วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561

กระทรวงกลาโหม กับ การพัฒนากิจการอวกาศ


กระทรวงกลาโหม กับ การพัฒนากิจการอวกาศ
(  Ministry of Defence and Space affairs Development )
โดย พลเอก ฤทธี  อินทราวุธ
ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงกลาโหม/
หัวหน้าคณะทำงานเทคโนโลยีสารสนเทศ กิจการอวกาศ  และไซเบอร์
-----------------------------------------
การพัฒนากิจการอวกาศของประเทศไทย ประกอบด้วย การพิจารณาและการปรับปรุงแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศของประเทศไทย การจัดทำโปรแกรมอวกาศแห่งชาติ ตลอดจนพิจารณาการดำเนินโครงการดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา โดยมอบหมายให้กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานหลัก ในการพัฒนากิจการอวกาศเพื่อความมั่นคง ตามแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศของประเทศไทย โดยกำหนดเป้าหมายให้ใช้อวกาศเป็นพื้นที่ปฏิบัติการด้านความมั่นคง เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติ บูรณาการและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศเพื่อความมั่นคงและสามารถพัฒนาสู่การพึ่งพาตนเอง ตลอดจนพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีอวกาศเพื่อความมั่นคงอย่างพอเพียง[1]
เทคโนโลยีกิจการด้านอวกาศเพื่อความมั่นคง กระทรวงกลาโหมได้มีแนวความคิดในการพัฒนาด้านกิจการอวกาศมาอย่างต่อเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบัน  เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการตอบสนองต่อการ
เปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคง เช่น การสังเกตการณ์ห้วงอวกาศ การตรวจการณ์ทางอวกาศ การสื่อสารและโทรคมนาคม เป็นต้น ซึ่งสามารถสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงของเหล่าทัพ ทั้งการปฏิบัติการภายในประเทศ และการปฏิบัติการร่วม/ผสมกับต่างประเทศ อย่างสมบูรณ์และไร้ขีดจำกัด โดยกระทรวงกลาโหม ได้เคยมีหน่วย ศูนย์พัฒนากิจการอวกาศกลาโหม ( ศพอ.กห.) ตั้งแต่ 1 เมษายน 2539 และต่อมาได้มีการปรับปรุงโครงสร้างหน่วยและเปลี่ยนชื่อนามหน่วยเป็น กรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม ( ทสอ.กห.) [2] เมื่อ 1 ตุลาคม 2547 เพื่อรองรับเทคโนโลยีสารสนเทศที่กำลังมีความสำคัญมากในขณะนั้น โดยยังคงมี กองกิจการอวกาศ ดูแลรับผิดชอบงานด้านกิจการอวกาศ ของกระทรวงกลาโหม
การประชุมสภากลาโหม เมื่อ 30 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมาโดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานฯ มีการนำเสนอแนวความคิดด้านกิจการอวกาศของกระทรวงกลาโหมในที่ประชุม เพื่อนำไปสู่การเตรียมการจัดทำร่างยุทธศาสตร์กิจการอวกาศเพื่อการป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม พ.ศ.2561-2570 โดยมีเป้าหมายให้กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานหลักในการใช้เทคโนโลยีอวกาศด้านความมั่นคงของประเทศ และมีการกำหนดวิสัยทัศน์โดย กระทรวงกลาโหมเป็นองค์กรหลักด้านกิจการอวกาศ ที่มีศักยภาพในการเตรียมกำลัง ผนึกกำลัง และพัฒนาด้านกิจการอวกาศ เพื่อการป้องกันประเทศ[3] โดยกำหนดพันธกิจ ด้านการพัฒนา เสริมสร้าง และบูรณาการขีดความสามารถด้านกิจการอวกาศ เพื่อการป้องกันประเทศ ตามยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม ( พ.ศ.2560 -2579 ) ด้วยการเตรียมกำลัง , การผนึกกำลัง และการพัฒนา และมีประเด็นยุทธศาสตร์ย่อย ประกอบด้วย
1. การสร้างความพร้อมด้านกิจการอวกาศของหน่วยงานภายในกระทรวงกลาโหม ให้สามารถนำเทคโนโลยีอวกาศไปใช้ในการปฏิบัติภารกิจทางด้านความมั่นคงเพี่อการป้องกันประเทศ การพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติ รวมทั้งเพื่อการพัฒนาประเทศ และการช่วยเหลือประชาชน ทั้งในภาวะปกติและไม่ปกติ 
2. การสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการแบ่งปัน แลกเปลี่ยน และบูรณาการทรัพยากรที่มี เพื่อให้กระทรวงกลาโหมมีศักยภาพด้านกิจการอวกาศเพื่อการป้องกันประเทศ เมื่อได้รับมอบหมายจากรัฐบาลและเมื่อถึงเงื่อนไขที่กำหนด เสริมสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติ และรักษาสมดุลของความสัมพันธ์ได้อย่างบังเกิดผลเป็นรูปธรรม 
3. การสร้างนวัตกรรม องค์ความรู้ใหม่ๆ ด้านกิจการอวกาศ การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบต่างๆ ให้ทันต่อภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ เทคโนโลยีสมัยใหม่ และสถานการณ์ความมั่นคงของโลก มีการศึกษา วิจัย และพัฒนานวัตกรรมอวกาศในการก้าวไปสู่กิจการอวกาศเพื่อการป้องกันประเทศ 
กระทรวงกลาโหมได้มีการดำเนินการด้านกิจการอวกาศมาตามลำดับ โดยเข้าร่วมเป็นหนึ่งใน คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารกิจการอวกาศ พ.ศ.2552[4]
และประสานความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ( องค์การมหาชน )  หรือ GISTDA ในการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของโครงการดาวเทียมถ่ายภาพ ธีออส 2 ( THEOS-2 ) [5] วงเงิน 7,800 ล้านบาท ที่จะส่งขึ้นไปทดแทนดาวเทียมธีออส หรือ ดาวเทียมไทยโชติ ที่ใช้งานมาแล้วกว่า 10 ปี จำเป็นต้องมีดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นไปทดแทนเพื่อรักษาสิทธิวงโคจรให้มีความต่อเนื่อง โดยคุณลักษณะเฉพาะหลักๆ ก็ยังเป็นดาวเทียมถ่ายภาพเช่นเดิม แต่สามารถนำเอามาเสริมหรือประยุกต์ใช้งานด้านความมั่นคงเพื่อการป้องประเทศ เช่น เฝ้าตรวจพื้นที่ชายแดน และน่านน้ำทะเลไทยได้ตามความต้องการของกองทัพ เพราะสามารถบังคับควบคุมวิถีวงโคจร และการบังคับมุมกล้องถ่ายภาพจาก
สถานีควบคุมดาวเทียมภาคพื้นดิน ที่ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ ( Space Krenovation Park  ) [6] อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ทั้งนี้ในส่วนของกระทรวงกลาโหมจะมีเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งเข้าร่วมการปฏิบัติงาน ณ สถานีควบคุมดาวเทียมภาคพื้นดินดังกล่าว
นอกจากเหนือจากความร่วมมือตามโครงการดาวเทียม THEOS-2 แล้ว กระทรวงกลาโหมกำลังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ( องค์การมหาชน )  หรือ
GISTDA เพื่อนำไปสู่การลงนาม บันทึกข้อตกลง ( Memorandum of Agreement หรือ MOA ) จากการหารือได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการเข้าร่วมโครงการพัฒนาบุคลากร และโครงการพัฒนาดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก หรือดาวเทียมถ่ายภาพขนาดเล็ก ( Micro Satellites ) วงโคจรต่ำ ( Low Earth Orbit : LEO ) น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาดาวเทียม 2 – 3 ปี โดยคนไทยพัฒนาเองทั้งหมด และจะใช้พื้นที่ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ ( Space Krenovation Park ) อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เป็นสถานที่ในการพัฒนาดาวเทียมดังกล่าว เพื่อพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถของคนไทยด้านการพัฒนาดาวเทียมให้สามารถพึ่งพาตนเองได้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
ส่วนที่มีกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์ว่า กระทรวงกลาโหมจะใช้ดาวเทียม THEOS-2 มาเป็นดาวเทียมเพื่อความมั่นคง ในการสอดแนม ดักฟัง หรือนำขีปนาวุธ นั้น เป็นเรื่องจินตนาการที่เกินความเป็นจริงสำหรับประเทศไทย ทั้งด้านกฎหมาย และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ถึงแม้ว่าชั้นบรรยากาศระดับความสูงตั้แต่ 100 กิโลเมตรขึ้นไปทางสากลจะถือว่าเป็นพื้นที่ห้วงอวกาศเสรีที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ  แต่ดาวเทียมใช่ว่าใครจะนำไปใช้ทำอะไรได้ตามอำเภอใจ ยกเว้นประเทศมหาอำนาจเท่านั้น ดาวเทียมทุกดวงที่จะขึ้นไปสู่ห้วงอวกาศส่วนใหญ่ จะต้องจ้างบริษัทต่างประเทศในการนำส่งทางจรวดซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทธุรกิจเอกชน หรืออาจจะถูกควบคุมตรวจสอบโดยหน่วยงานความมั่นคง ดาวเทียมทุกดวงจะต้องผ่านการตรวจคุณลักษณะเฉพาะของชิ้นส่วนวัสดุอุปกรณ์ทุกชิ้น มีมาตรฐานสากลรับรองจากองค์การอวกาศ รวมถึงวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ถ้าชี้แจงไม่ชัดเจนไม่ผ่าน , ตกคุณลักษณะเฉพาะ หรือตกมาตรฐานรับรองจากองค์การด้านอวกาศ เช่น องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ องค์การนาซ่า ( NASA ) รวมทั้งถ้ามีส่วนใดส่วนหนึ่งใช้ในกิจการทางทหารติดขึ้นมา จะไม่สามารถนำส่งขึ้นอวกาศได้ เป็นกฎระเบียบของบริษัทเอกชนผู้ให้บริการส่งจรวต เช่นเดียวกับการส่งพัสดุภัณฑ์ทางไปรษณีย์ หรือพัสดุภัณฑ์ทางอากาศ ( Air cargo ) 
ประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์ว่า กระทรวงกลาโหมจะนำดาวทียม THEIA มาทดแทนดาวเทียม THAICOM-4 ซึ่งจะหมดอายุการใช้งานในปี 2564 ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะดาวทียมถ่ายภาพหรือดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก ( Earth Observation Satellites )  กับ ดาวเทียมสื่อสาร ( Communications Satellites ) วิถีโคจรคนละแบบกัน โดยดาวเทียมสื่อสารเป็นดาวเทียมแบบค้างฟ้าที่โคจรไปพร้อมกับการหมุนของโลก เพื่อให้ตำแหน่งของดาวเทียมคงที่เหนือพื้นที่ให้การบริการสื่อสารโทรคมนาคม ส่วนดาวเทียมถ่ายภาพ จะโคจรรอบโลกผ่านตำแหน่งเดิมวันละ 1 ครั้งหรือมากกว่า ผ่านมาทีถึงจะถ่ายภาพได้ที หากจะใช้ดาวเทียม THEIA มาแทน THEOS-2 ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะโครงการดาวเทียม THEOS-2 เปิดประกาศ TOR ประกวดราคาเสร็จแล้ว และรอลงนามในสัญญาฯ กับ AIRBUS GROUP กลางเดือน มิถุนายน 2561 เพื่อให้สามารถใช้งานทดแทนดาวเทียม THEOS หรือ ไทยโชติ ซึ่งใช้งานมากว่า 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2551 ได้ทันตามกำหนดเวลา เพราะการส่งดาวเทียมจะต้องใช้เวลาการพัฒนาดาวเทียมรวมถึงการเตรียมการจองคิวปล่อยดาวเทียม ประมาณ 3 – 5 ปี และโครงการดาวเทียม THEIA ของบริษัทเอกชน เป็นเพียงดาวทียมถ่ายภาพหรือดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก ที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ( สทป.) กำลังศึกษาความเหมาะสมร่วมกับหน่วยราชการอื่นๆ เพื่อนำมาใช้งานด้านการค้นหาแหล่งน้ำใต้ดิน บนดิน แหล่งพลังงานจากธรรมชาติเพื่อใช้ในการลงทุน งานด้านการขนส่ง งานด้านการประมงผิดกฎหมายหรือไอยูยู[7] จึงมีความเป็นไปได้ยากที่จะพัฒนาเป็น ดาวเทียมจารกรรม[8] ( Reconnaissance Satellites ) ซึ่งเป็น ดาวเทียมสำรวจความละเอียดสูง หรือดาวเทียมสื่อสารที่ใช้เพื่อกิจการทางทหาร หรือการจารกรรม
ส่วนใครคิดจะมีดาวเทียมเพื่อความมั่นคงทางการทหาร เพื่อใช้สอดแนม , เฝ้าฟัง , ดักฟัง , นำวิถีขีปนาวุธ หรือติดขีปนาวุธเพื่อการทำลายล้าง จะต้องมีศักยภาพด้านการพัฒนาด้านเทคโนโลยีอวกาศอย่างสูง ทั้งอุปกรณ์ดาวเทียม อุปกรณ์ทางทหารที่ใช้งานภายใต้สภาพไร้น้ำหนักหรือสูญญากาศ อุปกรณ์ควบคุมจากสถานีดาวเทียมภาคพื้นดิน รวมถึงจรวดนำส่งดาวเทียมขึ้นสู่ชั้นอวกาศเอง เอาแค่พัฒนาขีดความสามารถในการบังคับควบคุมดาวเทียมให้อยู่ในวิถีวงโคจร และการบังคับมุมกล้องถ่ายภาพจากสถานีภาคพื้น แค่นี้ก็เก่งแล้ว ยิ่งการพัฒนาขีดความสามารถบุคลากรในการสร้างดาวเทียมของตนเองให้ใช้งานได้ยิ่งเก่งกว่า เพราะการถ่ายทอดเทคโนโลยี ( Technology Transfer ) ที่ได้มาจากโครงการดวงเทียมต่างๆ ของประเทศไทยที่ผ่านมา เป็นเพียงเปลือกนอก ไม่ใช่แก่นของความลับทางธุรกิจด้านเทคโนโลยีอวกาศหรือเทคโนโลยีดาวเทียมที่จะได้มาง่ายๆ ดังนั้นเราจึงควรมีนโยบายและกลไกขับเคลื่อนผลักดัน ตลอดจนการให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีอวกาศอย่างแท้จริงให้เป็นรูปธรรม จนสามารถพัฒนาดาวเทียมด้วยตนเองได้เช่นเดียวกับการพัฒนากิจการอวกาศของประเทศต่างๆ เพราะการพัฒนาดาวเทียม แม้จะเป็นดาวเทียมขนาดเล็ก ( Micro Satellites ) หรือดาวเทียมขนาดจิ๋ว ( Cube SAT) จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศและกิจการอวกาศขั้นพื้นฐานที่ดีที่สุด ซึ่งจะต้องรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เรียนรู้จากความล้มเหลว เพื่อพัฒนาไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน และถ้าเราสามารถพัฒนาขีดความสามารถในการสร้างจรวดนำส่งอวกาศควบคู่กันไปจนประสบความสำเร็จ ถือเป็น สุดยอดของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านกิจการอวกาศ
-------------------------------------------
อ้างอิง :

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

กำลังพลสำรองไซเบอร์ หนึ่งใน สรรพกำลังด้านไซเบอร์


กำลังพลสำรองไซเบอร์ หนึ่งใน สรรพกำลังด้านไซเบอร์
(  Cyber Reserve : One of the Cyber Mobilization )
โดย พลเอก ฤทธี  อินทราวุธ
ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงกลาโหม/
หัวหน้าคณะทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กิจการอวกาศ  และไซเบอร์
-----------------------------------------
การระดมสรรพกำลัง ( Mobilization ) [1] หมายถึง การกระทำเพื่อเตรียมการทำสงคราม หรือเผชิญภาวะฉุกเฉินอื่นๆ โดยการรวบรวม และจัดระเบียบต่อทรัพยากรของชาติ ซึ่งได้แก่ กำลังคน สิ่งของ การบริการ และ
สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ การระดมสรรพกำลัง แบ่งออกเป็น 2 ทาง คือ การระดมสรรพกำลังทางเศรษฐกิจ ( Economic Mobilization ) และการระดมสรรพกำลังทางทหาร ( Military Mobilization )
การระดมสรรพกำลังทางเศรษฐกิจ ( Economic Mobilization ) หมายถึง การกระทำเพื่อรวบรวม และจัดระเบียบต่อทรัพยากรทางเศรษฐกิจของชาติ ทำให้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจอยู่ในลักษณะพร้อมที่จะใช้งานในภาวะฉุกเฉินหรือในเวลาสงคราม
การระดมสรรพกำลังทางทหาร ( Military Mobilization ) หมายถึง กระบวนการที่จะทำให้กำลังทหารทั้งสิ้นหรือส่วนหนึ่งอยู่ในลักษณะที่พร้อมจะเผชิญกับภาวะไม่ปกติของชาติ ทั้งนี้รวมถึงการรวบรวมและจัดระเบียบกำลังพล อันได้แก่ การเรียกทหารกองหนุนเข้ารับราชการ การเรียกเกณฑ์ การจัดระเบียบด้านสิ่งอุปกรณ์และบริการ
ก่อนถึงขั้นการระดมสรรพกำลังอย่างแท้จริงในยามสงคราม หรือในยามเกิดภาวะฉุกเฉินอื่นๆ กระทรวงกลาโหมในฐานะหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงทางทหาร ได้มีการเตรียมการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เช่น
การฝึกการระดมสรรพกำลังเพื่อการทหาร , การออก พ.ร.บ. กำลังพลสำรอง พ.ศ. 2558[2] และการเรียกกำลังพลสำรองเข้ามารับการฝึกกำลังพลสำรองเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรบ และเป็นหลักประกันความมั่นคงของประเทศชาติบ้านเมือง ตามพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6  “ แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบ ให้พร้อมสรรพ ” และในปีนี้ กระทรวงกลาโหม ได้จัดให้มี การแสดงศักยภาพของกำลังสำรอง ทั้ง 3 เหล่าทัพ[3]  ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 ที่ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) โดยมี พลเอก เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม มาเป็นประธานในพิธีฯ
มีรองปลัดกระทรวงกลาโหม, รองปลัดกระทรวงมหาดไทย, ผู้แทนกองบัญชาการกองทัพไทยและเหล่าทัพ, หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม, ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน และหัวหน้าคณะทำงานฯ ที่เกี่ยวข้องชมการแสดงศักยภาพของกำลังพลสำรองของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ในการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพลสำรองให้สามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกับกำลังประจำการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้สาธารณะได้รับทราบถึงบทบาท และความสำคัญของกำลังพลสำรองที่มีผลต่อความมั่นคงของประเทศ
นอกจากนี้ กรมการสรรพกำลังกลาโหมได้จัดให้มีการฝึกปัญหาที่บังคับการ ( Post Command Exercise ; CPX ) ในการฝึกการระดมสรรพกำลังเพื่อการทหาร ประจำปี 2561 ระหว่างวันที่ 22 - 24 พฤษภาคม 2561
ณ กรมการสรรพกำลังกลาโหม สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) โดยจัดให้มีการฝึกสถานการณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมทั้งภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ตลอดจนการเตรียมฐานข้อมูลสรรพกำลังด้านต่างๆ ทั้งด้านสถานที่ สิ่งอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ ยานพาหนะ และด้านกำลังคน  เช่น กำลังพลสำรอง ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและพัฒนาเสริมสร้าง กำลังพลสำรองไซเบอร์ตามนโยบายของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม[4]   
“ กำลังพลสำรองไซเบอร์ ” ถือเป็นหนึ่งในการระดมสรรพกำลัง ด้านกำลังคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ที่มีความสำคัญในยุคเทคโนโลยีปัจจุบัน นอกเหนือจากการระดมสิ่งของและทรัพยกรด้านอื่นๆ  เพราะในอดีตยุคสงครามเย็น “ กำลังพลสำรอง ” ถือเป็น “ กำลังกองหนุน ” ที่มีความสำคัญต่อกองทัพ เพราะจะเป็นกำลังรบที่จะมาทดแทนกำลังทหารที่เกิดการสูญเสียในยามสงคราม แต่ในยุคเทคโนโลยีปัจจุบัน “ กำลังพลสำรองไซเบอร์ ” ถือเป็น “ อำนาจกำลังรบ ” ที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติ[5] เพราะกองทัพสามารถนำกำลังพลสำรองไซเบอร์ ซึ่งหมายถึง กำลังพลสำรองที่มีคุณวุฒิ มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ด้านไซเบอร์ มาใช้งานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ตั้งแต่ยามปกติ   ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ และการพัฒนาเสริมสร้างบุคลากรด้านไซเบอร์ของประเทศที่มีความสำคัญในยุคเทคโนโลยีปัจจุบันอีกทางหนึ่ง
กระทรวงกลาโหม ได้มีแนวความคิดในการนำขีดความสามารถทางไซเบอร์พลเรือนมาใช้งานในกองทัพ โดยกำหนดไว้ใน ยุทธศาสตร์ไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม[6] ตั้งแต่ปี 2558 และในการประชุมสภากลาโหม[7] ได้มีการพิจารณาหารือในการนำ ผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์พลเรือนและกำลังพลสำรอง มาเสริม
สร้างขีดความสามารถด้านไซเบอร์ให้กับกองทัพ เพื่อสอดรับนโยบายของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในการตั้งเป้าสร้างนักรบไซเบอร์ จำนวน 1,000 คน เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยไซเบอร์ ในปี 2561[8]   และล่าสุดจากการประชุมคณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ครั้งที่ 1/2561 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกับแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ทั้ง 6 กลุ่ม โดยกระทรวงกลาโหมรับผิดชอบกลุ่มงานที่ 1 กลุ่มความมั่นคงฯ และรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณด้านการพัฒนาบุคลากรด้านไซเบอร์ จำนวน 350 ล้านบาท[9]
แนวความคิดและนโยบายดังกล่าว มีการตีความว่าเป็นการสร้าง นักรบไซเบอร์ จึงใคร่ขออธิบายว่า " นักรบไซเบอร์ " หรือ " Cyber warrior " เป็นเรื่องของการปฏิบัติการทางทหารโดยตรง ต่อเป้าหมายทางทหารหรือเป้าหมายที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ในกรณีที่เกิดสถานการณ์ภาวะ " สงครามไซเบอร์ " หรือ " Cyber warfare " เท่านั้น
กรณีในสภาวะปกติ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานไซเบอร์ของทหาร จะเป็นเพียง " เจ้าหน้าที่ หรือ ผู้เชื่ยวชาญด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ " ( Cyber security officer / Cyber security specialist ) ไม่ใช่ " นักรบไซเบอร์ " หรือ " Cyber warrior " ตามที่เป็นกระแส ซึ่งอาจจะมาจากข้าราชการประจำ หรือพนักงานราชการที่มีความรู้ด้านนี้ ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอต่อภารกิจ ก็สามารถเปิดรับสมัครบรรจุบุคคลพลเรือนเข้ามารับราชการทหาร หรือ ข้าราชการพลเรือนกลาโหม (ไม่มียศ) หรือ พนักงานราชการที่มีศักยภาพสูง (อัตราเงินเดือนสูง) ตามนโยบายของรัฐบาล โดยระเบียบกฎเกณฑ์การรับสมัครก็เป็นไปตามระเบียบข้าราชการทหาร หรือ ระเบียบข้าราชการพลเรือน
สำหรับ " กำลังพลสำรองไซเบอร์ " เป็นการคัดเลือกจาก " กำลังพลสำรอง " ตาม พ.ร.บ. กำลังพลสำรอง พ.ศ.2558 ที่มีคุณวุฒิ หรือ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ เพื่อนำมาบรรจุ " ทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว " ตามระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อบรรจุในหน่วยงานไซเบอร์ของทหาร โดยกระทรวงกลาโหมสามารถแต่งตั้ง " ว่ามี่ยศ " ให้ได้ตามคุณวุฒิและอัตราที่บรรจุ และจะพ้นสภาพการเป็นกำลังพลสำรอง
ดังนั้น การนำ " กำลังพลสำรอง " ซึ่งมีจำนวนยอดรวมทั่วประเทศประมาณ 10 - 12 ล้านคน มาคัดเลือกเป็น " กำลังพลสำรองไซเบอร์ " เพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นกำลังพลสำรองที่มีคุณวุฒิ หรือ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มาทำการฝึกอบรมและพัฒนาขีดความสามารถและศักยภาพด้านไซเบอร์ แทนที่จะนำมาฝึกด้านการทหารสำหรับนำมาบรรจุทดแทน หรือเสริมกำลัง หรือใช้เป็นกองหนุนในเหล่ากำลังรบ เหล่าการช่วยรบ หรือเหล่าสนับสนุนการรบ รวมถึงการแต่งตั้งว่าที่ยศให้เหมาะสมกับคุณวุฒิ จึงนับว่ามีความเหมาะสมกับฐานะ คุณวุฒิ ความรู้ความสามารถ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ด้านการใช้ทรัพยากรมนุษย์อย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นการตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาบุคลากรด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศอีกทางหนึ่ง
 -------------------------------------------
อ้างอิง :

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

รัฐบาลพร้อมสนับสนุนสตาร์ทอัพด้านอวกาศ

ประยุทธ์ ประกาศ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนสตาร์ทอัพด้านอวกาศ


เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงแนวทางของรัฐบาลในการสนับสนุนผู้ประกอบการสตาร์ทอัพด้านอวกาศของไทยว่า วันนี้มีอยู่แล้ว หลายอย่างอยู่ในการลงทุนของบีโอไอ ซึ่งสตาร์ทอัพเป็นส่วนหนึ่งของเอสเอ็มอี ส่วนหนึ่งของบริษัทใหญ่ๆ โดยรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุน ซึ่งได้รับความร่วมมือทั้งจากกระทรวงอุตสาหกรรม อีอีซี สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งในวันหน้าเราต้องดำเนินการในสิ่งเหล่านี้ให้ได้ อะไรที่เราสามารถวิจัยพัฒนาทั้งการต่อยอดหรือคิดค้นขึ้นมาใหม่เพื่อให้เกิดความร่วมมือเกิดขึ้น อย่างไรเราก็ต้องเดินไปสู่ตรงนั้น เพราะวันนี้เป็นการปฏิรูปอุตสาหกรรมระยะที่ 4 ของโลกด้วยเทคโนโลยีและดิจิตอล ซึ่งเราต้องเดินหน้าต่อไป

https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_103102

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

การพัฒนาดาวเทียมขนาดเล็ก เพื่อก้าวสู่กิจการอวกาศ ของ กระทรวงกลาโหม


การพัฒนาดาวเทียมขนาดเล็ก เพื่อก้าวสู่กิจการอวกาศ ของ กระทรวงกลาโหม
( Micro SAT : Startup for Defence Aerospace )
โดย พลเอก ฤทธี  อินทราวุธ
ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงกลาโหม/
หัวหน้าคณะทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กิจการอวกาศ  และไซเบอร์
-----------------------------------------
“ อวกาศ ” หากเป็นการกล่าวถึงในห้วงเวลาก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ไกลตัว เอื้อมไปถึงยากสำหรับคนไทย โดยเฉพาะในวงการทหารก็มักจะมองเรื่องการมีดาวเทียมเพื่อความมั่นคง ที่มีราคาสูงนับหมื่น
ล้านบาทเป็นสำคัญ ซึ่งมีความเป็นไปได้ยากในสภาวะปัจจัยเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังอยู่ในห้วงของการพัฒนาประเทศเป็นหลัก ถึงแม้ว่าปัจจุบันทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยต่างกำลังให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์ทางด้านกิจการอวกาศเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่มีความสำคัญทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา การทหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ปัจจุบันสถาบันการศึกษาหลายแห่งของไทยได้มีหลักสูตรการศึกษา งานวิจัยพัฒนา และส่งการดาวเทียมขนาดเล็กเพื่อการศึกษา ที่เรียกว่า Cube Sat ซึ่งเป็นดาวเทียมขนาดเล็กวงโคจรต่ำ ( Low Earth Orbit ; LEO) ระดับความสูง 160 – 1,000 กิโลเมตรจากพื้นโลก ซึ่งค่าใช้จ่ายดวงละไม่กี่แสนบาทไปจนถึงหลักล้านบาท เฉพาะโครงสร้างตัวกล่องดาวเทียมขนาด 1U ( 10 X 10 X 10 ตร.ซม.) รวมอุปกรณ์ควบคุม CPU ราคาตามท้องตลาด ประมาณ 20,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 600,000 บาท
และค่าใช้จ่ายในการขนส่งดาวเทียมขนาดเล็กขึ้นสู่วงโคจรโลก จากเดิมประมาณ 170 ล้านบาท ปัจจุบันมีการให้บริการจรวด Low Cost ของบริษัท Rocket Lab  สหรัฐ ประมาณ 2.6 ล้านบาท[1]  หากต้องการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อใช้งานด้านถ่ายภาพจากดาวเทียม หรือการลาดตระเวณเฝ้าตรวจภาคพื้นดิน รวมทั้งระบบสื่อสารต่างๆ ก็สามารถทำได้ ปัจจุบันจีนได้พัฒนาดาวเทียมชุดขนาดเล็กเพื่อใช้ในการสื่อสาร โดยล่าสุดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้พัฒนาดาวเทียม KNACKSAT[2]  เพื่อใช้ในการถ่ายภาพ โดยมีกำหนดการส่งขึ้นวงโคจรภายในปี 2561 นี้
แนวทางการพัฒนาด้านกิจการอวกาศของกระทรวงกลาโหม ตามพันธกิจที่กำหนดไว้ ควรต้องหันกลับมามองสภาพความเป็นจริง และมีการวางแผนการพัฒนางานด้านกิจการอวกาศเพื่อความมั่นคงอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จากระดับเล็กๆ ค่อยขยายไปสู่สเกลที่ใหญ่ขึ้นตามลำดับ มีการพัฒนาส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาบุคคลากร การแสวงหาความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ  และการดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีด้านกิจการอวกาศอย่างจริงจังต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมภายใต้การบริหารจัดการด้านงบประมาณอย่างประหยัดและชาญฉลาด
สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เปรียบเสมือนเป็นหน่วยงานที่เป็นมันสมองของกระทรวงกลาโหม โดยทำหน้าที่ กำหนดเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ และแผนการดำเนินการ ที่เชื่อมโยงจากรัฐบาลไปยังหน่วยปฏิบัติ รวมถึงการกำกับดูแลและตรวจสอบการปฏิบัติราชการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง เกิดประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล และเป็นไปตามนโยบายรัฐบาล เพื่อตอบสนองเจตนารมณ์ของประเทศ ประชาชน และสังคมไทย[3]  โดยมีพัมธกิจ ที่สำคัญอยู่ 9 ประการ[4]   โดยพัทธกิจข้อ 4. พัฒนางานเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และกิจการอวกาศเพื่อความมั่นคง ได้มีการกำหนดพันธกิจด้านกิจการอวกาศไว้นานแล้ว โดยมี กรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม ( ทสอ.กห.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการดำเนินงาน แต่มีเพียงหน่วยงานระดับกอง คือ กองกิจการอวกาศ[5]  ซึ่งมีหน้าที่ วางแผน อำนวยการ ประสานงาน เสนอแนะ กำกับดูแล และดำเนินการด้านกิจการอวกาศและภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อความมั่นคง ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาระหน้าที่พันธกิจใหญ่ๆ ที่มีความสำคัญในระดับชาติ รวมทั้งกระทรวงกลาโหมยังไม่เคยมีการกำหนด “ ยุทธศาสตร์อวกาศเพื่อการป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม ” เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางการพัฒนา ไม่มีแผนงานและโครงการตามกรอบยุทธศาสตร์ คงมีแต่แผนการพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงกลาโหมในภาพรวม และนโยบายการพัฒนาด้านกิจการอวกาศ โดยเน้นเรื่องการสื่อสารโทรคมนาคม และการใช้งานภาพถ่ายจากดาวเทียมเท่านั้น ซึ่งกองทัพอากาศได้มีการจัดทำแผนการพัฒนากองทัพอากาศ 20 ปี โดยเฉพาะด้านการวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการบินและอวกาศ อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้จัดตั้ง ศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการบิน และอวกาศ กองทัพอากาศ[6] รวมถึงความร่วมมือในการสร้าง หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ [7]  ที่ สถานีรายงานดอยอินทนนท์ เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ดาวเทียม ขยะอวกาศ วัตถุใกล้โลกที่อาจก่ออันตรายต่อโลก
ดังนั้น การพัฒนาด้านกิจการอวกาศของกระทรวงกลาโหม ตามพันธกิจที่กำหนดไว้  จึงต้องมีการวางแผนการพัฒนางานด้านกิจการอวกาศเพื่อการป้องกันประเทศอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยจะต้องเร่งรัดการดำเนินการจัดทำ “ ยุทธศาสตร์อวกาศเพื่อการป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม ” เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางการพัฒนา มีแผนแม่บท แผนงาน โครงการตามกรอบยุทธศาสตร์ เพื่อการพัฒนาส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาบุคคลากร การแสวงหาความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ  และการดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีด้านกิจการอวกาศอย่างเป็นรูปธรรมและมีความต่อเนื่องยั่งยืน
แนวความคิดในการพัฒนาบุคคลากรและการพัฒนาด้านเทคโนโลยีด้านกิจการอวกาศของกระทรวงกลาโหม  เพื่อสร้างหลักประกันความสำเร็จให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว นอกเหนือจากการเปิดบรรจุข้าราชการพลเรือนกลาโหม และพนักงานราชการที่มีศักยภาพสูง ควรจะมี “โครงการช้างเผือก ” เพื่อรับสมัครนักศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสาขาวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจการอวกาศ หรือกำลังศึกษาวิจัยงานด้านนี้ คัดสรรและบรรจุเข้ารับราชการในระดับชั้นนายทหารชั้นประทวน เช่นเดียวกับการบรรจุนักกีฬาทีมชาติ เพื่อให้มีรายได้และมีสิทธิได้รับทุนการศึกษาจากกระทรวงกลาโหม ในการเข้ารับการศึกษาโดยใช้เวลาราชการบางส่วน โดยผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องสร้างผลงานวิจัยตามหลักสูตรการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของกระทรวงกลาโหม เช่น การวิจัยพัฒนาดาวเทียม เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการพัฒนาบุคคลากรให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญโดยตรง โดย แสวงประโยชน์จากสถาบันการศึกษาและห้องปฏิบัติการ ( Lab ) ที่มีความพร้อมทั้งเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย  และเมื่อสิ้นสุดโปรเจคมีผลงานเป็นที่ประจักษ์เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ ก็สามารถเลื่อนการบรรจุเข้ารับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตรเพื่อปฏิบัติงานในหน่วยงานด้านกิจการอวกาศของกระทรวงกลาโหม
การพัฒนาดาวเทียมขนาดเล็ก ( Micro Sat  หรือ ดาวเทียมขนาดเล็กขนาดจิ๋ว ( Cube Sat ) ของกระทรวงกลาโหม เหมาะที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาด้านกิจการอวกาศเพื่อการป้องกันประเทศ เพราะต้นทุนต่ำ มีความเป็นไปได้สูง ใช้ระยะเวลาสั้น มีความพร้อม
ในการแสวงหาความร่วมมือกับสถานศึกษาและองค์กรต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ เพื่อเป็นการปูพื้นและเตรียมความพร้อมของบุคคลากรในการที่นำไปสู่การพัฒนาดาวเทียมเพื่อความมั่นคงในอนาคต เช่นเดียวกับ กองทัพบก ก่อนที่จะมีเฮลิคอปเตอร์ หรือ ฮ.โจมตี แบบ Cobra เราก็ฝึกนักบินใช้ ฮท.1 ( UH-1)  มาติดอาวุธ เพื่อใช้โจมตีสนับสนุนทางอากาศ กองทัพเรือ ก่อนที่จะมีโครงการเรือดำน้ำ เราก็ฝึกกำลังพลใช้ เรือฟริตเกอร์ ในการป้องกันน่านน้ำ เช่นเดียวกับ กองทัพอากาศ ก่อนที่จะมี เครื่องบินรบ แบบ F-1 , Alpha Jet มาจนถึง Gripen เราก็ฝึกนักบินใช้เครื่องบินขับไล่ OV-10 สมัยสงครามโลก ทุกอย่างที่กล่าวมาล้วนมีจุดเริ่มต้นของการพัฒนามาจากจุดเล็กๆ ทั้งสิ้น กองทัพเคยพัฒนานักบิน นักเดินเรือ และผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ขึ้นมา ส่งเสียเล่าเรียนหลักสูตรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเสียค่าใช้จ่ายจากงบประมาณแผ่นดินไปจำนวนไม่น้อย แต่ก็ประสบปัญหาสมองไหลมีหลายรายที่ลาออกไปอยู่ในภาคธุรกิจเอกชน ทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าไป ดังนั้น “โครงการช้างเผือกเพื่อสานฝันสู่อวกาศ  ” และ โครงการดาวเทียมขนาดเล็ก  ( Micro Sat  หรือ  ดาวเทียมขนาดเล็กขนาดจิ๋ว  ( Cube Sat อาจจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางการพัฒนาบุคคลากรและการพัฒนากิจการด้านกิจการอวกาศของกระทรวงกลาโหม  ที่มีความเป็นไปได้สูง และเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
-------------------------------------------
อ้างอิง :

วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

การนำกำลังพลสำรองเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว/กำลังพลสำรองไซเบอร์


การนำกำลังพลสำรองเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว / กำลังพลสำรองไซเบอร์
โดย พลเอก ฤทธี  อินทราวุธ
ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงกลาโหม/
หัวหน้าคณะทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กิจการอวกาศ  และไซเบอร์
-----------------------------------------
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มอบนโยบาย ในการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 2 / 2561 เมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2561 ให้นำกำลังพลสำรองมาบรรจุเข้าทำ
หน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราวตั้งแต่ยามปกติ ซึ่งคณะกรรมการข้าราชการทหารได้ดำเนินการรองรับต่อนโยบายดังกล่าว โดยยึดถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และกฎหมายที่มีอยู่ใน พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521[1] มาตรา 4 / 1 ซึ่งบัญญัติว่า “กระทรวงกลาโหมอาจออกประกาศกำหนดให้รับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราวเพื่อปฏิบัติภารกิจใดเป็นการเฉพาะ โดยอาจเรียกชื่อและกำหนดตำแหน่งได้ตามความเหมาะสม และจะกำหนดให้มีชั้นยศทหารด้วยหรือไม่ก็ได้” และพิจารณาแนวทางในการใช้กำลังพลสำรองเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว เพื่อวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ
ประการที่ 1 เพื่อให้หน่วยมีกำลังพลในระดับปฏิบัติการที่สดชื่นมีอายุน้อย และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง
ประการที่ 2 เพื่อประหยัดงบประมาณด้านบุคลากร และลดภาระผูกพันด้านงบประมาณในระยะยาว
ประการที่ 3 เพื่อแก้ปัญหากำลังพลสูงอายุในหน่วยกำลังรบ และหน่วยสนับสนุนการรบ
สำหรับแหล่งที่มาของบุคลากรประเภทดังกล่าว มาจากการรับสมัครจากกำลังพลสำรองที่มีรายชื่ออยู่ในบรรชีบรรจุกำลัง เพื่อเข้ารับการสอบคัดเลือกและทำสัญญาจ้างในตำแหน่งนายทหารสัญญาบัตร นายทหารประทวน และพลทหารประจำการ โดยสัญญาจ้างมีกำหนดเวลาไม่เกิน 8 ปี ซึ่งนายทหารสัญญาบัตรจะมีความก้าวหน้าได้ถึงชั้นยศ ร้อยเอก นายทหารประทวน จะมีความก้าวหน้าได้ถึงชั้นยศ จ่าสิบเอก มีการพิจารณาบำเหน็จประจำปี ใช้วิธีการเลื่อนชั้นเงินเดือนเช่นเดียวกับข้าราชการทหาร และได้รับเงินเดือนตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการทหาร เมื่อกำลังพลดังกล่าวปฏิบัติงานจนครบตามสัญญาจ้างแล้ว จะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นเงินก้อน โดนคำนวณจากเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีรับราชการ คูณด้วย 2.5 เท่า
เจตนารมณ์ของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ได้มอบนโยบาย ในการประชุมสภากลาโหม ให้นำกำลังพลสำรองมาบรรจุเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราวตั้งแต่ยามปกตินั้น ซึ่งเป็นการลดขั้นตอนการฝึกอบรมทางทหารของบุคคลพลเรือนทั่วไปที่จะมาบรรจุเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว เพื่อต้องการให้มี “กำลังพลสำรองไซเบอร์” เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ที่ได้ตั้งเป้าที่จะสร้างนักรบไซเบอร์ จำนวน 1,000 คน ในปี 2561[2] เพื่อเฝ้าระวังความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ แต่การกำหนดวัตถุประสงค์ในการรับสมัครจากกำลังพลสำรองที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีบรรจุกำลัง เพื่อแก้ปัญหากำลังพลสูงอายุในหน่วยกำลังรบ และหน่วยสนับสนุนการรบ จึงเป็นข้อจำกัดของแหล่งที่มาของบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและความเชี่นวชาญไซเบอร์ รวมทึงข้อจำกัดด้านอายุกำลังพลสำรองที่มีอายุน้อย ส่วนใหญ่มักจะมีความรู้ความเเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านไซเบอร์น้อยกว่ากำลังพลที่มีอายุมาก และวัตถุประสงค์ในการนำกำลังพลดังกล่าวไปใช้งาน เพื่อต้องการบรรจุกำลังพลสำรองไซเบอร์ปฏิบัติงานใน มิติการรบที่ 5 ( Cyber Domain ) ในศูนย์ไซเบอร์ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ ซึ่งเป็นหน่วยงานในส่วนบังคับบัญชาไม่ใช่หน่วยกำลังรบ และหน่วยสนับสนุนการรบ
กรณีนักศึกษาวิชาทหารหญิง ( นศท.หญิง ) หรือ รด.หญิง ที่จบปี 5 แล้วจะได้รับการแต่งตั้งยศ ว่าที่ร้อยตรีหญิง และจะพ้นสภาพ นายทหารสัญญาบัตรหญิง มีฐานะเป็นพลเรือนทันที ไม่สามารถสมัครเข้ามาเป็นกำลังพลสำรองได้ จึงไม่สามารถนำมาบรรจุลงในบัญชีบรรจุกำลังพลสำรองของหน่วยได้ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านไซเบอร์ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ เมื่อหน่วยเหล่านี้ได้รับอนุมัติให้สามารถจัดทำบัญชีบรรจุกำลังพลสำรองของหน่วยได้ และนักศึกษาวิชาทหารหญิง ( นศท.หญิง ) หรือ รด.หญิง ที่จบปี 5 ที่ได้รับการแต่งตั้งยศ ว่าที่ร้อยตรีหญิง สามารถสมัครใจเข้ามาเป็นกำลังพลสำรองหญิงได้ หน่วยก็จะสามารถนำมาบรรจุลงในบัญชีบรรจุกำลังพลสำรองของหน่วยได้ ก็จะสามารถใช้คุณสมบัติการเป็นกำลังพลสำรองมาสมัครสอบคัดเลือกเข้ามาทำหน้าที่เป็นทหารชั่วคราวได้และพ้นสภาพการเป็นกำลังพลสำรองเช่นเดียวกับกำลังพลสำรองชาย
ดังนั้น แนวทางการนำขีดความสามารถผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์พลเรือนมาใช้งานในกองทัพ ตามยุทธศาสตร์ไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2558 จึงควรพิจารณาเปิดโอกาสกว้างในการรับสมัครกำลังพลสำรองและบุคคลพลเรือนทั่วไปทั้งชาย-หญิง ให้สามารถสมัครสอบคัดเลือกเข้ามาทำหน้าที่เป็นทหารชั่วคราวได้ และทำสัญญาจ้างในตำแหน่งนายทหารสัญญาบัตร นายทหารประทวน และพลทหารประจำการ ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 มาตรา 4 / 1 โดยใช้หลักเกณฑ์เทียบเคียงคุณวุฒิทางการศึกษาเช่นเดียวกับการบรรจุพลเรือนเป็นข้าราชการทหาร และควรเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ในการรับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว เพื่อบรรจุเป็นกำลังพลสำรองไซเบอร์ปฏิบัติงานใน มิติการรบที่ 5 ( Cyber Domain ) ในศูนย์ไซเบอร์ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ
-------------------------------------------
อ้างอิง

วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2561

Cyber Security ภัยคุกคาม และความร่วมมือในอาเซียน ( ตอนที่ 3 )


Cyber Security ภัยคุกคาม และความร่วมมือในอาเซียน ( ตอนที่ 3 )
พลโท ฤทธี  อินทราวุธ
ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงกลาโหม
หัวหน้าคณะทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กิจการอวกาศ และไซเบอร์

การประชุมเชิงสัมมนาวิชาการศูนย์อาเซียนศึกษา สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เรื่อง Cyber Security ภัยคุกคาม และความร่วมมือในอาเซียน ที่ โรงแรม รอยัล ฮิลส์ กอล์ฟ รีสอร์ต แอนด์ สปา จ.นครนายก เมื่อ 7
มีนาคม 2561 โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมสัมมนาจากหน่วยงานความมั่นคง ส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน สถาบันการศึกษา สรุปประเด็นสาระสำคัญในการแสดงปฐกถา มีดังนี้ ( ต่อจากตอนที่ 2 )

ความร่วมมือของกลุ่มประเทศอาเซียนด้านไซเบอร์
สงครามไซเบอร์ ( Cyber Warfare ) ได้ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งหนึ่งในงาน นิทรรศการเทคโนโลยีการป้องกันและความมั่นคง ๒๕๕๖ ( Defense & Security 2013 ) ซึ่งจัด ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ห้วงพฤศจิกายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา โดยประเด็นดังกล่าวได้ถูกกำหนดให้เป็นหัวข้อหลักของการสัมมนานานาชาติ ซึ่งประกอบด้วย ประเทศสมาชิกอาเซียนและมิตรประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักถึงภัยคุกคามด้านไซเบอร์ และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในเร็วๆ นี้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความท้าทายของ การเปลี่ยนแปลงสงครามไซเบอร์ ที่อาจถูกมองว่าใช้เป็นเครื่องมือทางการทหาร หรือ สัญลักษณ์แห่งความขัดแย้ง ให้กลายเป็น สัญลักษณ์แห่งความร่วมมือ และเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงความมุ่งมั่นแห่งชาติอาเซียนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘[1]  

การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ASEAN Defence Minister’s Meeting Retreat (ADMM Retreat) ระหว่างวันที่ ๑๘ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ณ นครพุกาม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยการประชุม รมว.กห. อาเซียนของทั้ง๑๐ ประเทศสมาชิก ได้มีการพูดคุยถึงการพัฒนาศักยภาพของอาเซียนในการเผชิญกับความท้าทายของภูมิภาคที่เกิดขึ้น เช่น ความมั่นคงทางทะเล ภัยพิบัติโรคระบาด การก่อการร้าย ภัยจากสงครามไซเบอร์ เป็นต้น[2]

การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรีกลาโหมประเทศคู่เจรจา (ASEAN Defence Ministers’ Meeting-Plus : ADMM-Plus) ครั้งที่ ๓ จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับความสำคัญของกิจกรรมของคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๖ ด้าน (Experts’ Working Groups : EWGs) ได้แก่ (๑) การแพทย์ทหาร (๒) การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (๓) ความมั่นคงทางทะเล (๔) การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ (๕) การต่อต้านการก่อการร้าย และ (๖) การปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ในปี ๒๕๕๘ ในการจัดการประชุม สัมมนา การฝึกต่าง ๆ รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนมุมมองด้านความมั่นคงในภูมิภาค โดยเน้นเรื่องความมั่นคงทางทะเลในทะเลจีนใต้ การแพร่ขยายแนวความคิดนิยมความรุนแรง การต่อต้านการก่อการร้าย ภัยคุกคามด้าน Cyber[3]

การประชุมรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอาเซียนพลัส (ADMM Plus) เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ณ ประเทศลาว ที่ประชุมได้เห็นชอบข้อเสนอของประเทศฟิลิปปินส์ในการจัดตั้ง คณะทำงานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ คณะทำงานดังกล่าวจะทำงานในกรอบความร่วมมือ ASEAN Defense Ministers Meeting Plus (ASMM-Plus) [4]

การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ( TELMIN : ASEAN Telecommunications and Information Technology Ministers Meeting ) ครั้งที่ 17 ณ เมืองเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา ในวันที่ 1 ธันวาคม 2560 และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ( TELSOM : ASEAN Telecommunications and IT Senior Officials Meetings ) ครั้งล่าสุดที่ผ่านมา การประชุมดังกล่าว เป็นการประชุมระหว่างสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และผู้เจรจา 3 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งได้มีมติเลือกประเทศไทยเป็นที่ตั้ง ศูนย์ความร่วมมือ อาเซียน-ญี่ปุ่น ( ASEAN-JAPAN Cyber Security Center ) สำหรับฝึกอบรมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งการเป็นศูนย์ฝึกอบรมฯดังกล่าว ประเทศไทยจะได้รับเงินสนับสนุนจากประเทศญี่ปุ่นจำนวน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ ในระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2561-2564[5]

คณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ พ.ศ.2560 ตามร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์[6] พ.ศ. …… ครอบคลุมทั้งในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของระบบและข้อมูล สิทธิเสรีภาพของประชาชน ความมั่นคงของประเทศ และการร่วมมือกันของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโลกไซเบอร์ในระหว่างการจัดทำกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ[7]
ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์หมายความว่า มาตรการและการดำเนินการเพื่อปกป้อง ป้องกัน การส่งเสริม เพื่อรับมือและแก้ไขสถานการณ์ด้านภัยคุกคามที่จะส่งผลต่อไซเบอร์ โดยเฉพาะการให้บริการด้านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต โครงข่ายโทรคมนาคม การให้บริการดาวเทียม ระบบกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ระบบกิจการสาธารณะสำคัญ ซึ่งเป็นเครือข่ายในระดับประเทศ เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ความมั่นคงทางการทหาร ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

รัฐบาลตั้งเป้า ปี 61 สร้างนักรบไซเบอร์ 1 พันคน เฝ้าระวังความปลอดภัย[8]  เมื่อวันที่ 21 ก.ย.60 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดงานและแสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "ดิจิทัลกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย 4.0" ในงาน "Digital Thailand Big Bang 2017" สู่วิสัยทัศน์ของชาติเรื่องความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ทั้งนี้ดิจิทัลจะเป็นตัวเร่งการขับเคลื่อนประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ. รองนายกฯ และรมว.กลาโหม กำชับในที่ประชุมสภากลาโหม ว่า สงครามไซเบอร์ ถือเป็นอีกมิติหนึ่งของการสงครามที่มีความไวสูง โดยต้องมีการเตรียมกำลังและใช้กำลัง เช่นเดียวกับมิติสงครามอื่นๆ จึง ขอให้ นขต.กห.และเหล่าทัพ ให้ความสำคัญ ในการเร่งรัดเดินหน้าขับเคลื่อนปฏิรูปกองทัพ ตามแผนแม่บทไซเบอร์ เพื่อการป้องกันประเทศกระทรวงกลาโหม สำหรับการผนึกกำลังด้านไซเบอร์ ได้กำหนดเป้าหมายให้มีกำลังพลสำรองไซเบอร์ พร้อมทั้งขยายความร่วมมือและผนึกกำลังกับหน่วยงาน ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ[9]

                ล่าสุด การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ครั้งที่ 1/2561[10] โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด ได้แก่
1) อนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลด้านการบริการประชาชน เพื่อพัฒนาระบบการให้บริการประชาชนด้วยดิจิทัล เพื่อให้เกิดเป็นบริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service)     
2) อนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรภายในองค์กรภาครัฐ
3) อนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลด้านการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจอย่างมีคุณภาพ เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลที่ใช้ในการวางแผนและตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายประเทศ รวมทั้งติดตามประเมินผลการดำเนินงานทุกระดับและทุกมิติ
4 ) อนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลด้านความมั่นคงปลอดภัยในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐที่มีความมั่นคงปลอดภัย

สรุป ประเทศต่างๆ ทั่วโลกทั้งประเทศมหาอำนาจ กลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ต่างมีความตระหนักถึงภัยคุกคามด้านไซเบอร์ มีการเตรียมกำลัง พัฒนาสร้างเสริมศักยภาพ และประสานความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม สำหรับประเทศไทยเรามีความพร้อมรึยัง ?  ทั้งการจัดตั้งองค์กรที่มีศักยภาพและความเป็นเอกภาพในการประสานความร่วมมือและการผนึกกำลังกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ หากเรามีแค่นโยบาย มียุทธศาสตร์ มีคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ แต่องค์กรที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนและปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม ในการเตรียมกำลัง การพัฒนาสร้างเสริมศักยภาพ การประสานความร่วมมือ และการผลึกกำลังอย่างเป็นรูปธรรม ยังไม่เดินหน้าไปถึงไหน ต่างคนต่างทำกันเอง เราก็คงห่างไกลจากความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามด้านไซเบอร์ เพราะ สงครามไซเบอร์ One man show เอาตัวไม่รอด ! หรือเราจะเป็นได้เพียงประเทศ นาโต้ NATO ( No Action Talk Only) ?
-----------------------------------------------
Cyber Security ภัยคุกคาม และความร่วมมือในอาเซียน ตอนที่ 1 )  http://rittee1834.blogspot.com/2018/03/cyber-security-1-cybersecurity.html
Cyber Security ภัยคุกคาม และความร่วมมือในอาเซียน ตอนที่ 2 ) http://rittee1834.blogspot.com/2018/03/cyber-security-2.html

อ้างอิง :