงมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ อย่าปล่อยให้ประเทศเพื่อนบ้านหรือในภูมิภาคอาเซียนปฏิรูปและพัฒนาประเทศแซงหน้าไปไกลแล้ว เราค่อยไล่ตามแบบที่ผ่านมาในอดีต หรือปล่อยให้มีการถูกโจมตีทางไซเบอร์จนเกิดความเสียหาย แล้วค่อยมาคิดหาทางป้องกันแบบสุภาษิตโบราณว่า “ วัวหาย ล้อมคอก ”
-----------------------------------------
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
[ 2 ] https://th.wikipedia.org/wiki/สื่อสารมวลชน
[ 4 ] https://th.wikipedia.org/wiki/เทคโนโลยีสารสนเทศ

[ 7 ] https://www.thairath.co.th/content/1031479