วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อการป้องกันประเทศและความปลอดภัย 2560 : เราได้อะไร ?

งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อการป้องกันประเทศและความปลอดภัย 2560 : เราได้อะไร ?
( What are the benefits of  Defense & Security  2017 )
พลโท ฤทธี  อินทราวุธ
ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงกลาโหม
ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และไซเบอร์

งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อการป้องกันประเทศและความปลอดภัย ครั้งที่ 8  ประจำปี 2560 หรืองาน Defense & Security 2017[1]  เป็นงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีด้านการทหาร และความปลอดภัย รวม
ไปถึงอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยครอบคลุมทั้ง 3 เหล่าทัพ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระดับภูมิภาค รวมทั้งพาวิลเลี่ยนนานาชาติกว่า 25 ประเทศ อาทิ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี จีน เกาหลี และรัสเซีย โดยผู้ประกอบการและผู้ผลิตชั้นนำกว่า 400 รายการจาก 50 ประเทศ และสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) กระทรวงกลาโหม รวมถึงผู้ผลิตยุทโธปกรณ์สัญชาติไทยแท้จัดแสดงภายในงานกว่า 22 ราย   ระหว่างวันที่ 6 - 9 พฤศจิกายน 2560 ณ อาคาร 6 - 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ถือเป็นงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารที่ยิ่งใหญ่ของปะเทศไทย ที่จัดขี้นโดย กระทรวงกลาโหม เป็นประจำทุกๆ 2 ปี 
ในส่วนของอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อการป้องกันประเทศและความปลอดภัย ที่นำมาจัดแสดงในงาน Defense & Security ในแต่ละครั้งโดยผู้ประกอบการและผู้ผลิตชั้นนำจากต่างประเทศ ที่ต้องการนำอาวุธยุทโธปกรณ์
ที่ทันสมัย เทคโนโลยีด้านการทหารต่างๆ รวมไปถึงอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยครอบคลุม ทั้ง 3
เหล่าทัพ มาเสนอขายให้กับผู้มาชมงานซึ่งประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและทูตานุทูตจากต่างประเทศ ทูตทหารประเทศต่างๆ ที่ประจำประเทศไทย ผู้บังคับบัญชาทางทหารระดับสูงของประเทศต่างๆ รวมถึงผู้บังคับบัญชาและกำลังพลของหน่วยทหารของไทย ถือเป็นตลาดค้าอาวุธที่สำคัญ ที่ผู้ประกอบการและผู้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ชั้นนำจากต่างประเทศให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และหนึ่งในลูกค้าที่สำคัญก็คือประเทศไทย ซึ่งในแต่ละปีมักมียอดสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย เทคโนโลยีด้านการทหารต่างๆ รวมไปถึงอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย จากผู้ประกอบการและผู้ผลิตชั้นนำจากต่างประเทศ จำนวนหลายพันล้านบาท เพื่อนำมาพัฒนาเสริมสร้างกำลังกองทัพให้มีประสิทธิภาพและทันสมัย ซึ่งแทบถือเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญของผู้ประกอบการและผู้ผลิตชั้นนำจากต่างประเทศ โดยในส่วนของผู้จัดงานยังคงมุ่งเป้าหมายหลักไปยังการสร้างโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย[2]   เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่รัฐบาลมุ่งหวังจะผลักดันให้เกิดขึ้น  เพื่อสร้างโอกาสในการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ระดับโลก ผู้มีอำนาจตัดสินใจในกองทัพ และเจ้าหน้าที่รัฐบาลจากทั้งในไทย และในประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน ภายใต้แนวคิด The Power of  Partnerships  
นอกจากนี้ในงาน Defense and Security 2017 ได้ให้ความสำคัญในด้านการป้องกันประเทศจากภัยคุกคาม และการรับมือกับภัยคุกคามแบบใหม่ทั้ง การก่อการร้าย สงครามไซเบอร์ หรือการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศใหม่ๆ ที่ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องก้าวตามให้ทัน ดังนั้นจึงจัดให้มีการสัมมนาในประเด็น การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาเป็นวิทยากรนำเสนอ
ซึ่งมีหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจ เช่น แนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับการป้องกันภัยทางไซเบอร์ด้านการทหาร, ความท้าทายในการป้องกันภัยทางไซเบอร์ในระดับประเทศ, ระบบนิเวศของความมั่นคงทางไซเบอร์ ประเทศอิสราเอล, การข่าวกรองกับการขับเคลื่อนระบบการรักษาความมั่นคงทางไซเบอร์, การแบ่งปันข้อมูลข่าวสารในโลกยุคโลกาภิวัตน์, ความท้าทายในการป้องกันระบบประมวลผลแบบฝังตัว, การป้องกันโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญ-คลื่นลูกใหม่, ภัยทางไซเบอร์จากฟากฟ้า-การต่อสู้ท่ามกลางเมฆทมิฬ, ความมั่นคงทางไซเบอร์-การสร้างความเข้าใจในระบบ Big Data, แผงควบคุม-ตัวชี้วัดการโจมตีและมาตรการตอบโต้ เป็นต้น นับเป็นการสร้างโอกาสที่ดีเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้
การสร้างโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่รัฐบาลมุ่งหวังจะผลักดันให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์ในการจัดงาน Defense and Security 2017 โดยได้รับการตอบรับจากผู้ผลิตยุทโธปกรณ์สัญชาติไทยจำนวนกว่า 22 ราย[3]     ที่มีขีดความสามารถในการผลิตยุทโธปกรณ์ครอบคลุมทั้งที่ใช้ในทางทหาร การกู้ภัยธรรมชาติ และระบบความปลอดภัยไซเบอร์ รวมไปถึงโดรนสอดแนม และดาวเทียมถ่ายภาพ ที่คนไทยก็ทำได้ไม่แพ้ใคร อาทิเช่น
รถหุ้มเกราะล้อยาง รุ่น First Win I และ First Win II ของ บริษัท ชัยเสรี ( Chaiseri ) ที่ได้เข้าประจำการกองทัพบกไทยไปแล้ว 13 คัน ส่วนรุ่น First Win I ประจำการอยู่ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ( DSI ) แล้วกว่า 20 คัน นอกจากนี้ยังส่งมอบให้กับกองทัพมาเลเซียและฟิลิปปินส์ โดยรถหุ้มเกราะล้อยางของชัยเสรีออกแบบและผลิตโดยคนไทยเกือบทั้งคัน มีเพียงเครื่องยนต์และอาวุธปืนประจำรถเท่านั้นที่ต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ
โดรนหรือเครื่องบินตรวจการณ์ไร้คนขับ หรือ SKY SCOUT TACTICAL UAS ของ บริษัท RV CONNEX สำหรับใช้ตรวจการณ์โดยเน้นภารกิจกู้ภัย และภารกิจทางทหารที่ไม่ใช่การรบ ตัวเครื่อง
สามารถติดกล้องเซ็นเซอร์ที่สามารถจับภาพทะลุเมฆได้ ตัวเครื่องบินไร้คนขับนี้มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการเต็มรูปแบบทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ออกแบบและผลิตโดยคนไทยทั้งหมด ส่วนตัวเครื่องบินก็ใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ มีเพียงกล้องและเครื่องยนต์เท่านั้นที่ต้องนำเข้า  เครื่องบินตรวจการณ์ไร้คนขับนี้ได้รับการพัฒนาพร้อมผ่านมาตรฐานการบินระดับสากล และเตรียมเข้าประจำการในกองทัพอากาศในช่วงกลางปีหน้า
ดาวเทียมสื่อสารฝีมือคนไทย โดยบริษัท RV CONNEX พัฒนาร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร พัฒนาดาวเทียมพร้อมระบบปฏิบัติการประมวลข้อมูลข่าวสารเชื่อมกับระบบอินเทอร์เน็ต หลักการทำงาน
คือ ข้อมูลในโซเชียลมีเดียไม่ว่าจะเป็นสำนักข่าวหรือบุคคลทั่วไปเผยแพร่เหตุการณ์อุบัติเหตุใหญ่ ระบบดาวเทียมจะทำการหาพิกัด และถ่ายภาพทางอากาศที่จุดเกิดเหตุ เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนการช่วยเหลือ ระบบที่ว่านี้ถูกพัฒนาขึ้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว อยู่ระหว่างทำเรื่องเสนอรัฐบาลพิจารณา

ระบบ Hunting Ground โดยบริษัท RV CONNEX ซึ่งเป็น ระบบจำลองยุทธ์ทางไซเบอร์ หรือ Cyber Range สำหรับการฝึกบุคลากรในด้าน Cyber Security ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ โดยระบบสามารถสร้างโจทย์ปัญหา สถานการณ์ และจำลองสภาวะแวดล้อมที่บุคลาการด้าน Cyber Security จะต้องเจอจริง รวมถึงมีระบบ Debrief ที่ช่วยในการบรรยายสรุปอีกด้วย โดยระบบนี้เป็นระบบที่ทางบริษัทฯ พัฒนาขึ้นเอง
ผู้ประกอบการและผู้ผลิตยุทโธปกรณ์คนไทย ต่างยอมรับว่ามีชาวต่างประเทศให้ความสนใจในยุทโธปกรณ์ของคนไทยจำนวนมากในงานนี้ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่า ผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ไทยยังขาดการสนับสนุนจากรัฐบาล และการสั่งซื้อจากกองทัพเท่าที่ควร ต้องยอมรับว่าการทดลองพัฒนาอาวุธเองมีต้นทุนสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับการซื้อสำเร็จจากต่างประเทศ แต่มีผลดีกว่ามากในระยะยาว เพราะเมื่อเราสามารถพัฒนาจนผลิตได้เอง ต้นทุนจะต่ำลงมากและยังสามารถนำเป็นสินค้าส่งออกได้ด้วย และปัญหาการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ มักไม่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าไปสำรวจวิจัยเพื่อพัฒนาเท่าที่ควร เนื่องจากเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์มักถูกปิดเป็นความลับ หากรัฐบาลต้องการจะสร้างโอกาสด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่รัฐบาลมุ่งหวังจะผลักดันให้เกิดขึ้น คงจะต้องปรับแนวคิดและวิธีการในการส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง ในฐานะผู้ผลิต, ผู้ใช้ (อุปโภค) และผู้จำหน่าย " ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ " 
ถ้าเราสามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารขึ้นมาใช้ประจำการในกองทัพของเราได้เองโดยการสนับสนุนจากรัฐบาลและกองทัพอย่างเป็นรูปธรรมแท้จริง เพื่อเป็นการอ้างอิงข้อมูลกองทัพที่มีการใช้งานจริง ก็จะเป็นบันไดก้าวไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยไปสู่ตลาดค้าอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารระดับภูมิภาคและระดับโลก เช่นเดียวกับผู้ประกอบการและผู้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารของต่างประเทศ ที่มีการใช้ประจำการในประเทศของตนเอง และนำมาขายให้กับประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศเรา การจัดงาน  Defense & Security  ของไทยก็จะก่อเกิดประโยชน์ต่อประเทศไทย ทั้งด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และความภาคภูมิใจในความสามารถของคนไทย 

--------------------------------------------------
อ้างอิง :
[3] https://thestandard.co/ordnance-defense-and-security-2017/

วันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เราพร้อมเผชิญสถานการณ์ภัยแฮ็กเกอร์รึยัง?

เราพร้อมเผชิญสถานการณ์ภัยแฮ็กเกอร์รึยัง?
( Are you ready for face the hack situation ? )
พลโท ฤทธี  อินทราวุธ
ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงกลาโหม
ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และไซเบอร์

ภัยคุกคามด้านไซเบอร์ที่ร้ายแรงในปัจจุบัน นอกเหนือจากการถูกโจมตีด้วยโปรแกรมมัลแวร์ หรือไวรัสเรียกค่าไถ่ ( Ransomware ) เช่น WannaCry[1] และ Petya[2] ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูล ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ไปทั่วโลก จนหลายประเทศต่างให้ความสำคัญในด้านการ
เฝ้าระวัง และการรับมืออย่างเต็มที่ ทั้งด้านองค์กร ด้านเครื่องมืออุปกรณ์ป้องกัน และด้านการพัฒนาบุคคลากร แต่ก็มีบางประเทศที่ยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยมาก มักจะตื่นตัวตามกระแสสังคม แต่การเตรียมการรับมือยังคงปล่อยให้เป็นแบบตัวใครตัวมัน ยังขาดการเตรียมการรับมือแบบบูรณาการหรือแบบองค์รวมอย่างมีเอกภาพ ทั้งการเฝ้าระวังและเตรียมการรับมือในภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาคระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ภาคอุตสากรรมการผลิตที่ทันสมัยควบคุมด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาคระบบสาธารณสุขและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย ฯลฯ เป็นต้น
ข่าวการโจมตีของกลุ่มแฮ็คเกอร์ต่างๆ ที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบัน นับว่ามีความสำคัญเช่นกันในด้านภัยคุกคามไซเบอร์ โดยเฉพาะการนำข้อมูลสำคัญต่างๆ ออกมาเปิดเผย โดยล่าสุดได้มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของประชาชนชาวมาเลย์เซียเกือบทั้งประเทศที่ถูกแฮ็คข้อมูลรั่วไหลออกมากว่า 46.2 ล้านรายการ[3]  ในขณะที่ประชากรของมาเลย์เซียมีประชาชน 31.2 ล้านราย และข้อมูล 46.2 ล้านรายการนี้ถูกแฮ็คออกมาจากแหล่งผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมในมาเลย์เซีย นอกจากข้อมูลส่วนตัวพื้นฐานแล้ว ข้อมูลเหล่านี้ยังครอบคลุมถึงเบอร์โทรศัพท์, ข้อมูล SIM Card, ข้อมูล Serial Number ของอุปกรณ์ และที่อยู่ ที่สำคัญยังมีการแฮ็คข้อมูลประวัติทางการแพทย์ของประชาชนมาเลย์เซียอีกกว่า 80,000 รายการจากหน่วยงานทางด้านสาธารณสุข ในขณะที่เว็บไซต์ของภาครัฐ และเว็บไซต์ที่มีข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งานจำนวนมากอย่าง jobstreet.com เองก็ถูกแฮ็คด้วยเช่นกัน
ปรากฏการณ์การโจมตีทางไซเบอร์เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความเชื่อมั่นของนานาประเทศที่จะมาลงทุนด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม รวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชนภายในประเทศด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ที่เก็บรักษาไว้โดยหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ว่าจะไม่ถุกแฮ็คข้อมูลนำมาเปิดเผยต่สาธารณะ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัว ถึงแม้ว่าจะมีมาตรการทางกฏหมายไว้ลงโทษผู้กระทำความผิด แต่ก็ไม่มีใครอยากจะได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหาย
กลไกที่จะมาสร้างความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ ในภาพรวมแบบบูรณาการดังกล่าวให้ตรอบคลุมทุกด้าน หากจะมาคาดหวังทางภาครัฐบาลแต่เพียงอย่างเดียวคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากภัยคุกคามด้านไซเบอร์ไร้ขอบเขต ไร้รูปแบบ และไร้กาลเวลา เช่นเดียวกับ การรับมือกับภัยคุกคามทางการทหาร ภัยธรรมชาติ และภัยด้านความมั่นคงของมนุษย์ ของ องค์การสหประชาชาติ[4] ( United Nations ; UN ) จึงใช้กลไกในรูปแบบ “ หุ้นส่วน ” โดยระดมประเทศสมาชิกก่อตั้งเป็นองค์กรขึ้น ช่วยกันลงขันมากน้อยตามกำลัง และจัดส่งกองกำลัง หน่วยงานต่างๆ เข้าไปปฏิบัติภารกิจเพื่อสันติภาพ ภารกิจบรรเทาสาธารณะภัย ภารกิจคุ้มครองเส้นทางเดินเรือจากโจรสลัด ฯลฯ เป็นต้น แนวคิดดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์เป็น “ หุ้นส่วนความปลอดภัยทางไซเบอร์ ” ( Cyber security partnerships ) ในระดับประเทศ โดยเริ่มต้นจากองค์กรภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคเอกชน จากกลุ่มเล็กในแต่ละด้านค่อยๆ ผนึกกำลังกัน เช่นเดียวกับการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ แรกเริ่มก็มีเพียง 26 ประเทศ จนขยายตัวเติบโตเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสมาชิกทั้งหมดในปัจจุบัน 193 ประเทศ เช่นเดียงกับ กรุงโรม หรือ กำแพงเมืองจีน ไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว ต่างล้วนเริ่มต้นมาจากอิฐก้อนแรกทั้งสิ้น และเป็นก้อนที่อยู่ล่างสุด ต้องทนแบกรับน้ำหนักอิฐก้อนอื่นๆ ที่ก่อทับตามมาภายหลังจนเกิดผลสำเร็จในภายหลัง โดยไม่มีใครได้มีโอกาสมองเห็นอิฐก้อนแรก “ เราพร้อมจะเป็นอิฐก้อนแรกรึยัง? ถ้าพร้อม !!! “ เราก็จะพร้อมเผชิญสถานการณ์ภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ”
--------------------------------------------------
อ้างอิง :

วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560

สมรภูมิเฟซบุ๊กภูมิภาคอาเซียนร้อนระอุ

สมรภูมิเฟซบุ๊กภูมิภาคอาเซียนร้อนระอุ
โดย พลโท ฤทธี  อินทราวุธ
ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงกลาโหม
ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และไซเบอร์

ประเด็น Facebook กลายเป็น Talk of the Town กรณีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า  นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ( Mark Zuckerberg )  ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังจะมาเยือนไทย
ปลายเดือนตุลาคมนี้ และมีกำหนดจะเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ในวันที่ 30 ต.ค.60 นั้น ล่าสุดทางเฟซบุ๊กสำนักงานที่สิงคโปร์ ได้ส่งข้อความสั้นๆ มายังสื่อมวลชนในไทย โดยอ้างโฆษกของเฟซบุ๊ก ระบุว่า There are no plans currently for any of our senior leaders to visit Thailand .” : Facebook spokesperson หรือ แปลเป็นไทยว่า “ ผู้บริหารระดับสูงของเฟซบุ๊กยังไม่มีกำหนดการจะเดินทางมาเยือนประเทศไทยในช่วงนี้ ”[1]
เรื่องดังกล่าว กลายเป็นประเด็นทางสื่อต่างๆ และสังคมโซเชียล ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เพราะ ต่างคาดหวังว่า การที่นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ( Mark Zuckerberg )  ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กและผู้บริหารระดับสูงมาพบนายกรัฐมนตรีจะเป็นผลดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองทั้งด้านเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติตามที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงสื่อ[2]
การที่ทาง Facebook ได้ออกมายืนยันว่านายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก CEO Facebook ยังไม่มีแผนมาไทยในช่วงนี้นั้น อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งมาจากการนำเสนอข่าวของสื่อต่างๆในไทย จนทำให้ทางเฟซบุ๊กสิงคโปร์กังวลว่า หากการพบปะเจรจาในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อทางสิงคโปร์โดยตรง เพราะสิงคโปร์ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางเครือข่ายเฟซบุ๊กในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งที่ผ่านมาเฟซบุ๊กกับรัฐบาลไทยนั้นมีการร่วมงานกันมานานแล้ว และนายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ( Mark Zuckerberg ) ก็ได้มีแผนมาประเทศไทยจริง แต่เป็นการเดินทางเพื่อคุยกับผู้นำของไทยแบบส่วนตัว ด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ไม่อยากเป็นข่าวใหญ่โต ต้องการมาพบนายกฯ เป็นการส่วนตัว และไม่ต้องการให้เป็นข่าวใหญ่โตจนสื่อมารอดักสัมภาษณ์ เมื่อเรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่โตจำอาจเป็นสาเหตุให้นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ยกเลิกการเยือนไทยในครั้งนี้
สำหรับประเด็นข้อกังวลของทางเฟซบุ๊กสิงคโปร์เชื่อว่า การพบปะในครั้งนี้ นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ( Mark Zuckerberg ) จะมีการคุยกับรัฐบาลไทยในหลายเรื่อง โดยเฉพาะโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ( Eastern Economic Corridor หรือ EEC ) หรือพื้นที่พิเศษ ที่รัฐบาลตั้งใจส่งเสริมการลงทุน
โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีในเมืองใหม่ และมีกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ ซึ่งทางเฟซบุ๊กก็น่าสนใจจะร่วมลงทุนในโครงการนี้เช่นกัน เพราะที่ตั้งของประเทศไทยเป็น Landmark ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ และจำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊กของไทยอยู่ในลำดับที่ 8 ของโลก มีจำนวนมากถึง 46 ล้านยูสเซอร์[3] ซึ่งมีการนำเฟซบุ๊กมาใช้เป็นช่องทางธุรกิจการค้าในหลายๆด้าน รวมถึงแนวคิดในการที่จะย้ายศูนย์กลางเครือข่ายเฟซบุ๊กของภูมิภาคนี้มาตั้งอยู่ที่ประเทศไทย ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อสิงคโปร์อย่างเห็นได้ชัด อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ สมรภูมิเฟซบุ๊กภูมิภาคอาเซียน ร้อนระอุ !!!
-------------------------------------------
อ้างอิง :

วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

แนวคิดการจัดตั้ง ศูนย์บัญชาการไซเบอร์กลาโหม

แนวคิดการจัดตั้ง ศูนย์บัญชาการไซเบอร์กลาโหม
(Concept of Defense Cyber Command Center )

โดย พลโท ฤทธี  อินทราวุธ

ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงกลาโหม

ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และไซเบอร์


สถานการณ์ความรุนแรงของภัยคุกคามและการโจมตีทางไซเบอร์ในปัจจุบัน นับวันจะทวีความเข้มข้นและความรุนแรงเพิ่มขึ้นตามลำดับ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งด้าน
การเมือง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา และการทหาร หลายประเทศได้มีความตระหนักและมีการตื่นตัวในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยคุกคามและการโจมตีดังกล่าว โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การสหประชาชาติได้ออกมาแจ้งเตือนว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 อาจจะเกิดบนโลกไซเบอร์ วอนนานาชาติเร่งหาทางรับมือ [ 1 ]
สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสงครามไซเบอร์มากที่สุด โดยเริ่มปรับหลักนิยม ทางทหารใหม่ ได้เพิ่ม สมรภูมิการรบที่ 5 คือ ไซเบอร์โดเมน ให้เทียบเท่ากับสมรภูมิรบที่มีอยู่เดิม คือ บก ทะเล อากาศ และอวกาศ สมรภูมิบกก็จะมี กองทัพบกรับผิดชอบ สมรภูมิทะเลหรือมหาสมุทรก็จะมีกองทัพเรือดูแล ส่วนห้วงอากาศก็จะมีกองทัพอากาศคอยปกป้องอยู่ ส่วนอวกาศนั้นจะมีหน่วยทหารที่รับผิดชอบโดยตรงอยู่แต่ยังไม่ถึงกับเรียกว่าเป็นกองทัพอวกาศ ดังนั้นการที่กำหนดให้ไซเบอร์เป็นอีกหนึ่งสมรภูมิแห่งการสู้รบนั้น เพื่อที่จะได้จัดตั้งกองกาลังที่รับผิดชอบในการรบในสมรภูมินี้ โดยล่าสุดสหรัฐฯ ได้ก่อตั้งกองทัพไซเบอร์ขึ้น เรียกว่า กองบัญชาการไซเบอร์ (Cyber Command)
กองบัญชาการไซเบอร์ [ 2 ] (US CYBERCOM) เป็น กองบัญชาการรบร่วมระดับรอง ( Sub-unified command ) ขึ้นตรงกับกองบัญชาการด้านยุทธศาสตร์ (US STRATCOM) หน่วยบัญชาการไซเบอร์ตั้งอยู่ในฐานทัพฟอร์ทมีด ( Fort Meade )  มลรัฐแมร์รี่แลนด์  ( Maryland ) ซึ่งเป็น ศูนย์บัญชาการรบร่วม ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารในไซเบอร์โดเมนทั้งหมด ปัจจุบันประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 60 ว่ากำลังยกระดับกองบัญชาการไซเบอร์จากเดิมอยู่ภายใต้กองบัญชาการด้านยุทธศาสตร์ ให้เป็นกองบังคับบัญชาพลรบรวม (Unified Combatant Command) อย่างเต็มรูปแบบ และให้แยกออกจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (NSA) ซึ่งก่อนหน้านี้กองบัญชาการไซเบอร์อยู่ภายในสำนักงานใหญ่ของ NSA มาแล้ว 8 ปี
หน้าที่หลักของกองบัญชาการไซเบอร์ คือ การปกป้องระบบเครือข่ายที่ทหารเป็นผู้รับผิดชอบ ในขณะที่ระบบเครือข่ายของรัฐบาลฝ่ายพลเรือนนั้นจะเป็นหน้าที่ของ กระทรวงโฮมแลนด์ซีเคียวลิตี้ หน่วยบัญชาการไซเบอร์จะมีส่วนของกองกำลังที่อยู่ในสังกัดเหล่าทัพต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย กองทัพบกที่ 2 (2nd Army), กองทัพเรือที่ 10 (10th Fleet), กองทัพอากาศที่ 24 (24th Air Force) และกองกำลังไซเบอร์กองทัพน้อยนาวิกโยธิน (US Marine Corps Forces Cyberspace Command) ในส่วนของกองทัพอากาศที่ 24 ประกอบด้วย 3 กองบิน และ 1 ศูนย์ปฏิบัติการ ซึ่งประกอบด้วย 67th Network Warfare Wing , 688th Information Operations Wing , 689th Combat Communications Wing และ 624th Operations Center นอกจากนี้ กองบัญชาการไซเบอร์ ยังประกอบด้วยส่วนสนับสนุนกำลังรบร่วมต่างๆ   สำหรับหน่วยงานทหารซึ่งจะให้การสนับสนุนร่วมกับกองบัญชาการไซเบอร์ ได้แก่
·       Army Cyber Command (Army)
·       Fleet Cyber Command/Tenth Fleet (Navy)
·       Air Forces Cyber/Twenty-Fourth Air Force (Air Force)
·       Marine Corps Cyberspace Command (Marine Corps)
ส่วนทหารที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ( Military Specialties ) เป็นส่วนที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรงด้านไซเบอร์  โดยทหารเหล่านี้จะได้รับคำสั่งจากส่วนสนับสนุนกำลังรบร่วมของตนตามสายการบังคับบัญชา ได้แก่
·       US Army - นายทหารสงครามไซเบอร์, เจ้าหน้าเทคนิคปฏิบัติการไซเบอร์, ผู้เชี่ยวชาญสงครามไซเบอร์
·       US Navy – ด้านเครือข่ายช่างเทคนิคด้านการเข้ารหัส
·       US Air Force – ส่วนปฏิบัติการสงครามพื้นที่ไซเบอร์
·       US Marine Corps – ส่วนปฏิบัติการเครือข่ายไซเบอร์และส่วนงานวิเคราะห์/ปฏิบัติการเครือข่ายดิจิทัลระบบทางรหัส
กองบัญชาการไซเบอร์ มีการจัดตั้งทีมไซเบอร์ (Cyber teams) ตั้งแต่ปี 2015 เพื่อตอบสนองภารกิจในแต่ละด้าน จำนวนถึง 133 ทีมไซเบอร์ ดังนี้
·       ทีมภารกิจระดับชาติ จำนวน 13 ทีม เพื่อการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ในวงกว้าง
·       ทีมป้องกันไซเบอร์ จำนวน 68 ทีม เพื่อปกป้องเครือข่ายของกระทรวงกลาโหมที่มีความสำคัญและให้ความเร่งด่วนต่อระบบต่อต้านภัยคุกคามต่างๆ
·       ทีมภารกิจด้านการรบ จำนวน 27 ทีม ดำเนินการโจมตีทางไซเบอร์แบบส่วนร่วมสำหรับสนับสนุนแผนการปฏิบัติต่างๆ และการปฏิบัติในกรณีฉุกเฉินต่างๆ
·       ทีมสนับสนุน 25 ทีม สำหรับการสนับสนุนการวิเคราะห์และการวางแผน
สภากลาโหมได้มีมติเห็นชอบร่างแผนแม่บทไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2560-2564[ 3 ] รองรับยุทธศาสตร์ไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศ ครอบคลุม 6แผนงาน คือ แผนงานจัดองค์กรด้านไซเบอร์ , แผนการป้องกันระบบโครงสร้างพื้นฐาน , แผนการพัฒนาความพร้อมในการปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุก และการปฏิบัติสงครามไซเบอร์ แผนการดำรงและพัฒนา ศักยภาพด้านไซเบอร์ รวมทั้งแผนการสนับสนุนศักยภาพด้านไซเบอร์ระดับชาติ และแผนการร่วมมือและพัฒนาศักยภาพไซเบอร์ โดยได้มีการจัดตั้ง ศูนย์ไซเบอร์ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม  ,ศูนย์ไซเบอร์กองบัญชาการกองทัพไทย และศูนย์ไซเบอร์เหล่าทัพขึ้น และล่าสุดเมื่อวันที่  21 ก.ย. 60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ประกาศว่า รัฐบาลตั้งเป้าปี 61 จะสร้างนักรบไซเบอร์ให้ได้ 1,000 คน[ 4 ]
การจัดตั้ง ศูนย์ไซเบอร์ของกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ ดังกล่าว เป็นไปในลักษณะต่างฝ่ายต่างทำ ไม่ประสานสอดคล้อง และไม่มีความเป็นเอกภาพ  ซึ่งแตกต่างจากการจัดหน่วยไซเบอร์ของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งมี กองบัญชาการไซเบอร์  เป็นหน่วยระดับ กองบัญชาการรบร่วม ( Unified Command ) ทำให้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจเพื่อรองรับยุทธศาสตร์ไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม ทั้ง 6 แผนงาน ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติงานด้านไซเบอร์ของกระทรวงกลาโหม ครอบคลุมแผนงานตามร่างแผนแม่บทไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม จึงควรพิจารณาจัดตั้ง ศูนย์บัญชาการไซเบอร์กลาโหม   ( Defense Cyber Command Center : DCCC )  เช่นเดียวกับกองทัพสหรัฐ ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับสถานการณ์และแนวโน้มความรุนแรงของภัยคุกคามด้านไซเบอร์ตามที่ได้กล่าวมาแล้วขั้นต้น และเป็นไปตามแนวทางการพัฒนากองทัพด้านไซเบอร์ของสหรัฐฯ ที่มีการประกอบกำลังครอบคลุมทั้ง 3 เหล่าทัพ เพื่อความเป็นเอกภาพในการปฏิบัติงานร่วมกัน เป็นการบูรณาการและควบคุมการปฏิบัติด้านไซเบอร์ของหน่วยงานในกระทรวงกลาโหม , สนับสนุนศักยภาพด้านไซเบอร์ระดับชาติ และประสานการร่วมมือและพัฒนาศักยภาพด้านไซเบอร์ในระดับชาติ ซึ่งจะมีการจัดตั้ง ศูนย์ไซเบอร์อาเซียน ในเร็วๆ นี้
แนวทางการจัดตั้ง ศูนย์บัญชาการไซเบอร์กลาโหม ควรเป็นหน่วยระดับ กองบัญชาการรบร่วม ( Unified Command ) โดยการแปรสภาพ ศูนย์ไซเบอร์ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม เป็น ศูนย์บัญชาการไซเบอร์กลาโหม เป็นหน่วยขึ้นตรง สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม  มี ผู้บัญชาการไซเบอร์กลาโหม ( Defense Cyber Commander )  ( อัตรา พลเอก ) เป็น ผู้บังคับบัญชา มี รองผู้บัญชาการไซเบอร์กลาโหม ( Deputy Defense Cyber Commander ) ( อัตรา พลโท ) จำนวน 4 อัตรา มาจาก กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ โดยปรับเกลี่ยตำแหน่ง/อัตรา ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ( อัตรา พลเอก )  และตำแหน่ง อัตราผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ ( อัตรา พลโท )  เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านกำลังพลและงบประมาณ โครงสร้างการจัดประกอบด้วย  กองบัญชาการ , ศูนย์ไซเบอร์กลาโหม ( ศูนย์ไซเบอร์ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม ปรับสายการบังคับบัญชาใหม่ )  และมีศูนย์ไซเบอร์กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ ขึ้นควบคุมทางยุทธการเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤตระดับชาติ โดยมีภารกิจ ตามกรอบร่างแผนแม่บทไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2560-2564 และมีสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ( สทป. ) หรือ DTI.  ให้การสนับสนุนในด้านการพัฒนาบุคลากร การศึกษาวิจัย และการประสานความร่วมมือต่างๆ ด้านไซเบอร์ ทั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม สามารถจัดตั้งศูนย์บัญชาการไซเบอร์กลาโหมเพื่อการทดลองปฏิบัติงาน ไปพลางๆก่อนเช่นเดียวกับกองทัพบก ในการทดลองปฏิบัติงาน ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ที่ผ่านมาก่อนการจัดตั้งหน่วยจริง หรือจะจัดตั้งตามแนวทางการจัดตั้ง ศูนย์การแก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ ( ศมบ.) ก็คงจะมีความเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็วและเป็นประโยชน์ต่อกระทรวงกลาโหมและประเทศชาติสืบไป เรื่องแบบนี้ต้อง คิดเร็วทำเร็ว อย่าปล่อยให้เป็นไปแบบคำสุภาษิตโบราณกล่าวว่า " กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ "
-------------------------------------------------
อ้างอิง :
[1] http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000118760
[2] https://en.wikipedia.org/wiki/United_States_Cyber_Command

[4] https://www.thairath.co.th/content/1076524

วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560

คณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

คณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

โดย พลตรี ฤทธี  อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบหลักการ ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เมื่อ 19 กันยายน 2560 เพื่อเตรียมการด้านการพัฒนาและการรักษา
ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ด้านเศรษฐกิจ สาธารณสุข พลังงาน การทหาร ระบบการเตือนภัย และการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ อีกทั้งสามารถป้องกันหรือรับมือกับสถานการณ์ด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยคุ้มครองและสร้างความเชื่อมั่นให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ร่างระเบียบดังกล่าว กำหนดให้ นายกรัฐมนตรี เป็น ประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เป็น รองประธานคนที่ 1 และรองประธานคนที่ 2 รวมถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวนไม่เกิน 7 คน เป็นกรรมการ โดยให้ปลัดกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นกรรมการและเลขานุการ และให้รองปลัดกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
คณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ จะมีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดนโยบายและแผนระดับชาติ ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี บูรณาการ จัดการพัฒนา และการสร้างศักยภาพในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินทางความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยการจัดทำแผนแม่บทด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เพื่อปกป้องด้านโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ  พิจารณากำหนดโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศของประเทศ และวางกรอบการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานเอกชน โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วย หน่วยงานประสานงานกลาง หน่วยงานเผชิญเหตุฉุกเฉิน และกรอบมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตามหลักการบริหารความเสี่ยง ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการดำเนินการ ประสานความร่วมมือกับคณะกรรมการระดับชาติหรือคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายอื่น เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในการจัดให้มีหรือปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
ในมุมมองของการเตรียมความพร้อม ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ เพื่อการรับมือกับภัยคุกคามและการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นตามลำดับ ถือได้ว่าการจัดตั้งคณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เป็นอีกก้าวหนึ่งของความสำคัญและความตระหนักในระดับรัฐบาล แต่บทเรียนความล้มเหลวที่ผ่านมาในอดีต ซึ่งได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติมาแล้ว แต่ก็ไม่ประสบผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ทางภาครัฐ ภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ ก็คงเป็นไปตามสูตรเดิมๆ คือ ผู้บริหารระดับสูงยังไม่ให้ความสำคัญในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เท่าไรมากนัก การสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาบุคคลากรและอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือป้องกันการโจมตีก็ล่าช้าอยู่ในลำดับความเร่งด่วนท้ายๆ  ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการดิ้นรน เต้นแร้งเต้นกาไปตามยถากรรม แต่เวลาโดนโจมตี โดน Hack เปลี่ยนหน้าเว็บ เจาะระบบ เจาะฐานข้อมูล ฯลฯ ก็ค่อยเต้นเป็นไฟไหม้ฟาง พอเรื่องซาลงก็เข้าสูตรเดิม ที่สำคัญการให้ความสำคัญต่อบุคคลากรภาครัฐที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ทักษะ ประสบการณ์ในด้านไซเบอร์ ในการส่งเสริมสนับสนุนให้มีความเจริญก้าวหน้าเติมโตไปตามลำดับ และการนำมาใช้ประโยชน์ต่อทางราชการอย่างเต็มทีเช่นเดียวกับบุคคลากรผู้เชี่ยวชาญสายงานอื่นๆ ที่เกษียณอายุราชการไปแล้วในระบบราชการยังมีช่องทางอยู่น้อยมาก ทำให้บุคลากรเหล่านี้ต้องหันไปพึ่งพาองค์กรภาคธุรกิจเอกชน จนทำให้องค์กรภาคธุรกิจเอกชนเหล่านี้มีการพัฒนาเสริมสร้างขีดความสามารถ ด้านรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มากกว่าองค์กรภาครัฐ
อีกบทเรียนแห่งความล้มเหลว ในการจัดตั้งคณะกรรมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อนุกรรมการฯ คณะทำงานฯ ต่างๆ  ซึ่งมักจะใช้สูตรเดิมๆ คือ ข้าราชการหรือผู้บริหารระดับสูงยุค Analog ผู้สูงอายุที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ ทักษะ ประสบการณ์การทำงานจริง และไม่ค่อยจะมีเวลาในการทำงานด้านไซเบอร์อย่างเต็มที่ เวลาจะคิดจะทำอะไรก็มักใช้คนใกล้ชิดคนใกล้ตัวเป็นหลัก โดยไม่ได้ไปเสาะแสวงหาผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์เฉพาะในแต่ละด้านมาเป็นกลไกขับเคลื่อนในการทำงาน ก็คงเป็นการยากที่จะทำให้การทำงานของ คณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้ เพราะดูภารกิจ หน้าที่ และขอบเขตของคณะกรรมการฯ ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งมีจำนวนมากมายหลากหลายงานจึงไม่เป็นการง่ายเลย ในการที่จะหาบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์เฉพาะในแต่ละด้านมาช่วยกันทำ แต่ถ้ายังคงเป็นแบบพวกมากลากไป คนของใครคนของมัน ไม่ต่างอะไรกับ “ การติดกระดุมผิดในเม็ดแรก ”

---------------------------------------------

อ้างอิง :

https://www.dailynews.co.th/politics/599338