วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

สงครามข่าวสารกับสงครามสื่อ

สงครามข่าวสารกับสงครามสื่อ
 ( Information warfare VS Media Warfare)
โดย พลตรี ฤทธี  อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

สงครามข่าวสาร หรือ สงครามสารสนเทศ ( Information warfare ) และสงครามสื่อ ( Media warfare ) หากมองดูเผินฯ แทบจะไม่มีความแตกต่างทางด้านเป้าประสงค์ ( Objective )  แต่หากจะมองลงไปถึงขอบเขตและรายละเอียดของการปฏิบัติจะมองเห็นความแตกต่างพอสมควร โดยพื้นฐานของสงครามทั้ง 3 ประเภทมาจาก สงครามจิตวิทยา ( Psychological warfare ) ซึ่งได้มีการพัฒนารูปแบบของสงครามไปตามยุค ตามสมัย ตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยสงครามข่าวสารในอดีต จะเป็นการปฏิบัติการที่เกี่ยวกับข่าวสารทั้งปวง ในรูปแบบการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ชวนเชื่อ
ปลุกปั่น ยุยง ปลุกระดม  และการปลูกฝังแนวคิดในสื่อต่างๆ เช่น ภาพยนตร์ แผ่นป้ายโฆษณา แผ่นพับ หนังสือตำรา หนังสือพิมพ์ รายการวิทยุ ฯลฯ โดยแผ่นป้ายโฆษณานิยมนำมาใช้มากที่สุดเพราะผลิตได้ง่าย ราคาถูก และมีสีสันสะดุดตา ส่วนสงครามสารสนเทศ จะเป็นการปฏิบัติการข่าวสารบนระบบสารสนเทศรวมถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ( Information and Communication Technology ; ICT ) พึ่งจะเกิดขึ้นในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ  ส่วนสงครามสื่อ เป็นสงครามเงียบในยุคปัจจุบัน เป็นการปฏิบัติการข่าวสาร ( Information Operations ; IO ) บนระบบสื่อสารมวลชน ( Mass Media ) ทุกรูปแบบ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร และอื่น ๆ โดยรวมถึงรูปแบบการปฏิบัติการทั้ง 2 ประเภทข้างต้น รวมถึง การแย่งพื้นที่ข่าว การกลบข่าวบางข่าว การสร้างกระแสข่าว การแสดงปฏิกิริยา และการแสดงออกของสื่อต่างๆ เป็นต้น
1. สงครามและการเริ่มต้นของการปฏิบัติการข่าวสาร โดยทั่วไปประเภทของการสงครามขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในอดีต พอจะสามารถจำแนกออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ  คือ
1.1   สงครามระหว่างชาติพงศ์เผ่าพันธุ์ เป็นสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างชาติพงศ์เผ่าพันธุ์ที่มีความแตกต่างกัน เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในการปกครอง การแย่งชิงดินแดนและผลประโยชน์ต่างๆ เช่น กรีก -โรมัน ไทย-พม่า ฯลฯ
1.2   สงครามศาสนา เป็นสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างความเชื่อทางศาสนา ทั้งศาสนาเดียวกันแต่ต่างนิกาย หรือต่างศาสนา เช่น สงครามครูเสด ( Crusades War ) เป็นสงครามระหว่าง พวกคริสเตียนในยุโรป กับพวกมุสลิมที่ยึดครองนครเยรูซาเล็มในปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาคริสต์ 
1.3   สงครามลัทธิทางการเมือง เป็นสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างความเชื่อของลัทธิทางการเมือง ระหว่างลัทธิเผด็จการสังคมนิยม – ประชาธิปไตย เช่น สงครามโลก สงครามเวียดนาม สงครามเกาหลี ฯลฯ
1.4   สงครามเศรษฐกิจ เป็นสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศมหาอำนาจใหญ่ ที่ไม่สามารถใช้อาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังรบห้ำหั่นกันได้โดยตรง แต่มีมีวัตถุประสงค์ด้านผลประโยชน์ของชาติในการเข้ายึดครอง ครอบงำ ปกป้อง รักษาผลประโยชน์ของชาติตนไว้ จึงมักนิยมใช้สงครามเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ ของประเทศไทยเคยเจอถูกโจมตีค่าเงินบาท ในยุค ต้มยำกุ้งดีซีส ( Tom Yum Kung / Economic Crisis ) จนต้องมานั่งใช้หนี้ IMF อยู่หลายปี
สงครามจิตวิทยา ( Psychological warfare ) เป็น สงครามที่ใช้ทฤษฎีทางด้านจิตวิทยาที่มุ่งเน้นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อความคิด และความเชื่อของบุคคลและกลุ่มบุคคล โดยอาศัยการโฆษณาชวนเชื่อร่วมกับกิจกรรมทางจิตวิทยา สงครามจิตวิทยานั้นกระทำทั้งในยามสงบและยามสงคราม ทั้งฝ่ายข้าศึกและฝ่ายเดียวกัน รวมถึงฝ่ายเป็นกลางอีกด้วย ทั้งในด้านการเมืองและการทหาร  ทั้งในระดับยุทธศาสตร์ ยุทธการ และระดับยุทธวิธี ตัวอย่างเช่น สงครามกรุงทรอย , การปฏิวัติอเมริกา และสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เป็นต้น
สงครามกรุงทรอย ฝ่ายกรีกใช้กลศึกม้าไม้โทรจันในการเอาชนะกรุงทรอย  โดยใช้วิธีการถอยทัพออกจากฝั่งของกรุงทรอยแล้วเอาทหารทุกนายขึ้นกองเรือไปแอบไว้ในเกาะใกล้ๆ และสร้างม้าไม้ขนาดยักษ์ไว้หนึ่งตัว และปล่อยทหารไว้หนึ่งคน เมื่อทหารทรอยเห็นว่าฝ่ายกรีกถอยทัพกลับไปหมดทั้งกองทัพแล้วจึงกราบทูลต่อกษัตริย์ในสมัยนั้น กษัตริย์พร้อมกับแม่ทัพ นายกองทั้งหลายจึงออกมาตรวจสอบ จึงได้พบม้าไม้ขนาดยักษ์กับทหารหนึ่งคน เมื่อทหารฝ่ายกรีกคนนี้ได้พบกับกษัตริย์จึงได้กราบทูลว่า "การที่ฝ่ายกรีกต้องถอยทัพนั้นทำให้เทพเจ้าพิโรธ และฝ่ายกรีกเสียนายทหารไปมากมาย จึงได้สร้างม้าไม้ขนาดยักษ์นี้ไว้เพื่อเป็นการขอขมาต่อเทพเจ้าทั้งปวง" เมื่อฝ่ายกษัตริย์ได้ฟังก็เกิดการหลงเชื่อและให้นำมาไม้ขนาดยักษ์นี้เข้าเมือง แต่หารู้ไม่ว่าภายในม้าไม้ขนาดยักษ์นี้มีทหารของกรีกจำนวนหนึ่งแอบซ่อนอยู่ภายในท้องขนาดใหญ่ ตกดึกทหารที่อยู่ในท้องของม้าได้ออกมาเปิดประตูและส่งสัญญาณให้ทหารฝ่ายกรีกเข้าเมือง ทหารกรีกจึงได้สังหารทหารของฝ่ายทรอย และเผาเมืองจนราบพนาสูญ
การปฏิวัติอเมริกา สหรัฐอเมริกาในสมัยก่อนถูกปกครองโดยประเทศอังกฤษ ในฐานะเมืองอาณานิคม เมื่อเกิดการปฏิวัติขึ้นฝ่ายอเมริกาได้ใช้สงครามจิตวิทยา โดยใช้ลักษณะคำชวนเชื่อในหมู่ชาวอเมริกาด้วยกันเอง โดยใช้คำกล่าวที่ว่า "จงอย่ากดขี่ข้าพเจ้า" และ "จงให้อิสรภาพแก่ข้าพเจ้าหรือไม่ก็ฆ่าข้าพเจ้าเสีย" ส่งผลให้ชาวอเมริกามีจิตสำนึก เกิดความรักชาติ และพร้อมสู้กับทหารอังกฤษจนตัวตาย ต่อมาคำกล่าวนี้ได้ขยายวงกว้างไปถึงหมู่ทหารอังกฤษด้วย ทหารอังกฤษจำนวนมากเสียขวัญและแปรพรรคมาร่วมต่อสู้กับฝ่ายอเมริกา สุดท้ายกองทัพอังกฤษจึงอ่อนกำลังลงและพ่ายแพ้ไปในที่สุด
สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ประเทศมหาอำนาจต่างๆ มีความพยามยามในการโน้มน้าวให้ประชาชนสนับสนุนสงคราม โดยเฉพาะสงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม ใช้การโฆษณา และปลูกฝังแนวคิดในสื่อต่างๆ ได้แก่ ภาพยนตร์ แผ่นป้ายโฆษณา แผ่นพับ หนังสือ หนังสือพิมพ์ รายการวิทยุ ฯลฯ โดยแผ่นป้ายโฆษณานิยมนำมาใช้มากที่สุดเพราะผลิตได้ง่าย ราคาถูก และมีสีสันสะดุดตา
ปัจจุบันในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สื่อที่นิยมนำมาใช้ในการทำสงครามจิตวิทยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพร่หลาย รวดเร็ว ทันเวลา และไร้พรมแดน ก็คือ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยเฉพาะการใช้แอฟฟริเคชั่นบนโซเชียลมีเดีย เช่นWebpage  Facebook Line Twitter YouTube Skype Whatsapp Google+ ฯลฯ รวมถึงการใช้สื่อยุคดั่งเดิมที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงเป็นที่มาของ สงครามข่าวสาร ( Information warfare ) และการปฏิบัติการข่าวสาร ( Information Operations ; IO ) นั่นเอง โดย สงครามข่าวสาร เป็นส่วนหนึ่งของสงครามจิตวิทยาที่มักจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเสริมของการสงครามใหญ่ๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว เพียงแต่ ขอบเขตการปฏิบัติการของสงครามข่าวสารจะมีความกว้างขวาง หลากหลายรูปแบบทุกมิติ มีประสิทธิภาพสูง และส่งผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็วช่วงพริบตาในด้านการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ตอบโต้ ปลูกฝังความคิดความเชื่อ โน้มน้าวหรือเปลี่ยนแปลงทัศนคติจากดำเป็นขาว สามารถลดค่าทำให้ข้อมูลข่าวสารด้อยค่าไม่น่าเชื่อถือ สามารถบิดเบือนเปลี่ยนแปลงลวงเลียนความหมายที่แท้จริงให้เข้าใจผิด รวมถึงการควบคุม ปิดกั้น รบกวน หรือทำลายช่องทางของสื่อต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบฝ่ายตัวเองในการทำศึกสงคราม หรือการต่อสู้เพื่อเอาชนะฝ่ายข้าศึกศัตรู หรือฝ่ายตรงข้ามนั่นเอง
2. การปฏิบัติการข่าวสารกับการเป็นสายลับไซเบอร์ ( Spy Online )
รัฐบาลทั่วโลกต่างให้ความสำคัญในการควบคุมข้อมูลข่าวสารเป็นอย่างมาก บางรายทำเกินขอบเขตที่สาธารณชนจะยอมรับได้ก็มี อย่างเช่นกรณีของ นายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน (Edward Snowden) ที่ออกมาแฉข้อมูลความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการดักฟังผู้นำทั่วโลก จนทำให้เกิดความขัดแย้งกับรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งรวมถึงความสัมพันธ์ที่ถดถอยของอินโดนีเซียกับออสเตรเลีย ที่มาจากสาเหตุการแอบดักฟังโทรศัพท์เหมือนกัน นอกจากนี้ ในเอกสารที่ นายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน นำออกมาแฉนั้น ยังอธิบายถึงการที่องค์กรด้านความมั่นคงสหรัฐฯ สนับสนุนเงินทุนจำนวนมาก ให้กับบริษัทชั้นนำต่างๆ ที่ให้บริการบนอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Yahoo, Microsoft และ Apple เพื่อเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้บริการทั่วโลก ซึ่งถ้ามองดูดีๆ นี่ถือเป็นภัยทางความมั่นคงของทุกประเทศทั่วโลก
รัฐบาลจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของสหรัฐฯ ต่างตระหนักถึงปัญหานี้ดี จึงไม่อนุญาตให้เว็บไซต์อย่าง Facebook, Twitter หรือแม้กระทั่ง Google ที่มีสัญชาติอเมริกัน ให้บริการกับประชาชนของตัวเอง แต่กลับให้บริษัทจีน ทำการเปิดเว็บไซต์ใหม่ที่ให้บริการใกล้เคียงกัน จึงทำให้รัฐบาลจีนยังสามารถควบคุมข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตได้
ประเทศไทย ในด้านการปฏิบัติการเป็น นักจารกรรมข้อมูลออนไลน์ ,  จารชน , จารบุรุษ , ผู้สอดแนม , นักสืบ , นักสืบราชการลับ ฯลฯ ในโลกไซเบอร์ ในระดับประเทศต่อประเทศยังไม่ค่อมจะมีข่าวปรากฏ อาจจะมีหรือไม่ ไม่ทราบแน่ชัด แต่ในระดับภายในประเทศ โดยเฉพาะทางด้านวงการการเมือง การค้าการขาย ก็มีข่าวอยู่บ่อยครั้งที่ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพจากกล้องวงจรปิด การใช้วิทยุโทรศัพท์ หรือเอกสารสำคัญทางราชการ ถูกนำมาเผยแพร่ตามสื่อออนไลน์ต่างๆ เพื่อการทำลายเครดิต หรือ แบล็คเมล์ เรียกร้องผลประโยชน์ การเจรจาต่อรอง การสร้างภาพความชอบธรรมในการปฏิบัติการใดการหนึ่ง ฯลฯ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการข่าวสาร

3. ความสำคัญของการปฏิบัติการข่าวสาร
การปฏิบัติการข่าวสาร ถือเป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำคัญยิ่ง และเป็นส่วนหนึ่งของสงครามจิตวิทยา โดยเฉพาะในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งสามารถกระทำทั้งในยามปกติและยามสงคราม ทั้งฝ่ายข้าศึก และฝ่ายเดียวกัน รวมถึงฝ่ายเป็นกลางอีกด้วย ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา และการทหาร ในระดับยุทธศาสตร์ ยุทธการ และระดับยุทธวิธี เพราะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดที่ส่งผลกระทบในด้านจิตใจ ความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อมั่นศรัทธา ทัศนคติทั้งทางบวกและทางลบ สร้างความรักเพราะชอบความเกลียดเพราะชัง ตามวัตถุประสงค์ช่วงระยะเวลาเพียงพริบตา และแพร่กระจายไปในวงกว้างอย่างไร้ขอบเขต

4. ความรุนแรงของการปฏิบัติการข่าวสาร ระหว่างโลกเสรี VS สังคมนิยม?
ปัจจุบันความรุนแรงของการปฏิบัติการข่าวสารในโลกเสรีนิยม หรือระบอบประชาธิปไตย เมื่อเปรียบเทียบกับโลกเผด็จการสังคมนิยม จะมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะโลกเสรีนิยม ส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญมากในด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการเข้าถึงและการรับรู้ข่าวสาร การปิดกั้นควบคุมสื่อในการนำเสนอภาพเหตุการณ์และข่าวสารต่างๆ แทบทุกประเทศ กระทำให้ยาก หากจะกระทำได้ก็เพียงแต่สื่อภายในประเทศ ส่วนสื่อต่างประเทศไม่สามารถปิดกั้นและควบคุมได้ ดังนั้นความรุนแรงของการปฏิบัติการข่าวสารในโลกเสรีนิยมจึงมีความเข้มข้นกว่า สำหรับโลกเผด็จการสังคมนิยม ผู้นำและรัฐบาลสามารถการปิดกั้นและควบคุมสื่อทั้งภายในและภายนอกประเทศได้ รวมถึงการปิดประเทศ เพื่อสกัดกั้นการปฏิบัติการข่าวสารของฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้ตนเองสามารถการปฏิบัติการข่าวสารได้อย่างเต็มรูปแบบ ส่วนจะได้ผลแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับฝีมือ

5. การปฏิบัติการข่าวสารในเมืองไทย
ประเทศไทยซึ่งอยู่ในกลุ่มโลกเสรีประชาธิปไตย เท่าที่ผ่านมาก็นับว่ามีความรุนแรง และความเข้มข้นมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะการปฏิบัติการข่าวสารในการแย่งชิงมวลชน เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองและการบริหารประเทศ จนถึงขนาดประเทศชาติแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เกิดความแตกแยกของคนในสังคมไทย แบ่งสีแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน เกิดความเสียหายและความวุ่นวายในบ้านเมืองจนแทบจะกลายเป็นสงครามกลางเมือง ( Civil Warfare ) เหล่านี้เป็นผลมาจากการปฏิบัติการข่าวสารของฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะคู่ขัดแย้งทางการเมือง โดยมีประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับผลกระทบโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้าการขาย อันเป็นผลพวงมาจากความวุ่นวายทางการเมือง

6. ทำไมมองดูเหมือนทหารไทยพึ่งให้ความสำคัญกับการปฏิบัติการข่าวสาร
ข้อเท็จจริงฝ่ายทหารได้มีการเฝ้าระวัง สืบค้น และติดตามการปฏิบัติการข่าวสารของฝ่ายต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศมาอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่องมาโดยตลอด รวมถึงการปฏิบัติการข่าวสารเชิงรุกบางโอกาสภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ ในฐานะหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศ เพียงแต่บทบาทของทหารที่เหมาะสมนั้นควรจะอยู่ในฐานะเป็นกลาง ไม่ความเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมือง หากจำเป็นจะต้องเลือกข้างก็ควรจะเลือกข้างประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ตามคำขวัญของกองทัพบกที่ว่า “ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ” โดยในส่วนของกองทัพบก ได้มีการจัดตั้งหน่วยงาน กองการสงครามสารสนเทศ ( Information warfare Department ( IW ) มาตั้งแต่ปี 2539 และมีการจัดทำ หลักนิยมการปฏิบัติการข่าวสารของกองทัพบก ( Army Information Operations Doctrine )  เพื่อรองรับการปฏิบัติงานด้านนี้ ทั้งการปฏิบัติการตามมาตรการเชิงรับและเชิงรุก ส่วนใหญ่จะเน้นไปในด้านมาตรการเชิงรับเป็นหลักมากกว่าเชิงรุก เนื่องจากนโยบายของผู้บังคับบัญชา ต้องการให้ภาพลักษณ์ของกองทัพมีสถานะในการวางตัวให้เป็นกลาง ไม่เข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะประชาชน
ดังนั้น บทบาทในด้านการปฏิบัติการข่าวสารของกองทัพที่ผ่านมา จึงมักจะไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมากนัก เนื่องจากเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศ เลยมองดูว่าทหารไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไรนัก แต่ข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า การปฏิบัติการข่าวสาร นับเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา และการทหาร ของทุกประเทศในยุคปัจจุบัน ที่สามารถสร้างกระแส แต้มต่อและความได้เปรียบต่อฝ่ายตรงข้าม และนำไปสู่ความสำเร็จโดยแทบมิต้องใช้กำลังรบและยุทโธปกรณ์ในการต่อสู้ ดังตำราพิชัยสงครามของซุนวู กล่าวไว้ว่า การชนะร้อยทั้งร้อย มิใช่วิธีการอันประเสริฐแท้ แต่ชนะโดยไม่ต้องรบเลย จึงถือว่าเป็นวิธีอันวิเศษยิ่ง

7. มุมมองและทัศนคติของคำพูดที่ว่า " ควบคุมสื่อได้ ควบคุมประเทศได้ "
ในอดีต แอลเฟร็ด เฑเยอร์ มาฮาน (1890 ) กล่าวไว้ว่า " Who ever rules the waves rules the world " แปลความว่า " ผู้ใดครองผืนน้ำ ผู้นั้นครองโลก " เพราะว่าในยุคนั้นการเดินทางใช้ทางเรือเป็นหลัก และพื้นน้ำสามารถไปได้ทั่วโลก พอยุคสารสนเทศ มักจะได้ยินคำพูดว่า “ ผู้ใดครองข้อมูล ผู้นั้นครองโลก ” เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลหรือมีฐานข้อมูลที่พร้อมใช้ จะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร และเกิดความได้เปรียบในการตัดสินใจมากกว่าผู้ที่ไม่มีข้อมูล
ส่วนคำว่า “ ใครครองสื่อ คนนั้นครองโลก ” หรือ “ ควบคุมสื่อได้ ควบคุมประเทศได้ ” เป็นคำกล่าวที่ติดตามมาในยุคการเมืองไทยยุคหนึ่ง ซึ่งผู้บริหารประเทศยุคนั้นดำเนินธุรกิจด้านสื่อ จึงสามารถควบคุมสื่อได้เกือบทั้งหมดทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน จนเชื่อกันว่าจะสามารถควบคุมประเทศได้ แต่ในข้อเท็จจริงการควบคุมประเทศมีปัจจัยหลายอย่างที่สำคัญ อาทิเช่น การบริหารจัดการภาครัฐที่ดี การปกครองแบบธรรมภิบาล การผดุงรักษาผลประโยชน์ของชาติของส่วนรวม และการเป็นผู้นำที่ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด เป็นต้น ส่วนสื่อเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศ และการปฏิบัติการจิตวิทยา หากเนื้อหาสาระ ( Contents ) มันตรงกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ มันก็จะได้รับกระแสความนิยม หากมันไม่ใช่ก็มักจะถูกต่อต้าน เมื่อถูกกระแสต่อต้าน ถึงแม้จะใช้ กฎหมาย อำนาจหรืออิทธิพลที่มีอยู่ไปปิดกั้นหรือควบคุมสื่อ ก็จะเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนตามกฎหมาย โดยสื่อเองก็มักจะนำมาเป็นข้ออ้างเรียกร้องในเรื่องของ เสรีภาพของสื่อในการนำเสนอข่าวสาร และประชาชนก็อาจจะหันมาใช้พื้นที่ตามท้องถนนแทน จนเกิดความเดือนร้อนและความวุ่นวายหนักขึ้นไปอีก
ดังนั้น การควบคุมสื่อได้ ก็ใช่ว่าจะควบคุมประเทศได้ เพราะสื่อเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในอีกหลายๆ เครื่องมือที่สามารถใช้ควบคุมประเทศได้ เช่น บางประเทศใช้ระบบเมืองการปกครองที่ดี บางประเทศใช้ระบบเศรษฐกิจสวัสดิการความเป็นอยู่ที่ดี บางประเทศใช้ระบบรัฐสวัสดิการที่ดี บางประเทศใช้ระบบสังคมประเพณีและวัฒนธรรมที่ดี และบางประเทศอาจจำเป็นจะต้องใช้กำลังเข้าควบคุม เป็นต้น
------------------------------------------------
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
1. ข่าวไทยรัฐออนไลน์ , 11 มกราคม 2557IO ยุทธการมวลชน ผ่านโซเชียลมีเดียที่มีมาแต่โบราณ ,แหล่งที่มา : http://www.thairath.co.th/content/395281.
2. พระมหาสุรศักดิ์ สุรเมธี ( ชะมารัมย์ )  , 11 พฤศจิกายน 2549สงครามกับท่าทีของมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์  ,แหล่งที่มา : https://www.eduzones.com/knowledge-2-2-32863.html
3วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, 1 ตุลาคม 2557 , สงครามจิตวิทยา, แหล่งที่มา : 
http://th.wikipedia.org/wiki/สงครามจิตวิทยา.




วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก : เขี้ยวเล็บ หรือ เสือกระดาษ

ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก : เขี้ยวเล็บ หรือ เสือกระดาษ
( Army Cyber Center : Abilities or Paper Tiger )
โดย พลตรี ฤทธี  อินทราวุธ
ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

กองทัพบก โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตผู้บัญชาการทหารบก ท่านที่แล้ว ได้มีนโยบายและอนุมัติหลักการให้จัดตั้ง ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ( Army Cyber Center ) ขึ้นปฏิบัติงานเพื่อพลางตามนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา และคณะกรรมการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
( National Cyber Security Committee : NCSC ) โดยได้เริ่มทดลองปฏิบัติงาน ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2557  ไปพร้อมๆ กับเหล่าทัพอื่น กองบัญชาการกองทัพไทย และกระทรวงกลาโหม เพื่อเตรียมการรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ที่กำลังเผชิญอยู่ในยุคปัจจุบัน และมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ รวมถึงผลกระทบด้านความมั่นคงและปลอดภัยไซเบอร์ อันสืบเนื่องมาจากการเปิดเสรีอาเซียนเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ( ASEAN Community ) ในปี 2558 นั้น
ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. ) ได้มีการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ อาทิเช่น การกำหนดแผนที่เชิงความคิด ( Mind map ) การกำหนดแผนที่การทำงาน ( Roadmap ) การจัดทำกรอบความคิดการทำงาน ( Frame work ) การพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างการจัดองค์กรใหม่ ( Reorganization ) การพัฒนาปรับปรุงกระบวนการทำงานใหม่เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน  ( Reengineering )   การพัฒนาปรับปรุงสำนักงานและภูมิทัศน์ทั้งภายใน-ภายนอกให้มีความสง่าสวยงาม มีความเป็นสัดส่วนในด้านงานบริการด้านสารสนเทศและงานรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ การจัดทำแผนงานโครงการต่างๆ เพื่อรองรับการปฏิบัติงาน การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานไซเบอร์ การแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาการปฏิบัติการไซเบอร์ของกองทัพบก และการดำเนินการทดลองปฏิบัติงานเพื่อรองรับการแปรสภาพเป็น ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก โดยตลอดระยะเวลาการทดลองปฏิบัติงานตามโครงสร้างของศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ที่ผ่านมา 2 เดือน มีความเจริญก้าวหน้ามาตามลำดับ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทัพบก แต่อย่างใด และผลสัมฤทธิ์ที่ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมเห็นได้ชัดเจน อาทิเช่น
1. การกำหนดแผนที่เชิงความคิด ( Mind map ) เป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุม Executive Steering Group ( ESG )  เมื่อเดือน พฤษภาคม 2556 โดยความร่วมมือทางทหาร ระหว่างกองทัพบกไทย และ
กองทัพบกสหรัฐ ทำให้เกิดข้อตกลงกันในการดำเนินการจัดการประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ไทย  สหรัฐ ( Cyber Security – Subject Master Expert Exchange ( SMEE ) ในห้วงเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ขึ้น โดยมี ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท.) รับผิดชอบดำเนินการ และได้มีการจัดทำแผนที่เชิงความคิด ( Mind Map ) ด้านไซเบอร์ของกองทัพบก ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ ด้านนโยบาย , ด้านการจัดการความรู้ , ด้านโครงสร้างองค์กร และด้านการปฏิบัติงาน ซึ่งได้มีการกำหนด แผนที่การทำงาน ( Roadmap ) และกรอบความคิดการทำงาน ( Frame work ) ดังมีรายละเอียดตามด้านล่าง
2. การกำหนดแผนที่การทำงาน ( Roadmap )

3. การจัดทำกรอบความคิดในการทำงาน ( Frame work )




4. การพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างการจัดองค์กรใหม่ ( Reorganization ) ศูนย์เทคโนโลยีทางทหารได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างการจัดองค์กรใหม่ โดยแบ่งกลุ่มงานออกเป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มงานไซเบอร์ แบ่งออกเป็น 5 งาน คือ งานธุรการ งานแผนและฝึก งานการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ งานปฏิบัติการไซเบอร์ และงานสนับสนุนการปฏิบัติการข่าวสาร ส่วนกลุ่มงานบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ แบ่งออกเป็น 2 งาน คือ งานการพัฒนาระบบ และงานการบริการเครือข่ายสารสนเทศ
5. การพัฒนาปรับปรุงกระบวนการทำงานใหม่ ( Reengineering )   ศูนย์เทคโนโลยีทางทหารได้กำหนดนโยบายการปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ และมีความเป็นรูปธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย พลเอก อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก ที่กำหนดให้ปี 2558 เป็น " ปีแห่งการปฏิบัติงานของกองทัพบก ที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ และเป็นรูปธรรมในทุกด้าน "
6. การพัฒนาปรับปรุงสำนักงาน ศูนย์เทคโนโลยีทางทหารได้ดำเนินการปรับปรุงที่ตั้งสำนักงานใหม่ให้มีความเป็นสัดส่วนในด้านงานบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และงานรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ โดยกำหนดให้งานบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อยู่ในพื้นที่ชั้นใน ( Safety Zone ) ส่วนงานรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ อยู่พื้นที่ชั้นนอก เพื่อให้ระบบสารสนเทศมีความมั่งคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้นทั้งทางกายภาพและทางเทคนิค
7. การจัดทำแผนงานโครงการต่างๆ  ศูนย์เทคโนโลยีทางทหารได้ดำเนินการจัดทำแผนงานโครงการที่สำคัญต่างๆ เพื่อรองรับการปฏิบัติงานของศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก อาทิเช่น
7.1 โครงการปรับปรุงห้องอบรมคอมพิวเตอร์ เป็น ห้องปฏิบัติการไซเบอร์
7.2 โครงการเสริมสร้างความพร้อมรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์
7.3 โครงการระบบสืบค้นข้อมูลข่าวสารจากเครือข่ายสังคมออนไลน์
7.4 โครงการจัดหาอุปกรณ์สำหรับศูนย์เฝ้าระวังและเตือนภัยไซเบอร์
8. การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานไซเบอร์
8.1 จัดกำลังพลเข้ารับการอบรมหลักสูตร Vulnerability Assessment and Penetration Testing ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จำนวน  ๘ นาย
8.2 จัดกำลังพลเข้ารับการอบรมหลักสูตร Advanced Linux Administration ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จำนวน  ๘  นาย
8.3 จัดกำลังพลเข้ารับการอบรมหลักสูตร Web Gateway ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายาจำนวน  ๘  นาย
8.4 จัดกำลังพลเข้าร่วมการสัมมนา Israel HLS 2014 : Israeli Homeland and Cyber Security ณ โรงแรมเรดิสัน บลู พลาซ่า สุขุมวิท ๒๗ กทมฯ
8.5 จัดกำลังพลเข้ารับการอบรมหลักสูตรเชิงปฏิบัติการวิเคราะห์ช่องโหว่ของระบบเครือข่ายไร้สาย และเว็บแอพพลิเคชั่นขององค์กร หลักสูตรของ SIPA
8.6 จัดกำลังพลเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้บริหารระบบปฏิบัติการ Linux ชั้นสูง (Linux Administration) และหลักสูตรการบริหารจัดการระบบ web gateway (Proxy Server) โดยอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหานคร
8.7 จัดกำลังพลเข้ารับฟังการบรรยายแนะนำผลิตภัณฑ์ของ บริษัท Gold Lock ประเทศอิสราเอล ได้แก่ อุปกรณ์ BlockBox สำหรับการทำ DDOS, อุปกรณ์ค้นหาการดักรับของ mobile เพื่อการเฝ้าระวังการดักรับ และ Intelligent Cyber Security เน้นด้านการดักรับ wifi และการถอดรหัส
8.8 จัดกำลังพลเข้าฟังการบรรยายหัวข้อ APT : Amazing Portection โดย บริษัท อินโพซีเคียวริตี้ คอมซัลแทนต์ จำกัด ณ โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เทอร์มินอล 21 สุขุมวิท กทมฯ
8.9 จัดกำลังพลฟังบรรยายระบบป้องกันการโจมตี DDOS จากบริษัท MFEC  ณ ห้องประชุม ชั้น ๑ ศทท.
8.10 จัดกำลังพลร่วมงานของสำนักงานธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) จำกัด ในงาน “3 Years ETDA Enabling Digital Economy” ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กทมฯ
8.11 จัดกำลังพลร่วมศึกษาดูงาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ( Advance Cyber Security Operation Center : ASOC ) ณ ศูนย์ปฏิบัติการพิเศษด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของบริษัท EMC Corporation (RSA Advanced Security Operations Center) ประเทศสิงค์โปร์
8.12 ร่วมงานสัมมนา Cyber Security Excellence Conference (C-SEC 2014) หัวข้อ “ Security & Privacy Protection” ณ รร. S31 สุขุมวิท ๓๑
8.13 การบรรยายพิเศษเรื่อง การสร้างความตระหนักในการรักษาความปลอดภัยสารสนเทศของหน่วย โดย รอง ผอ.ศูนย์รักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ ทสอ.กห. ให้กับกำลังพล ศทท.
8.14 ร่วมประชุมหารือแนวทางการปฏิบัติงานเชิงบูรณาการร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานด้านสงครามไซเบอร์ของกองทัพไทย ณ ห้องประชุม สนผ.ยก.ทหาร ชั้น ๕ บก.ทท.
8.15 จัดผู้แทนหน่วยร่วมอภิปรายโครงการ Bangkok International Student Conference 2014 ในหัวข้อ “Human Cyber and Secured-life” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  
                                         8.16 การฝึกอบรมกำลังพลของ ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ได้แก่
                                                            -    การฝึกอบรมด้านความรู้เบื้องต้นในงานด้านปฏิบัติการข่าวสาร
                                                            -    การฝึกอบรม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
                                                            -    การฝึกอบรมเทคนิคการลาดตระเวน และรวบรวมข่าวสารทางไซเบอร์
                                                            -    การฝึกอบรมเทคนิคการวิเคราะห์ข่าวสารสำคัญทางไซเบอร์
                                                            -    การฝึกอบรมเทคนิคการจัดทำสื่อผสมสำหรับการตอบโต้
                                                            -    การฝึกอบรมความตระหนัก และจริยธรรมในงานด้านปฏิบัติการข่าวสาร
                                                            -    การฝึกอบรมการใช้เครื่องมือปฏิบัติการข่าวสาร
                                                            -    การฝึกอบรมเทคนิคการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร
                                                            -    การฝึกอบรมเทคนิคการตอบโต้ข่าวสาร
                                                            -    การฝึกอบรมเทคนิคการจัดทำสื่อผสมสำหรับการตอบโต
                                                            -    การฝึกอบรม “ความรู้พื้นฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
                                         8.17 การจัดทำโครงการอบรมหลักสูตร “Cyber Warfare Engineering Foundation” สำหรับกำลังพลของกองทัพบก
                                         8.18 การจัดทำโครงการอบรมชุดนิเทศไซเบอร์เคลื่อนที่ พื้นที่ ๔ กองทัพภาค
                                         8.19 การจัดทำโครงการ Cyber Security Contest Workshop เพื่อรองรับการจัดการแข่งขัน Army Cyber Security Contest 2015
8.20 การขออนุมัติการเข้าฝึกอบรมหลักสูตร Essential Knowledge for information system auditor จำนวน ๒ นาย เพื่อให้เตรียมความพร้อมด้าน IT Audit
8.21 เตรียมการเปิดหลักสูตร การอบรมสำหรับนายทหาร รปภ.ไซเบอร์ ระดับกองพัน
9. การแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาการปฏิบัติการไซเบอร์ของกองทัพบก ศูนย์เทคโนโลยีทางทหารจัดการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการปฏิบัติด้านไซเบอร์ของ ทบ. ครั้งที่ ๑ ณ ห้องประชุม ศทท. ชั้น ๒ โดยมี ผอ.ศทท. / ประธานกรรมการฯ เป็นประธาน
10. การดำเนินการทดลองปฏิบัติงาน
10.1 การทดสอบช่องโหว่ระบบสารสนเทศของ ศทท. (Vulnerability Assessment : VA )
10.2 การทดลองติดตั้งและทดสอบการใช้งานอุปกรณ์ Application Firewall สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลภายในเครือข่าย บก.ทบ.                            
10.3 การทดลองติดตั้งอุปกรณ์ทดสอบระบบ ( POC : Proof of Concept ) การตรวจจับมัลแวร์ (Malware Detection) ภายใน ศทท.                                   
10.4 การประเมิน Self assessment จำนวน ๖ Module คือCyber security Health Check (CHC) , Rick Management Health Check (RMHC) , Information Security Management System Health Check , Critical Security Controls Health Check (CSCHC) , National Cyber security Workforce Framework Health และ Service Management System Health Check (SMSHC)
10.5 การทดสอบการใช้โปรแกรม DEFT ด้าน Hack, Malware, DDoS
10.6 การติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมระบบปฏิบัติการ Kali (Linux) พร้อมสำหรับการฝึกฝนทักษะการทดสอบระบบ ( System Penetration )
10.7 การพัฒนาเว็บไซต์เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ และแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์ ชื่อเว็บไซต์ http://plan.rta.mi.th/armycert
10.8 การปฏิบัติการข่าวสารเชิงรับ สนับสนุน สง.ผบ.ทบ., สลก.ทบ./ศปส.ทบ.,  กพ.ทบ., ยก.ทบ., กร.ทบ., ศปป.๕ กอ.รมน., คณะทำงาน IO ทบ.(คสช.), คตส.คสช. และ ศมบ.กห.
10.9 การปฏิบัติการข่าวสารเชิงรุก สนับสนุน สง.ผบ.ทบ., สลก.ทบ./ศปส.ทบ.,   ยก.ทบ., คณะทำงาน IO ทบ. (คสช.) และ ศมบ.กห.                                   
ความก้าวหน้าของการดำเนินการทดลองปฏิบัติงานของศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร เพื่อรองรับการแปรสภาพเป็น ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ดังที่กล่าวมาแล้ว ช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียง 2 เดือนที่ผ่านมา ถือเป็นหลักประกันความสำเร็จและยืนยันความพร้อมของกองทัพบก ในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ( Cyber Security ) ตามนโยบายของกองทัพบก ซึ่งได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติการด้านไซเบอร์ของกองทัพบก ออกเป็น 3 ขั้น คือ
ขั้นที่ 1. การจัดการทรัพยากรเพื่อการปฏิบัติการด้านไซเบอร์ ( พ.ศ. 2557-2558 )  โดยบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ โดยเฉพาะกำลังพล ให้สามารถดำเนินการด้านไซเบอร์ตั้งแต่ปัจจุบัน เช่น การจัดตั้งคณะทำงานปฏิบัติการด้านไซเบอร์ การจัดตั้งหน่วยไซเบอร์ของกองทัพบก และการมอบหมายหน้าที่ในการปฏิบัติการไซเบอร์ให้แก่หน่วยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือหน่วยทหารสื่อสาร ( กรณีที่ไม่มีหน่วยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ในอัตรา ) รับผิดชอบการปฏิบัติการด้านไซเบอร์ในระดับหน่วย การกำหนดสายงานการปฏิบัติด้านไซเบอร์ของกองทัพบก และการดำเนินการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านเครือข่ายของ กองทัพบก
ขั้นที่ 2. การเสริมสร้างขีดความสามารถในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มาตรการเชิงรับ ( พ.ศ. 2559-2561 )  โดยการพัฒนาปรับปรุงระบบเครือข่ายให้มีความปลอดภัย  การตรวจสอบทางเทคนิคและประเมินความเสี่ยงระบบเครือข่าย การกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อเครือข่ายและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรให้ก้าวทันต่อเทคโนโลยีด้านการรักษาความปลอดภัยเครือข่าย เพื่อให้หน่วยงานในกองทัพบกมีขีดความสามารถด้านรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ( Cyber Security ) ได้สอดคล้องกับภัยคุกคามดังกล่าว
ขั้นที่ 3 . การเสริมสร้างขีดความสามารถการปฏิบัติการไซเบอร์ มาตรการเชิงรุก ( พ.ศ. 2562-2564 )  โดยการพัฒนาขีดความสามารถเชิงรุก เพื่อให้มีความพร้อมในการปฏิบัติการกรณีจำเป็น โดยการตรวจสอบขีดความสามารถเชิงรุกของกำลังพล ควบคู่กับการตรวจสอบทางเทคนิคและประเมินความเสี่ยงระบบเครือข่าย การจัดตั้งเครือข่ายพันธมิตรด้านไซเบอร์กับองค์กร/บุคลากรภายนอกกองทัพบก การจัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน รวมถึงการบูรณาการขีดความสามารถของกองทัพบกและเครือข่ายพันธมิตร เพื่อให้กองทัพบกมีความพร้อมและสามารถปฏิบัติการไซเบอร์ ( Cyber Operations ) ได้ในสถานการณ์อันจำเป็น
จากผลการดำเนินการที่ผ่านมา พอจะเห็นได้ว่าทิศทางความเจริญก้าวหน้า ตลอดจนความพร้อมขององค์กรและบุคลากรของ ศูนย์ไซเบอร์ของกองทัพบก ถือได้ว่ามีการพัฒนาความก้าวหน้าได้รวดเร็วกว่ากรอบระยะเวลาของแนวทางการปฏิบัติการด้านไซเบอร์ที่กองทัพบกกำหนดไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทัพบกแต่อย่างใด เพียงแต่อาศัยช่องทางการแสวงหาความร่วมมือจากหน่วยงาน สถาบันการศึกษา และองค์กรภาคเอกชน ในการทดสอบ ทดลองอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ ในหน่วยทดสอบ ( Test Sites ) เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ให้กับกำลังพลในขั้นต้น ก็พอจะมองเห็นได้ว่า ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ในอนาคตอันใกล้นี้ จะเป็น “ เขี้ยวเล็บ ” ที่มีความสำคัญของกองทัพบกไม่แพ้อาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารอื่นๆ  และหากกองทัพบกเล็งเห็นประโยชน์ ความสำคัญ และความจำเป็นในการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการตามแผนงานโครงการที่ได้กำหนดไว้ ศูนย์ไซเบอร์ของกองทัพบก ก็จะเป็นเครื่องมือปฏิบัติการทางทหาร
ที่มีความสำคัญยิ่งในยุคปัจจุบัน เช่นเดียวกับ นานาอารยประเทศที่ให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติการทางทหารในโดเมนที่ 5 ( Cyber Domain ) ที่จะเสริมเขี้ยวเล็บให้กับกองทัพบกและประเทศชาติให้มีความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ แต่หากกองทัพบก โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญไปในทิศทางตรงกันข้าม ก็เป็นที่น่าเสียดาย และเสียโอกาส ในมุมมองวิสัยทัศน์อันกว้างไกลและเจตนารมณ์ของอดีตผู้บังคับบัญชา ตลอดจนความพยายามทุ่มเทเสียสละในการที่จะพัฒนาให้กองทัพบกมี ศูนย์ไซเบอร์ของกองทัพ ก็จะเป็นการสูญเปล่า เช่นเดียวกับบทเรียนที่ผิดพลาดในอดีต เมื่อปี 2541 กว่า 15 ปีที่ผ่านมา ของการจัดตั้งหน่วย ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร นับเป็นบทพิสูจน์ความล้มเหลวที่สำคัญ และไม่ควรจะเกิดการซ้ำรอยเดิมในยุคปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ศูนย์ไซเบอร์ของกองทัพบกมีความพร้อมในการที่จะเดินไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีความสง่างาม และหากหน่วยที่เกี่ยวข้องยังคงจะปล่อยให้ ศูนย์ไซเบอร์ของกองทัพบก เดินไปตามลำพังด้วยตนเอง ขาดการสนับสนุนและการส่งกำลังบำรุงที่เหมาะสม ในอนาคตก็คงเชื่อได้ว่า ศูนย์ไซเบอร์ของกองทัพบก คงไม่ต่างอะไรกับ “ เสือกระดาษ ”
-------------------------------

แหล่งอ้างอิงข้อมูล
1. ฤทธี อินทราวุธ พล.ต., 1 ตุลาคม 2557, ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ( Army Cyber Center )แหล่งที่มา http://rittee1834.blogspot.com/2014/10/army-cyber-center.html, 2 ธันวาคม 2557.
2ฤทธี อินทราวุธ พ.อ., 1 สิงหาคม 2557, การรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ ความท้าทายของกองทัพบก ( Cyber Security : A Challenge of Army )แหล่งที่มา :  http://rittee1834.blogspot.com/2014/08/cyber-security-challenge-of-army.html, 2  ธันวาคม 2557.
3. ฤทธี อินทราวุธ พ.อ., 15 กรกฏาคม 2557, กองทัพบกเปิดแคมเปญลุยด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ( RTA Cyber Security kick off )แหล่งที่มา : http://rittee1834.blogspot.com/2014/07/rta-cyber-security-kick-off.html, 2 ธันวาคม 2557.