วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560

คณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

คณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

โดย พลตรี ฤทธี  อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบหลักการ ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เมื่อ 19 กันยายน 2560 เพื่อเตรียมการด้านการพัฒนาและการรักษา
ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ด้านเศรษฐกิจ สาธารณสุข พลังงาน การทหาร ระบบการเตือนภัย และการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ อีกทั้งสามารถป้องกันหรือรับมือกับสถานการณ์ด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยคุ้มครองและสร้างความเชื่อมั่นให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ร่างระเบียบดังกล่าว กำหนดให้ นายกรัฐมนตรี เป็น ประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เป็น รองประธานคนที่ 1 และรองประธานคนที่ 2 รวมถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวนไม่เกิน 7 คน เป็นกรรมการ โดยให้ปลัดกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นกรรมการและเลขานุการ และให้รองปลัดกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
คณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ จะมีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดนโยบายและแผนระดับชาติ ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี บูรณาการ จัดการพัฒนา และการสร้างศักยภาพในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินทางความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยการจัดทำแผนแม่บทด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เพื่อปกป้องด้านโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ  พิจารณากำหนดโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศของประเทศ และวางกรอบการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานเอกชน โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วย หน่วยงานประสานงานกลาง หน่วยงานเผชิญเหตุฉุกเฉิน และกรอบมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตามหลักการบริหารความเสี่ยง ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการดำเนินการ ประสานความร่วมมือกับคณะกรรมการระดับชาติหรือคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายอื่น เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในการจัดให้มีหรือปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
ในมุมมองของการเตรียมความพร้อม ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ เพื่อการรับมือกับภัยคุกคามและการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นตามลำดับ ถือได้ว่าการจัดตั้งคณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เป็นอีกก้าวหนึ่งของความสำคัญและความตระหนักในระดับรัฐบาล แต่บทเรียนความล้มเหลวที่ผ่านมาในอดีต ซึ่งได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติมาแล้ว แต่ก็ไม่ประสบผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ทางภาครัฐ ภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ ก็คงเป็นไปตามสูตรเดิมๆ คือ ผู้บริหารระดับสูงยังไม่ให้ความสำคัญในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เท่าไรมากนัก การสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาบุคคลากรและอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือป้องกันการโจมตีก็ล่าช้าอยู่ในลำดับความเร่งด่วนท้ายๆ  ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการดิ้นรน เต้นแร้งเต้นกาไปตามยถากรรม แต่เวลาโดนโจมตี โดน Hack เปลี่ยนหน้าเว็บ เจาะระบบ เจาะฐานข้อมูล ฯลฯ ก็ค่อยเต้นเป็นไฟไหม้ฟาง พอเรื่องซาลงก็เข้าสูตรเดิม ที่สำคัญการให้ความสำคัญต่อบุคคลากรภาครัฐที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ทักษะ ประสบการณ์ในด้านไซเบอร์ ในการส่งเสริมสนับสนุนให้มีความเจริญก้าวหน้าเติมโตไปตามลำดับ และการนำมาใช้ประโยชน์ต่อทางราชการอย่างเต็มทีเช่นเดียวกับบุคคลากรผู้เชี่ยวชาญสายงานอื่นๆ ที่เกษียณอายุราชการไปแล้วในระบบราชการยังมีช่องทางอยู่น้อยมาก ทำให้บุคลากรเหล่านี้ต้องหันไปพึ่งพาองค์กรภาคธุรกิจเอกชน จนทำให้องค์กรภาคธุรกิจเอกชนเหล่านี้มีการพัฒนาเสริมสร้างขีดความสามารถ ด้านรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มากกว่าองค์กรภาครัฐ
อีกบทเรียนแห่งความล้มเหลว ในการจัดตั้งคณะกรรมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อนุกรรมการฯ คณะทำงานฯ ต่างๆ  ซึ่งมักจะใช้สูตรเดิมๆ คือ ข้าราชการหรือผู้บริหารระดับสูงยุค Analog ผู้สูงอายุที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ ทักษะ ประสบการณ์การทำงานจริง และไม่ค่อยจะมีเวลาในการทำงานด้านไซเบอร์อย่างเต็มที่ เวลาจะคิดจะทำอะไรก็มักใช้คนใกล้ชิดคนใกล้ตัวเป็นหลัก โดยไม่ได้ไปเสาะแสวงหาผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์เฉพาะในแต่ละด้านมาเป็นกลไกขับเคลื่อนในการทำงาน ก็คงเป็นการยากที่จะทำให้การทำงานของ คณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้ เพราะดูภารกิจ หน้าที่ และขอบเขตของคณะกรรมการฯ ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งมีจำนวนมากมายหลากหลายงานจึงไม่เป็นการง่ายเลย ในการที่จะหาบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์เฉพาะในแต่ละด้านมาช่วยกันทำ แต่ถ้ายังคงเป็นแบบพวกมากลากไป คนของใครคนของมัน ไม่ต่างอะไรกับ “ การติดกระดุมผิดในเม็ดแรก ”

---------------------------------------------

อ้างอิง :

https://www.dailynews.co.th/politics/599338

วันเสาร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2560

ไซเบอร์ : หนึ่งในพลังอำนาจทางทหารที่กองทัพทั่วโลกจับตามอง แต่ไทยมึน ?

ไซเบอร์ : หนึ่งในพลังอำนาจทางทหารที่กองทัพทั่วโลกจับตามอง แต่ไทยมึน ?
( Cyber : One of the Military power )
พลตรี ฤทธี  อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก
การทหาร ถือเป็นหนึ่งในกำลังอำนาจแห่งชาติ หรือ พลังอำนาจของชาติ[1]  ( National Power ) นอกเหนือจาก การเมือง , เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา ถือเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงของชาติ ( National Security ) ที่
สำคัญที่สุด ประเทศใดที่กำลังอำนาจทางการทหารมีความอ่อนแอ ไม่มั่นคงแข็งแรงเพียงพอ ก็มักจะถูกแทรกแซง หรือถูกรุกรานจากประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพทางทหารที่เหนือกว่า ดังนั้นในหลายประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก จึงให้ความสำคัญด้านการพัฒนาเสริมสร้างกำลังอำนาจทางการทหาร เพื่อใช้ในการปกป้องคุ้มครองเอกราช อธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ  หรือใช้เป็นอำนาจในการต่อรอง
การพัฒนาเสริมสร้างกำลังอำนาจทางการทหารของแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกัน ขึ้นกับสภาพแวดล้อมของภัยคุกคาม การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ การพัฒนาเสริมสร้างกำลังอำนาจทางการทหารของประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน อังกฤษ ฯลฯ มักจะให้ความสำคัญและใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมหาศาลกับ “ อาวุธยุทโธปกรณ์ ” เพื่อใช้ในการสู้รบ ปกป้องเอกราช และอธิปไตยของตัวเอง รวมทั้งการใช้เป็นเครื่องมือทางการทหาร เพื่อสร้างความได้เปรียบให้แก่ตัวเองในเชิงยุทธศาสตร์ต่างๆ ในหลายพื้นที่และหลายสมรภูมิทั่วโลก[2] จากข้อมูลผลการสำรวจอันดับกองกำลังทางทหารที่มีพลังมากที่สุดในโลก 35 อันดับ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆราว 50 กว่าปัจจัย อาทิ งบประมาณด้านการทหาร กำลังพล และจำนวนยุทธภัณฑ์ในแต่ละประเทศ  โดยสหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับหนึ่งของโลก มีงบประมาณด้านการทหารที่สูงที่สุดในโลก คือราว 612,500,000,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ , รัสเซียตามมาเป็นอันดับสอง , จีนอยู่ในอันดับสามของโลก โดยมีงบประมาณด้านการทหารอยู่ที่ 126,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ  สำหรับประเทศไทย ติดอันดับที่ 24 มีงบประมาณด้านการทหาร 5,390,000,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ[3] ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การพัฒนาเสริมสร้างกำลังอำนาจทางการทหารของทุกประเทศทั่วโลกต่างให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ แต่อย่างไรก็ตามสำหรับประเทศไทย ก็ถือว่าการจัดลำดับกองกำลังทางทหารที่มีพลังมากที่สุดในโลกนี้อยู่ในลำดับกลางๆ ค่อนข้างล่างจาก 35 ประเทศ ทั้งนี้เนื่องมาจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ประกอบกับปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ รวมถึงความต้องการงบประมาณเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ
การพัฒนาเสริมสร้างกำลังอำนาจทางการทหารของประเทศต่างๆ ทั่วโลกส่วนใหญ่จะไปในทิศทางเดียวกัน นอกเหนือจากกำลังรบและอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว สิ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นในการพัฒนาเสริมสร้างกองทัพให้มีประสิทธิภาพและมีศักยภาพทางการทหารในยุคปัจจุบันและอนาคต โดยใช้งบประมาณไม่มากนัก แต่สามารถเสริมสร้างขีดความสามารถและศักยภาพทางการทหารให้มีความเหนือกว่าและเป็นที่เกรงขาม คงหนีไม่พ้นการเสริมสร้างและพัฒนากองทัพในด้านไซเบอร์ ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการทางทหาร ให้เกิดความได้เปรียบ และลดการสูญเสียด้านกำลังรบและอาวุธยุทโธปกรณ์
ไซเบอร์ ( Cyber ) กองทัพชั้นนำในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความสำคัญกับ การปฏิบัติการทางไซเบอร์ ( Cyber Operations ) มานานหลายสิบปีแล้ว โดยปัจจุบันได้มีการจัดตั้ง กองบัญชาการไซเบอร์[4] ( Cyber Command ) หรือ กองทัพไซเบอร์ ขึ้นมา โดยมีนายทหารยศ “ พลเอก ” เป็น ผู้บัญชาการ เพื่อรองรับการปฏิบัติการทางทหารในโลกไซเบอร์ หรือพื้นที่ปฏิบัติการทางไซเบอร์ ( Cyber Domain )  รวมถึงการทำสงครามไซเบอร์ ( Cyber Warfare ) ซึ่งหลายประเทศต่างได้ดำเนินการจัดตั้งหน่วยงานด้านไซเบอร์ รวมถึงการพัฒนาเสริมสร้างกำลังรบส่วนหนึ่งที่เรียกว่า นักรบไซเบอร์ ( Cyber Warrior ) ทั้งแบบเปิดเผยและไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ อาทิเช่น กองทัพสหรัฐอเมริกา จีน เกาหลี ฯลฯ ตามที่เป็นข่าวปรากฏเกี่ยวกับการโจมตีหรือเจาะระบบของพวกแฮ็กเกอร์ ( Hacker ) และการแพร่ระบาดของไวรัสคอมพิวเตอร์ ( Virus Computer  )  หรือโปรแกรมไม่พึงประสงค์ ( Malware ) ต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก สำหรับกองทัพของไทยได้มีการจัดตั้งหน่วยงานไซเบอร์ขึ้นมาเช่นกัน โดยเน้นไปในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ( Cyber Security ) ให้กับระบบสารสนเทศขององค์กรเป็นหลัก ซึ่งจะมีความแตกต่างกับการพัฒนาเสริมสร้างกำลังกองทัพด้านไซเบอร์ของประเทศอื่นๆ ที่นอกเหนือจากภารกิจด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แล้ว  ต่างมุ่งเป้าไปสู่การพัฒนากำลังรบแบบ หน่วยรบไซเบอร์ ( Cyber Forces )  เพื่อการปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุก และการทำสงครามไซเบอร์เป็นการเฉพาะ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถ ศักยภาพ อำนาจกำลังรบ และความได้เปรียบทางการทหารในพื้นที่ปฏิบัติการทางไซเบอร์ หรือ ไซเบอร์โดเมน ( Cyber Domain ) ในการสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารในมิติการรบอื่นๆ เช่น พื้นที่ปฏิบัติการทางภาคพื้นดิน ( Land Domain )  , พื้นที่ปฏิบัติการทางภาคพื้นน้ำ ( Sea Domain )  และพื้นที่ปฏิบัติการทางอากาศ ( Air Domain )
หากเรายังคงจัดตั้งหน่วยงานไซเบอร์ของกองทัพขึ้นมา เพื่อการดูแลงานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นหลัก โดยไม่ให้ความสำคัญเร่งด่วนในด้านการพัฒนาเสริมสร้างกำลังพลและหน่วยงานไซเบอร์เพื่อไปสู่การปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุกเช่นเดียวประเทศต่างๆ ทั่วโลกซึ่งใช้งบประมาณจำนวนไม่มากนัก จะทำให้การพัฒนาเสริมสร้างกำลังกองทัพด้านไซเบอร์ล้าหลัง อาจจะเป็นการพัฒนากองทัพที่ผิดทิศทาง ไม่ทันต่อสถานการณ์และภัยคุกคามในอนาคต
การเสริมสร้างและพัฒนากองทัพในด้านไซเบอร์ จึงมีความสำคัญควบคู่ไปกับการพัฒนาเสริมสร้างกำลังรบและอาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล แต่การการเสริมสร้างและพัฒนากองทัพในด้านไซเบอร์เป็นการลงทุนระยะยาว มีความต่อเนื่อง ที่ใช้งบประมาณไม่สูงมากนัก แต่สามารถเพิ่มศักยภาพทางทหารได้ไม่น้อย ดังนั้น กองทัพจึงควรหันมาให้ความสำคัญและปรับแนวคิดในการพัฒนาเสริมสร้างหน่วยงานดังกล่าว อย่ารอให้เกิดสงครามไซเบอร์ขึ้นมาก่อนแล้วค่อยคิดได้ “ ไซเบอร์ ” ก็คงไม่ต่างจาก “ เกลือ ” ดังสุภาษิตโบราณว่า “แกงจืดจึงรู้คุณเกลือ”
-----------------------------------------
แหล่งข้อมูลอ้างอิง :
[1] https://hengwelcome5000.files.wordpress.com/2014/07/283-e0b89ee0b8a5e0b8b1e0b887e0b8ade0b8b2e0b899e0b8b2e0b888e0b981e0b8abe0b988e0b887e0b88ae0b8b2e0b895e0b8b4-national-power-5.pdf
[2] http://m.matichon.co.th/readnews.php?newsid=1445838104
[3] https://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1405075034

[4] https://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1360126342

วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สื่อสารมวลชน กับ เทคโนโลยีสารสนเทศ ( Mass communication vs. Information Technology )

สื่อสารมวลชน กับ เทคโนโลยีสารสนเทศ
( Mass communication vs. Information Technology )
โดย พลตรี ฤทธี อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก

ตามที่ ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ 11 ด้าน 120 คน จากทั้งหมด 165 คน เพื่อจัดทําแผนการปฏิรูปประเทศและดําเนินการให้เป็นไปตามที่กําหนด
ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมวด 16 บัญญัติให้ดําเนินการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ตามที่กําหนดในมาตรา 258 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้มีการตราพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2560 เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 8 มาตรา 10 มาตรา 14 และมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560  ที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ตามที่กําหนด [ 1 ]
คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านอื่นๆ  ส่วนใหญ่จะเข้าใจและเห็นภาพความชัดเจน ยกเว้น “ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ” ว่ามันเป็นการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ การปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนและการปฏิรูปด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กันแน่ ซึ่งความหมายของคำว่า “ สื่อสารมวลชน ( Mass communication ) เป็นคำที่ใช้อธิบายถึง สาขาวิชาที่เกี่ยวกับการถ่ายทอดข้อมูลผ่านสื่อมวลชนให้คนส่วนใหญ่ มักมีความหมายเกี่ยวข้องกับหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ ที่ใช้ในการเผยแพร่ข่าวหรือโฆษณา[ 2 ]
ถ้าเป็นกรณีแรก กล่าวคือ การปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็อาจจะไม่ครอบคลุมงานด้านสื่อสารมวลชนในยุคปัจจุบัน ซึ่ง คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน[ 3 ]ได้กำหนดประเด็นสำคัญเร่งด่วนในการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน ๓ ด้าน ตามลำดับความสำคัญดังนี้ คือ ด้านสื่อสารออนไลน์ , ด้านสื่อวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และด้านโทรคมนาคม และด้านสื่อสิ่งพิมพ์
ถ้าเป็นกรณีหลัง คือ การปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนและการปฏิรูปด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็ควรจะแยกคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านออกจากกัน คือ คณะกรรมการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชน และคณะกรรมการปฏิรูปด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพราะมันคนละสาขาวิชาการ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ[ 4 ] ( Information Technology ) คือ การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม เพื่อจัดเก็บ ค้นหา ส่งผ่าน และจัดดำเนินการข้อมูล  ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับธุรกิจหนึ่งหรือองค์การอื่น ๆ  โดยปกติก็ใช้แทนความหมายของเครื่องคอมพิวเตอร์และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และยังรวมไปถึงเทคโนโลยีการกระจายสารสนเทศอย่างอื่นด้วย เช่นโทรทัศน์และโทรศัพท์ อุตสาหกรรมหลายอย่างเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ตัวอย่างเช่น ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ อินเทอร์เน็ต อุปกรณ์โทรคมนาคม การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และบริการทางคอมพิวเตอร์
วิทยาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ[ 5 ]  ยังมีการแบ่งสาขาวิชาการแยกย่อยออกเป็นด้านต่างๆ จำนวนมากมาย ตัวอย่างคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของมหาวิทยาลัยมหิดล เช่น สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ( Computer Science ), สาขาระบบฐานข้อมูลและระบบเชิงปัญญา ( Database and Intelligent Systems ), สาขาระบบสื่อผสม ( Multimedia Systems ), สาขาระบบธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ( E-Business Systems ), สาขาวิศวกรรมซอฟแวร์ ( Software Engineering ), สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ ( Information Technology ), สาขาระบบเครือข่ายสื่อสาร ( Computer Network ), สาขาการจัดการระบบสารสนเทศ ( Management Information System ) เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งควรจะต้องมีการปฏิรูปเช่นเดียวกับด้านอื่นๆ เพราะการปฏิรูปด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมีความจำเป็นและเป็นพื้นฐานของการพัฒนาคนซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์ ( Human Resource ) ที่มีความสำคัญยิ่งของประเทศ รวมถึงการปฏิรูปด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสนับสนุนการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการพัฒนาประเทศไปสู่ Thailand 4.0 [ 6 ]  
เมื่อกล่าวถึงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็คงจะหนีไม่พ้นที่จะต้องกล่าวถึง ภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ( Cyber Threats ) หรือการก่อการร้ายทางไซเบอร์ ( Cyber Terrorism )  และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ( Cyber Security ) ซึ่งเป็นขอคู่กัน ตามที่นาย Richard A. Clarke ได้บรรยายเรื่อง Cyber Security ในงานสัมมนาวิชาการ วันสื่อสารแห่งชาติ ประจำปี 2560 ที่ผ่านมา[ 7 ]  ซึ่งที่ผ่านมาการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ยังไม่มีแนวทางการปฏิรูปและการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนในระดับประเทศ มีแต่เพียงต่างคน ต่างคิด ต่างทำ ทั้งๆ ที่เรามีบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์การทำงานในด้านนี้ แต่ไม่มีโอกาสทำ
ดังนั้น การปฏิรูปประเทศด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ จึงมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ อย่าปล่อยให้ประเทศเพื่อนบ้านหรือในภูมิภาคอาเซียนปฏิรูปและพัฒนาประเทศแซงหน้าไปไกลแล้ว เราค่อยไล่ตามแบบที่ผ่านมาในอดีต หรือปล่อยให้มีการถูกโจมตีทางไซเบอร์จนเกิดความเสียหาย แล้วค่อยมาคิดหาทางป้องกันแบบสุภาษิตโบราณว่า “ วัวหาย ล้อมคอก ”
-----------------------------------------
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
[ 2 ] https://th.wikipedia.org/wiki/สื่อสารมวลชน
[ 4 ] https://th.wikipedia.org/wiki/เทคโนโลยีสารสนเทศ

[ 7 ] https://www.thairath.co.th/content/1031479

วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2560

“เงิน” หายจากระบบเศรษฐกิจไปสู่ “ปัจจัยที่5” ใครได้ ใครเสีย เพราะอะไร ?

“เงิน” หายจากระบบเศรษฐกิจไปสู่ “ปัจจัยที่5”  ใครได้ ใครเสีย เพราะอะไร ?
โดย พลตรี ฤทธี อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก

เนื้อหาข้อความเรื่อง “เงิน” หายจากระบบเศรษฐกิจ ไปสู่ “ปัจจัยที่5” ของ ตราชู กาญจนสถิต ข้างล่างนี้ ที่ถูกแชร์กันในโลกโซเชียลอย่างกว้างขวาง สะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคมไทยในความเป็นจริงยุคปัจจุบัน ที่กำลังจะก้าวไปสู่ Thailand 4.0
แน่นอน ในแง่เศรษฐกิจ ถ้ามองดูตัวเลขการเติมโตของธุรกิจมือถือและอินเตอร์เน็ต คงเป็นที่ปลื้มอกปลื้มใจของบรรดาเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นกลุ่มธุรกิจดังกล่าว แต่ในภาพเศรษฐกิจของประเทศ เม็ดเงินมหาศาลดังกล่าว ที่ไหลออก
ไปสู่ต่างประเทศจำนวนไม่น้อย จนเกิดเป็นประเด็นคำถามของสังคมขึ้นมาว่า “เรากำลังหลงทางกันรึเปล่า ?
ในแง่สังคม เรากำลังส่งเสริมสนับสนุนการสร้างค่านิยม ให้กับคนในสังคมไทยตั้งแต่รุ่นเด็กอนุบาลขึ้นไปให้หลงใหลไปกับความฟุ้งเฟ้อ ความทันสมัยมากจนเกินไปรึเปล่า ? ดูจากจำนวนปริมาณมือถือที่เติบโตปีละ 25 ล้านเครื่อง เฉลี่ยเดือนละ 2 ล้านเครื่อง ที่นำเข้าจากต่างประเทศ คนไทย 60 กว่าล้านคน แต่ใช้มือถือเกือบ 100 ล้านเครื่อง ยังไม่รวมค่าบริการ และค่าทำธุรกรรมต่างๆ ด้านการซื้อขายแบบออนไลน์ ที่ไหลออกไปต่างประเทศ ไม่ต่างอะไรกับ เลือดที่กำลังไหลออกนอกกายโดยไม่รู้ตัว !
เรื่องการพัฒนาประเทศไปสู่ Thailand 4.0 ควรจะต้องมองให้ครอบคลุมรอบด้าน ครบทุกมิติ และจะต้องมีความสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี รวมถึง มิติความมั่นคงปลอดภัยทั้ง 3 ด้าน
ความมั่นคงปลอดภัยด้านเศรษฐกิจ ทำอย่างไร ? จึงจะไม่เสี่ยง ไม่เสียเปรียบต่างประเทศ , ความมั่นคงปลอดภัยด้านสังคม ทำอย่างไร ? จึงจะไม่เกิดผลกระทบทางสังคม ไม่มาทำลายค่านิยมไทย หรือสร้างค่านิยมแบบผิดๆ และความมั่นคงปลอดภัยด้านเทคโนโลยี ทำอย่างไร ? จึงจะมีความมั่นคงปลอดภัย และมีความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยี เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ ผู้บริหารประเทศจะต้องมองความเป็นจริงในสังคม ถ้าเอาแต่มโนโลกสวย ดูแต่ข้อมูลด้านเดียว มองไม่เห็นด้านที่เสีย ก็เป็นการยากที่จะพัฒนาประเทศไปสู่ Thailand 4.0

-----------------------------------
“เงิน” หาย จากระบบเศรษฐกิจ ไปสู่ “ปัจจัยที่5”
-----------------------------------
ใครๆ ก็บ่นว่าขายของไม่ออก เศรษฐกิจไม่ดี เผอิญว่าไปอ่านบทความหนึ่งของ Wall Street Journal ที่น่านำมาคิดต่อ คือเป็นบทความที่รายงานว่า บริษัทเนสท์เล่ , บริษัทโคคาโคลา , บริษัทขายแชมพู ในอินเดีย ยอดขายตก !! เค้าวิจัย พบว่าคนอินเดีย เอาเงินไปใช้กับ "มือถือ" และพวกเค้ากำลังสนุกกับการใช้ Internet จากมือถือ เลยเอาเงินไปซื้ออินเตอร์เน็ตกันมาก เลยลดการใช้เงินกับสินค้าและเครื่องดื่มที่คุ้นเคย ( http://on.wsj.com/2vJnQs4 ) จนยอดขายของเนสท์เล่ ,โค้ก และอื่นๆ ลดลง
ผมเลยเกิดความสงสัยครับ ว่าแล้วเมืองไทยล่ะ ธุรกิจของเราได้รับผลกระทบ จากการบูม ของมือถือไหม เรามาดูตัวเลขกันครับ
1. จำนวนโทรศัพท์มือถือในเมืองไทย ในปี 2017 มีจำนวน 90 ล้านเครื่อง
2. ค่าใช้จ่ายโทรศัพท์มือถือ แต่ละเบอร์ มีค่าเฉลี่ยประมาณ 220 บาทต่อเดือน (ข้อมูลปี 2558)
3. แต่ละปี ต้องนำเข้าโทรศัพท์มือถือ เข้ามาประมาณ 25 ล้านเครื่อง (ข้อมูลปี 2556) ค่าเฉลี่ยเครื่องละ 7 พันบาท (จากการประเมินของ กสทช.)
เรามาดูกันครับ ว่าในปีหนึ่งๆ คนไทยเสียเงินไปกับการใช้ "มือถือ" เป็นเงินเท่าไหร่?
-ค่าใช้สัญญาณโทรศัพท์ = 90 ล้านเครื่อง x ฿220/ด. x 12 ด./ปี คิดเป็นเงิน 237,600 ล้านบาท ต่อปี
-ค่าซื้อเครื่องโทรศัพท์    = 25 ล้านเครื่อง x ฿7,000/เครื่อง คิดเป็นเงิน 175,000 ล้านบาท ต่อปี
รวมสองตัวเลขนี้ ออกมาเป็น 412,600 ล้านบาทต่อปี หรือ พูดกันง่าย ๆ ว่า เงินในกระเป๋าคนไทย จำนวน สี่แสนกว่าล้านบาท หายไปกับการใช้ การมีโทรศัพท์มือถือ (แน่นอนว่า เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้บ้าง ไม่มากก็น้อย) เงินจำนวนนี้ ถ้าเอาไปซื้อรถ ราคา 1 ล้านบาท ก็จะได้รถยนต์ 4 แสนกว่าคัน (ปี 2559 เราซื้อรถเก๋งกัน 5 แสนกว่าคัน) เงินจำนวนนี้หายออกไปจากระบบไปสู่เมืองนอก 1.75 แสนล้านบาท ไปสู่บริษัทที่ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์ อีก 2.37 แสนล้านบาท ถามว่า ในยุคที่มือถือยังไม่บูม เงินสี่แสนกว่าล้านบาทนี้ ถูกนำไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ อย่างไร?
ผมไม่สามารถสรุปได้ ว่า เงิน 4 แสนเกือบ 5 แสนล้านบาท ที่หายออกไปจากระบบของเรานั้น ส่งผลอะไรต่อระบบเศรษฐกิจ ส่งผลอะไรกับการซื้อขายอาหารการกินที่แม่ค้าแม่ขายบ่นกันทั่วหน้าหรือเปล่า หรือ 4-5 แสนล้านบาทนี้เป็นเงินจิ๊บ ๆ เมื่อเทียบกับเม็ดเงิน ที่หมุนเวียนกันอยู่ ในระบบของเรา ผมก็เอามา ให้คิดกันเล่น ๆ ครับ
ตราชู กาญจนสถิต
8 ส.ค. 2560
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1102153729914972&id=625602934236723

-----------------------------------------