วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ : ความท้าทายของกองทัพบก

การรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ : ความท้าทายของกองทัพบก
( Cyber Security : A Challenge of Army )
โดย พันเอก ฤทธี  อินทราวุธ
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ( Cyber Threat ) นับวันจะทวีความเข้มข้นและความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้เป็นผลมาจากความเจริญก้าวหน้าด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร องค์กรหลายแห่งกำลังถูกคุกคามอย่างต่อเนื่องจากการโจมตีทางไซเบอร์ ( Cyber Attack ) ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นภัยที่ไกลตัว หรือจินตนาการมองเห็นได้จริงได้ยาก แต่ถ้าหากท่านที่สนใจเชิญลองเข้าไปดูในเว็บไซต์ จะมีโอกาสเห็น
รายงานการโจมตีสดๆ จาก Digital Attack Map ในเว็บไซต์ http://www.digitalattackmap.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่มีการรวบรวมข้อมูลการโจมตี และแสดงผล Top Daily DDoS Attacks แบบ Real-time ที่แสดงภาพรวมการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีอย่างต่อเนื่องทั่วโลก รวมถึงภาพรวมการโจมตีทางไซเบอร์ของประเทศไทย และเว็บไซต์ http://www.akamai.com/html/technology/dataviz1.html ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลความหนาแน่นของระดับการโจมตีทางไซเบอร์ที่กระจายทั่วโลก ก็จะทำให้เข้าใจได้ว่าการโจมตีด้านไซเบอร์นั้น ได้เกิดขึ้นจริงอยู่ตลอดเวลาทั่วโลก
รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ได้ตระหนักถึงความสำคัญของภัยคุกคามด้านไซเบอร์ดังกล่าว จึงได้มอบหมายให้สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งสหรัฐอเมริกา ( National Institute of Standards and Technology ;  NIST ) ทำการพัฒนากรอบดำเนินงานเพื่อปรับปรุงความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของหน่วยงานระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ( Critical Infrastructure Security ) เพื่อให้เป็นแนวทางและมาตรฐาน ซึ่งครอบคลุมทั้งในระดับนโยบาย ( Policy )  การจัดการองค์กร ( Organization ) และเทคโนโลยี ( Technology ) เพื่อบริหารความเสี่ยงไซเบอร์ ( Cyber Risk Management )  ที่มีผลกระทบกับหน่วยงานได้อย่างเหมาะสม โดยกำหนดกรอบการดำเนินงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ( Framework Core ) เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินการร่วมกัน ประกอบด้วย

1. หน้าที่งาน ( Functions ) เป็นกิจกรรมพื้นฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในระดับภาพรวม จำแนกเป็น 5 Functions ( IPDRR : Identify, Protect, Detect, Respond, Recover )
2. กลุ่มงาน ( Categories ) เป็นกลุ่มงานที่จำแนกตามผลลัพธ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อาทิ การจัดการทรัพย์สิน การควบคุมการเข้าถึง
3. กลุ่มงานย่อย ( Subcategories ) เป็นกลุ่มงานที่จำแนกย่อยตามผลลัพธ์เฉพาะด้านในเชิงเทคนิค และ/หรือกิจกรรมในการบริหารจัดการ
4. ข้อมูลอ้างอิง ( Informative References ) เป็นส่วนที่เป็นมาตรฐาน แนวทาง และแนวปฏิบัติ ที่ใช้ในกลุ่มหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในแต่ละกลุ่ม
กองทัพบก ได้เล็งเห็นความสำคัญในด้านการรักษาความมั่งคงปลอดภัยไซเบอร์เช่นกัน จึงได้อนุมัติหลักการให้จัดตั้ง ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ( Army Cyber Centre ) ขึ้น โดยจะเริ่มทดลองปฏิบัติงานตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2557 นี้เป็นต้นไป นับเป็นความท้าทายของกองทัพในการดำเนินการด้านไซเบอร์ ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่อ่อนไหว และภายใต้การจับตามมองของนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศกลุ่มสมาชิกอาเซียน ดังนั้นการกำหนดกรอบความคิดในการปฏิบัติงาน ( Framework ) เพื่อสร้างหลักประกันความสำเร็จในการดำเนินการ จึงเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงาน ( Guide Line ) ของ เจ้าหน้าที่ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก , เจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสร้างความสำนึก ความตระหนัก และสร้างความรู้เข้าใจของกำลังพลทุกระดับชั้น โดยในชั้นต้นกรอบแนวทางการปฏิบัติงานของศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ยังคงยึดถือการดำเนินงานตามหลักหน้าที่พื้นฐานของสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งสหรัฐอเมริกา ( National Institute of Standards and Technology ;  NIST ) ทั้ง 5 ประการ ( IPDRR : Identify, Protect, Detect, Respond, Recover ) ดังนี้

1. การระบุ ( Identify ) เป็นการศึกษาสภาพแวดล้อม ทำความเข้าใจบริบท ทรัพยากร และกิจกรรมงานสำคัญ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยเริ่มต้นจากการบริหารจัดการทรัพย์สิน ( Asset Management ; AM ) การดำเนินการตรวจสอบสภาพแวดล้อม ( Environmental Scanning ; ES )  การตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านเครือข่าย ( Risk Assessment ; RA )  การประเมินช่องโหว่ของระบบ ( Vulnerability Assessment ; VA )  การประกันความเสี่ยงด้านสารสนเทศ ( Information Assurance ; IA )  การทดสอบเจาะระบบ ( Penetration Testing ; Pen-Test )  และการกำหนดกลยุทธ์บริหารจัดการความเสี่ยง ( Risk Management Strategy ; RMS )  เป็นต้น
2. การป้องกัน ( Protect ) เป็นการดำเนินการตามมาตรการป้องกันที่เหมาะสมสำหรับการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ จำกัดระดับผลกระทบของเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยกำหนดมาตรการควบคุมการเข้าถึง ( Access Control )  การยืนยันและรับรองตัวบุคคล ( Authentic )   การสร้างความสำนึกความตระหนักและการฝึกอบรม ( Awareness and Training ) และมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยต่าง ๆ ทั้งกระบวนการ และวิธีปฏิบัติ ตลอดจนเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ต่างๆ  เช่น ระบบตรวจหาการบุกรุก ( Intrusion Detection System ; IDS ) ระบบป้องกันการบุกรุก ( Intrusion Protection System ; IPS )
3. การตรวจจับ ( Detect ) เป็นการตรวจหาเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้น ครอบคลุมถึงกระบวนการเฝ้าระวัง หรือตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยการเฝ้าระวัง สืบค้น ตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูลและพฤติการณ์ต่างๆ ( Monitoring and Analysis ) ที่ส่งผลกระทบหรือเป็นภัยต่อระบบสารสนเทศ จาก ห้องปฏิบัติการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ( Cyber Security Operations Center ; CSOC ) รวมถึงการตรวจสอบระบบสารสนเทศ ( IT Audit ) และหลักฐานทางดิจิตอลโดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ( Digital Forensics ) เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป
4. การตอบสนอง ( Respond ) เป็นการดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ตรวจพบ ครอบคลุมถึงการวางแผนรับมือ การสื่อสาร การวิเคราะห์ การลดความเสี่ยง และการปรับปรุง โดยจัดชุดปฏิบัติการฉุกเฉินด้านไซเบอร์ ( Cyber Emergency Response Team ; CERT ) เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ใช้งานที่ประสบปัญหาการคุกคามด้านไซเบอร์ในเบื้องต้น, การประสานการใช้งานระบบสำรอง ( Backup System )  คอยประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง, ควบคุมจำกัดขอบเขตและลดผลกระทบที่เกิดขึ้น ( Mitigation ) ตลอดจนควบคุมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อรอการพิสูจน์ต่อไป นอกจากนี้ยังมีชุดปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุก ( Cyber Warrior ) เพื่อทำหน้าที่ปฏิบัติการภารกิจต่อเป้าหมายที่เป็นภัยคุกคามทั้งด้านไซเบอร์ และการปฏิบัติการข่าวสาร ( Information Operations ; IO ) บนไซเบอร์ในกรณีที่มีความจำเป็น
5. การคืนสภาพ ( Recover ) เป็นการดำเนินการกู้คืนสภาพระบบสารสนเทศที่ได้รับความเสียหายจากการถูกคุกคามด้านไซเบอร์ ทั้ง ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, เครือข่าย และระบบฐานข้อมูลสารสนเทศ เพื่อรองรับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดทำแผนการกู้คืนสภาพทั้งด้านขีดความสามารถ และการบริการให้ได้ตามเวลาที่กำหนด โดยจัดชุดปฏิบัติการกู้คืนระบบ  ( System Recovery Team ; SRT )  ดำเนินการตามขั้นตอนการกู้คืนสภาพ เพื่อให้ระบบกลับคืนสภาพสามารถใช้การได้ตามปกติ
การดำเนินงานต่างๆ ดังกล่าว นับเป็นความท้าทายด้านความรู้ ความสามารถของคนในกองทัพ เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่องค์กรต่างๆ ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกองทัพบก ซึ่งได้มีนโยบายและกำลังเปิดแคมเปญ Kick off ออกไป โดยมีคุณลักษณะของงานประเภทสาขาต่างๆ ที่ต้องใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เฉพาะด้าน ที่แตกต่างและเหนือกว่าประเภทของงานสาขาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ( Information Technology; IT  ) ปกติ ซึ่งจะต้องมีการกำหนด หมายเลขความชำนาญการทางทหาร ( ชกท.) ขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อรองรับคุณสมบัติด้านคุณวุฒิตามสาขาวิชาชีพ และตามตำแหน่งหน้าที่การงาน รวมถึงการพิจารณากำหนดค่าตอบแทนวิชาชีพ ตามความเหมาะสมในสาขาต่างๆ เช่นเดียวกับ หมอ พยาบาล ที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งโดยไม่ต้องจำกัดชั้นยศ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน สร้างแรงจูงใจและเสริมสร้างขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่ในการทำงาน ไม่เกิดภาวะสมองไหล เนื่องจากบุคลากรดังกล่าว ยังเป็นที่ขาดแคลนและมีความต้องการสูงจากหน่วยงานภายนอก และองค์กรธุรการเอกชนต่างๆ ซึ่งสามารถยื่นข้อเสนอเงินเดือนและค่าตอบแทนได้สูงกว่ากองทัพ สำหรับคุณลักษณะของงานประเภทสาขาต่างๆ ที่ต้องใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เฉพาะด้านเป็นพิเศษ ในด้านไซเบอร์ อาทิเช่น
1. การบริหารจัดการทรัพย์สิน ( Asset Management ; AM )
2. การตรวจสอบสภาพแวดล้อมภัยคุกคามไซเบอร์ ( Environmental Scanning ; ES ) 
3. การตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านเครือข่าย ( Risk Assessment ; RA ) 
4. การประเมินช่องโหว่ของระบบสารสนเทศ ( Vulnerability Assessment ; VA ) 
5. การประกันความเสี่ยงด้านสารสนเทศ ( Information Assurance ; IA ) 
6. การปฏิบัติการทดสอบเจาะระบบสารสนเทศ ( Penetration Testing ; Pen-Test ) 
7. การบริหารจัดการความเสี่ยงระบบสารสนเทศ ( Risk Management ; RM ) 
8. การกำหนดมาตรการควบคุมการเข้าถึงระบบสารสนเทศ ( Access Control ) 
9. การยืนยันและรับรองตัวบุคคลด้านสารสนเทศ ( Authentic )   
10. การสร้างความสำนึกความตระหนักและการฝึกอบรม ( Awareness and Training ) 
11. การตรวจหาการบุกรุก ( Intrusion Detection ; ID )
12. การป้องกันการบุกรุก ( Intrusion Protection ; IP )
13. การเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และวิเคราะห์ไซเบอร์ ( Cyber Monitoring and Analysis ) 
14. การปฏิบัติการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ( Cyber Security Operations ) 
15. การตรวจสอบระบบสารสนเทศ ( IT Audit ) 
16. การตรวจพิสูจน์หลักฐานทางดิจิตอล ( Digital Forensics )
17. การปฏิบัติการฉุกเฉินด้านไซเบอร์ ( Cyber Emergency Response ; CER )
18. การปฏิบัติการกู้คืนระบบ  ( System Recovery ; SR ) 
19. การปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุก ( Cyber Warrior ) 
20. การปฏิบัติการข่าวสาร ( Information Operations ; IO ) บนไซเบอร์
ประเภทงานต่างๆ ที่กล่าวมานี้ ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษา หน่วยงาน องค์กรภาครัฐและเอกชน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ได้เปิดหลักสูตรการศึกษาระดับปริญญาตรี ถึง ปริญญาเอก สำหรับสถาบันการศึกษา และองค์กรในประเทศไทยที่เปิดสอน อาทิเช่น MUT, MU, AIT, CSAT, ASIC, NECTEC, NSTDA, KSC, ITPC, etc.
ปัจจัยการปฏิบัติงานด้านไซเบอร์ของกองทัพจะทำให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล นอกเหนือจาก องค์กร ( Organization )  ระบบการทำงาน ( Function )  บุคลากร ( Human Resource ) องค์ความรู้ (  Knowledge ) และแรงจูงใจ (  Incentive ) แล้ว สิ่งที่สำคัญอีกประการ คือ ข้อกฎหมาย (  Law ) เนื่องจากการปฏิบัติงานด้านไซเบอร์ มักจะมีความล่อแหลม และเกี่ยวพันกับข้อกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นผู้รักษากฎหมาย โดยเนื้อหาสาระของกฎหมายส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปในด้านอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ( Computer Crime )  แต่การปฏิบัติงานของกองทัพจะมุ่งเน้นไปในงานไซเบอร์ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ดังนั้น กองทัพควรจะพิจารณาออกกฎหมายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติด้านไซเบอร์ เพื่อให้อำนาจ หน้าที่ และเป็นเกราะคุ้มกันเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานไซเบอร์ของกองทัพ ที่มีการจัดตั้งหน่วยทั้งระดับกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ ในการปฏิบัติงานในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของชาติ ( National Cyber Security )  ทำนองเดียวกับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ( กอ.รมน.) ก็จะมีกฎหมายความมั่นคง เช่น พรบ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ใช้เป็นเครื่องมือทางกฎหมาย เป็นต้น

สำหรับ กรอบการปฏิบัติงานไซเบอร์ในด้านการรักษาความมั่นคงของชาติ เบื้องต้นในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายมารองรับ จะเน้นไปในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ภายในองค์กร โดยจะเริ่มต้นการดำเนินการสำรวจตรวจสอบทรัพย์สินอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับไซเบอร์ เช่น ระบบคอมพิวเตอร์, ระบบเครือข่าย, ระบบฐานข้อมูล, รวมถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกับอาวุธยุทโธปกรณ์, ระบบควบคุมอาวุธยิง, ระบบค้นหาและติดตามเป้าหมาย, ระบบลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ ฯลฯ การดำเนินการตรวจสอบสภาพแวดล้อมภัยคุกคามไซเบอร์ โดยเฉพาะการโจมตี การบุกรุก และการใช้โปรแกรมไวรัส และมัลแวร์ การตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านเครือข่าย โดยเฉพาะเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายไร้ การประเมินช่องโหว่ของระบบสารสนเทศ ทั้งอุปกรณ์เครือข่าย, Hub, Switching, Ports, อุปกรณ์คอมพิวเตอร์, โปรแกรมระบบงาน  และระบบฐานข้อมูลต่างๆ การประกันความเสี่ยงด้านสารสนเทศ โดยเฉพาะอุปกรณ์คอมพิวเตอร์, โปรแกรมระบบงาน  และระบบฐานข้อมูลต่างๆ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการใช้งาน การปฏิบัติการทดสอบเจาะระบบสารสนเทศ เป็นการฝึกปฏิบัติการ ( Workshop ) ภายในห้องปฏิบัติการไซเบอร์ ( Cyber War Room ) ที่กำลังพัฒนาปรับปรุงจากห้องฝึกอบรมคอมพิวเตอร์เดิมขึ้นมาใหม่ เพื่อรองรับการฝึก การทดสอบ และการปฏิบัติงานจริง การบริหารจัดการความเสี่ยงระบบสารสนเทศ ในกรณีที่เกิดการโจมตีไซเบอร์ เกิดความเสียหาย หรือเกิดปัญหาข้อขัดข้องต่างๆ โดยการจัดทำแผนฉุกเฉิน และการกำหนดกลยุทธ์บริหารจัดการความเสี่ยง การกำหนดมาตรการควบคุมการเข้าถึงระบบสารสนเทศ เพื่อควบคุมสิทธิการใช้งานระบบสารสนเทศ และการเข้าถึงข้อมูลในระดับต่างๆ ของผู้ที่มีสิทธิ์ รวมถึงการป้องกันการเข้าใช้งานจากบุคคลที่ไม่มีสิทธิ์ การยืนยันรับรองตัวบุคคลด้านสารสนเทศ เพื่อยืนยันรับรองตัวตนและความถูกต้องของบุคคลที่มีสิทธิ์เข้าใช้งาน และเก็บบันทึกไว้สำหรับการตรวจสอบ การสร้างความสำนึกความตระหนักและการฝึกอบรม เป็นการดำเนินการรณรงค์ ชี้แจง ทำความเข้าใจ ปลูกฝังจิตสำนึก สร้างความตระหนัก รวมถึงการฝึกอบรมความรู้ความเข้าใจในกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และแนวทางการปฏิบัติต่างๆ รวมถึงการสร้างภาคีประชาคมเครือข่ายไซเบอร์กองทัพบก (  Army Cyber Communities )  ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วทั้ง 4 พื้นที่กองทัพภาค การดำเนินการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ วิเคราะห์ไซเบอร์ และข้อมูลข่าวสารที่เป็นภัยต่อความมั่นคง การเตรียมการปรับปรุงห้องปฏิบัติการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ( Cyber Security Operations Center ; CSOC ) เพื่อใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการฯ ในการดูแลรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยเฉพาะระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยต่างๆ ทั้งกองทัพบก การตรวจสอบระบบสารสนเทศ เป็นกระบวนการตรวจสอบภายในด้านสารสนเทศ เช่นเดียวกับ การตรวจสอบภายในด้านการเงินและงบประมาณ  การตรวจพิสูจน์หลักฐานทางดิจิตอล เป็นกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ความชำนาญการเป็นพิเศษ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินการทางกฎหมายต่อไป การปฏิบัติการฉุกเฉินด้านไซเบอร์ ในกรณีที่มีการคุกคามด้านไซเบอร์ จะมีชุดปฏิบัติการฉุกเฉินด้านไซเบอร์ของกองทัพบก (  Army CERT ) เข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่ที่เกิดเหตุ โดยชุดปฏิบัติการดังกล่าวจะประสานความร่วมมือในการปฏิบัติการกับระดับชาติ ( Thai CERT ) ระดับกระทรวงกลาโหม และระดับเหล่าทัพ ในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อระบบสารสนเทศ จะมีชุดการปฏิบัติการกู้คืนระบบ  ( System Recovery Team ; SRT ) เข้าไปดำเนินการปฏิบัติการกู้คืนระบบ เพื่อให้สามารถกับมาใช้งานได้ตามปกติ
  สำหรับการดำเนินการปฏิบัติการข่าวสารบนไซเบอร์ จะเป็นการใช้ประโยชน์จากไซเบอร์เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการข่าวสาร ในกรณีการใช้ข่าวสารและสื่อไซเบอร์เพื่อเผยแพร่โจมตีให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์และกองทัพ, การโจมตีให้ร้ายหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ,  การเผยแพร่ ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกเกลียดชังของคนในสังคม, การเผยแพร่หรือบิดเบือนข้อเท็จจริงที่มีผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อย, การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น โดยดำเนินการเฝ้าระวัง ค้นหา ติดตาม ตรวจสอบ ความเคลื่อนไหวข้อมูลข่าวสารที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ตามที่กล่าวมาแล้วเพื่อรวบรวม สังเคราะห์ วิเคราะห์ และพิสูจน์ทราบความเคลื่อนไหวข้อมูลข่าวสาร จากกลุ่มบุคคล และเครือข่ายต่างๆ ในโลกไซเบอร์ เพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินการทางกฎหมาย หรือกำหนดมาตรการในการปฏิบัติการข่าวสารในด้านอื่นๆ เช่น การตอบโต้ข่าวสาร การบิดเบือนข้อมูล การสร้างความสับสน การลดกระแสและลดความน่าเชื่อถือของข่าวสาร ตลอดจนการกำหนดเป็นเป้าหมายในการปฏิบัติการเชิงรุกเมื่อจำเป็นต่อไป
สำหรับศูนย์ไซเบอร์กองทัพบกที่กำลังจัดตั้งขึ้นมาใหม่นี้ กำลังจะเป็นสิ่งท้าทายของกำลังพลสังกัดกองทัพบก ไม่จำกัดชั้นยศ ไม่จำกัดเหล่า ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดวัย ที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ หรือมีความสนใจในงานไซเบอร์ในด้านต่างๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว และมีความสนใจที่อยากจะเข้ามาเป็นสมาชิกศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก หรืออยากจะมาทดสอบฝีมือ หรืออยากจะมาโชว์ความรู้ความสามารถ หรืออยากจะมาลองของลองดี เราขอท้าทาย ด้วยคำเชิญชวนง่ายๆ ท่านมีดี เรามีตำแหน่ง เชิญติดต่อมาที่ศูนย์เทคโนโลยีทางทหารกองทัพบก อาคาร 3 ชั้น 1 กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก เขตพระนคร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 98488, 98089, 02-297-8488, 02-297-8089, และโทรสาร  02-280-2382 ( สงวนสิทธิ์เฉพาะกำลังพลในกองทัพบก )
---------------------------------------

แหล่งอ้างอิงข้อมูล
1. ไทยรัฐออนไลน์. 28 เมษายน 2557, โลกไซเบอร์อยู่ยาก ไทยรั้งลำดับที่ 28 มีภัยคุกคามทางเน็ต, แหล่งที่มา : http://test.thairath.co.th/content/419194, 23 กรกฏาคม 2557.
2. ฤทธี อินทราวุธ พ.อ., 15 กรกฏาคม 2557, กองทัพบกเปิดแคมเปญลุยด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ( RTA Cyber Security kick off ), แหล่งที่มา : http://rittee1834.blogspot.com/2014/07/rta-cyber-security-kick-off.html, 23 กรกฎาคม 2557.
3. ACIS Professional Center , 11 เมษายน 2557, บทวิเคราะห์กรอบการดำเนินงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลก ( NIST’s Framework for Improving Critical Infrastructure Cybersecurity ) โอกาส ภัยคุกคาม และความเสี่ยงที่ผู้บริหารองค์กรต้องตระหนัก,  แหล่งที่มา : http://www.acisonline.net/article/?p=40, 23 กรกฏาคม 2557.

4. United Information Highway ; UIH, 17 มิถุนายน 2557, แกะรอย Cyber Security Framework ใหม่ล่าสุด สุดยอดแนวปฏิบัติจาก NIST โอกาส ความเสี่ยง ภัยคุกคาม ผู้บริหารต้องตระหนัก, แหล่งที่มา : http://www.uih.co.th/knowledge/view/709, 23 กรกฏาคม 2557.

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

กองทัพบกเปิดแคมเปญด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ( RTA Cyber Security kick off )

กองทัพบกเปิดแคมเปญลุยด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
( RTA Cyber Security kick off )
โดย พันเอก ฤทธี  อินทราวุธ
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

ปัจจุบัน ภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ( Cyber Threats ) นับว่ามีความสำคัญและส่งผลกระทบในด้านความมั่นคงของชาติ ความมั่นคงขององค์กร รวมถึงความมั่นคงของมนุษย์ และถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการทหาร ไม่ว่าจะเป็นการเจาะระบบ ( Hack / Crack )  การฝั่งโปรแกรมลักลอบโจรกรรมข้อมูล เช่น สปายแวร์ ( Spyware ) หรือ ประตูหลัง ( Back door )  การโจมตีด้วยโปรแกรมไม่พึงประสงค์ ( Malware ) อาทิเช่น ไวรัสคอมพิวเตอร์     ( Computer Virus ) , หนอนคอมพิวเตอร์ ( Computer Worm )  หรือ ม้าโทรจัน ( Trojan Horse )  การใช้โปรแกรมตั้งเวลาทำงานเพื่อการทำลายระบบคอมพิวเตอร์ ( Logic Bomb )  การโจมตีแบบ DoS/DDos  , การใช้โปรแกรมหุ่นยนต์โจมตี ( BOTNET / Robot Network ) เพื่อใช้เป็นฐานโจมตีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์บนเครือข่ายสารสนเทศ และการสร้างข้อมูลขยะ ( Malware ) เป็นต้น
กองทัพบก ได้เล็งเห็นความสำคัญต่อภัยคุกคามดังกล่าว จึงมีนโยบาย และอนุมัติหลักการ ให้ดำเนินการปรับปรุง โครงสร้าง ภารกิจ และการจัดหน่วย ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. )  โดยเพิ่มเติมภารกิจด้านการปฏิบัติการ
สงครามไซเบอร์ และปรับสายการบังคับบัญชามาเป็นหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก เพื่อเตรียมรองรับการปฏิบัติงานความมั่งคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะความมั่นคงทางการทหาร และการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ รวมถึงการปฏิบัติการที่ประสานสอดคล้องกับ กระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพต่างๆ โดยได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติการด้านไซเบอร์ของกองทัพบก ออกเป็น 3 ขั้น คือ
ขั้นที่ 1. การจัดการทรัพยากรเพื่อการปฏิบัติการด้านไซเบอร์ ( พ.ศ. 2557-2558 )  โดยบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ โดยเฉพาะกำลังพล ให้สามารถดำเนินการด้านไซเบอร์ตั้งแต่ปัจจุบัน เช่น การจัดตั้งคณะทำงานปฏิบัติการด้านไซเบอร์ การจัดตั้งหน่วยไซเบอร์ของกองทัพบก และการมอบหมายหน้าที่ในการปฏิบัติการไซเบอร์ให้แก่หน่วยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือหน่วยทหารสื่อสาร ( กรณีที่ไม่มีหน่วยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ในอัตรา ) รับผิดชอบการปฏิบัติการด้านไซเบอร์ในระดับหน่วย การกำหนดสายงานการปฏิบัติด้านไซเบอร์ของกองทัพบก และการดำเนินการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านเครือข่ายของ กองทัพบก
ขั้นที่ 2. การเสริมสร้างขีดความสามารถในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มาตรการเชิงรับ ( พ.ศ. 2559-2561 )  โดยการพัฒนาปรับปรุงระบบเครือข่ายให้มีความปลอดภัย  การตรวจสอบทางเทคนิคและประเมินความเสี่ยงระบบเครือข่าย การกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อเครือข่ายและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรให้ก้าวทันต่อเทคโนโลยีด้านการรักษาความปลอดภัยเครือข่าย เพื่อให้หน่วยงานในกองทัพบกมีขีดความสามารถด้านรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ( Cyber Security ) ได้สอดคล้องกับภัยคุกคามดังกล่าว
ขั้นที่ 3 . การเสริมสร้างขีดความสามารถการปฏิบัติการไซเบอร์ มาตรการเชิงรุก ( พ.ศ. 2562-2564 )  โดยการพัฒนาขีดความสามารถเชิงรุก เพื่อให้มีความพร้อมในการปฏิบัติการกรณีจำเป็น โดยการตรวจสอบขีดความสามารถเชิงรุกของกำลังพล ควบคู่กับการตรวจสอบทางเทคนิคและประเมินความเสี่ยงระบบเครือข่าย การจัดตั้งเครือข่ายพันธมิตรด้านไซเบอร์กับองค์กร/บุคลากรภายนอกกองทัพบก การจัดกิจกรรมต่างๆร่วมกัน รวมถึงการบูรณาการขีดความสามารถของกองทัพบกและเครือข่ายพันธมิตร เพื่อให้กองทัพบกมีความพร้อมและสามารถปฏิบัติการไซเบอร์ ( Cyber Operations ) ได้ในสถานการณ์อันจำเป็น
จากการประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ไทย-สหรัฐ ( Cyber Security – Subject Master Expert Exchange ( SMEE ) ที่ผ่านมา กองทัพบกได้มีการกำหนดแผนที่เชิงความคิด ( Mind Map ) , แผนที่การทำงาน ( Road Map ) และกรอบความคิดในการทำงาน ( Frame Work ) ในการดำเนินการด้านไซเบอร์ของกองทัพบก ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ ด้านนโยบาย , ด้านความรู้ , ด้านโครงสร้างองค์กร และด้านการปฏิบัติงาน โดยแต่ละด้านได้มีการดำเนินการ ดังนี้
ด้านนโยบาย ปัจจุบันได้เตรียมการจัดทำร่างแผนแม่บทฯ ( อยู่ในระหว่างการดำเนินโครงการวิจัยฯ ) , การออกระเบียบการรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ , การดำเนินการจัดชุดนิเทศเคลื่อนที่ไปประชุมชี้แจงหน่วยและกำลังพล
ในพื้นที่ 4 กองทัพภาค เพื่อชี้แจงระเบียบปฏิบัติด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ การสร้างความตระหนัก และการปลูกฝังจิตสำนึก , การตรวจเยี่ยม แนะนำ และการติดตาม ประเมินการตรวจสอบการปฏิบัติฯ เตรียมการจัดตั้งคณะกรรมการฯ และคณะทำงานฯ เพื่อติดตาม กำกับ ดูแลและดำเนินการตามนโยบายฯ 
ด้านความรู้  ดำเนินการจัดการประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ไทย-สหรัฐ  ( Cyber Security – Subject Master Expert Exchange ( SMEE )  เพื่อติดตามสภาพแวดล้อมของภัยคุกคาม ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี
การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ การจัดการองค์ความรู้ด้านไซเบอร์ การจัดกำลังพล 2 นายไปศึกษาดูงานและสัมมนา Cyber Security ที่ประเทศสิงคโปร์โดยทุนส่วนตัว     การเตรียมการฝึกอบรมฯ ทั้งหลักสูตรภายใน-ภายนอก และเตรียมการจัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ  เพื่อเพิ่มพูนความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ด้านโครงสร้างองค์กร ดำเนินการปรับปรุง โครงสร้าง ภารกิจ และการจัดองค์กร เพื่อให้หน่วยมีขีดความสามารถพร้อมรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ การมอบหมายหน้าที่ในการปฏิบัติการไซเบอร์ ให้แก่ หน่วยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและหน่วยทหารสื่อสาร การพัฒนาขีดความสามารถหน่วยงาน การบรรจุกำลังพล เพื่อให้มีขีดความสามารถปฏิบัติงานในเบื้องต้น
ด้านการปฏิบัติการ ดำเนินการจัดตั้งภาคีเครือข่ายประชาคมไซเบอร์  การดำเนินการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านเครือข่ายภายในของกองทัพบก โดยการตรวจสอบช่องโหว่ระบบเครือข่าย ไวรัส และมัลแวร์ ในขั้นต้น การดำเนินโครงการระบบตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ การพัฒนาปรับปรุงโปรแกรมและระบบงานต่างๆ ให้มีมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัย  การดำเนินการปรับปรุงระบบเครือข่ายให้มีความปลอดภัย การเตรียมการติดตั้งเครื่องมือด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์  เช่น ระบบ Intrusion Detection System ( IDS ) , ระบบ Intrusion Protection System ( IPS )  การปรับปรุงห้องปฏิบัติการไซเบอร์ ( War Room )   เพื่อใช้ในการฝึกปฏิบัติการ ( Workshop ) และพัฒนาไปสู่ศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์( Cyber Security Operations Centre ; CSOC ) โดยดำเนินการแสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและธุรกิจเอกชน
การดำเนินการต่างๆ ที่ผ่านมาเริ่มปรากฏเป็นรูปธรรม ( ข้อความที่ขีดเส้นใต้ )  ซึ่งกองทัพบกโดย ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร (ศทท.) ได้ดำเนินการไปแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ทั้ง 4 ด้าน ตามกรอบแผนที่เชิงความคิด ( Mind Map )  แผนที่การทำงาน ( Road Map ) และกรอบความคิดในการทำงาน ( Frame Work ) ในการดำเนินการด้านไซเบอร์ของกองทัพบก ที่เป็นผลลัพธ์มาจากการประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ไทย- สหรัฐ ( Cyber Security – Subject Master Expert Exchange ; SMEE ) ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบแนวทางการปฏิบัติการด้านไซเบอร์ของกองทัพบก ทั้ง 3 ขั้น นับเป็นการเริ่มเดินหน้า ( Kick off )  อย่างเอาจริงเอาจังด้านไซเบอร์ และเป็นความคืบหน้าด้านการเตรียมความพร้อมในการรับมือต่อภัยคุกคามด้านไซเบอร์ของกองทัพบกอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจต่อกองทัพบกในการดำเนินการด้านไซเบอร์ ทั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในระยะแรกเท่านั้น ซึ่งปัจจัยความสำเร็จในระยะต่อๆไป นอกเหนือการจัดตั้งหน่วยงานด้านไซเบอร์ การสร้างความตระหนัก และการปลูกฝังจิตสำนึกให้กำลังพลทุกระดับชั้นแล้ว ควรจะต้องมีแนวทางการดำเนินการพัฒนาในด้านต่างๆ ตามข้อเสนอแนะ ( โดยเฉพาะข้อความอักษรตัวหนา )  ดังนี้
การบรรจุอัตรากำลังพล ควรพิจารณาเปิดอัตราบุคคลพลเรือน และบรรจุกำลังพลที่มีคุณวุฒิการศึกษา คุณลักษณะ ขีดความสามารถ ความรู้ ประสบการณ์ และความถนัดเฉพาะทาง ที่สอดคล้องกับตำแหน่งหน้าที่การงาน ( put the right man to the right job ) เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การกำหนดหมายเลขความชำนาญทางการทหาร ( ชกท. ) เพื่อกำหนดคุณสมบัติความชำนาญการเป็นการเฉพาะ การพิจารณาคัดเลือกบุคลากรที่มีวิสัยทัศน์ มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ความชำนาญการ และมีจิตสำนึกในด้านมาตรการรักษาความปลอดภัยมาปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและป้องกันความลับรั่วไหลของทางราชการ การเปิดโควตาพิเศษเพื่อคัดเลือกนายทหารชั้นประทวน ที่มีความรู้ ความสามารถ ด้านไซเบอร์เพื่อเลื่อนฐานะเป็นนายทหารปฏิบัติการ การกำหนดแนวทางรับราชการที่ชัดเจน มีโอกาสเจริญเติบโตก้าวหน้า และมีความมั่นคงในหน้าที่การงาน เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจและมีความเชื่อมั่นในระบบคุณธรรมควบคู่ไปกับความรู้ความสามารถ เพื่อป้องกันภาวะบุคลากรสมองไหล หรือการโยกย้ายหมุนเวียนเพื่อมาเอาตำแหน่ง การปรับเกลี่ยอัตรา การโยกย้าย และบรรจุกำลังพล เพื่อให้สามารถตอบสนองภารกิจด้านการปฏิบัติการเป็นหลัก มากกว่างานทางธุรการ ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า ๗๐ : ๓๐ รวมถึงการเปิดและบรรจุอัตรากำลังพลในโครงสร้างของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ( ศปก.ทบ.)  เพื่อปฏิบัติงานตั้งแต่ในยามปกติ
การพัฒนาศักยภาพของกำลังพล ควรพิจารณาส่งเสริม และสนับสนุนงบประมาณในด้านการฝึก ศึกษา และการพัฒนาเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์แก่กำลังพล โดยการจัดสรรทุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ( ปริญญาตรี-ปริญญาเอก ) ทั้งในและต่างประเทศ สาขาวิชาด้านการรักษาความปลอดภัยและการปฏิบัติการไซเบอร์ การจัดส่งกำลังพลเข้ารับการฝึกอบรมความรู้พิเศษเฉพาะทางและการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ( Workshop ) ในสถาบัน องค์กร หรือหน่วยงานภายนอก  การเดินทางไปศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ การเข้าร่วมประชุมสัมมนาความรู้และประสบการณ์ การเปิดหลักสูตรฝึกอบรมความรู้ด้านการรักษาความปลอดภัยและการปฏิบัติการไซเบอร์ให้กับเจ้าหน้าที่และกำลังพลทั่วไป การกำหนดระดับมาตรฐานความรู้ความชำนาญด้านไซเบอร์ การจัดทดสอบมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ในระดับหน่วยและบุคคล การจัดการองค์ความรู้ด้านการรักษาความปลอดภัยและการปฏิบัติการไซเบอร์ การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ความรู้ เทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัย และการปฏิบัติการไซเบอร์ รวมถึงการเสริมสร้างความรู้และความตระหนักให้กับกำลังพลทั่วไป
การพัฒนาด้านมาตรการเชิงรับ ควรเร่งดำเนินการตรวจสอบสภาพแวดล้อมของภัยคุกคามทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะภัยจากการบุกรุก หรือเจาะระบบจาก Hacker / Cracker  การฝังโปรแกรมลักลอบโจรกรรมข้อมูล เช่น Spyware หรือ Back door การโจมตีหรือรบกวนด้วย Malware เช่น Computer Virus , Worm , Trojan Horse  การใช้โปรแกรมตั้งเวลาทำงานเพื่อการทำลายระบบคอมพิวเตอร์ ประเภท Logic Bomb การโจมตีแบบ DoS/DDos  การใช้โปรแกรมหุ่นยนต์โจมตี ประเภท BOTNET / Robot Network เพื่อใช้เป็นฐานโจมตีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์บนเครือข่ายสารสนเทศ และการสร้างข้อมูลขยะ ( Spam )  การดำเนินการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงระบบเครือข่ายของกองทัพบก การวางแผน ควบคุม และกำกับดูแลด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ โดยการจัดทำแผนเผชิญเหตุ ( Incident Action Plan )  การจัดชุดเตรียมพร้อมเผชิญเหตุฉุกเฉินด้านไซเบอร์ ( Cyber Emergency Response Teams ; CERT )  การป้องกัน เฝ้าระวัง ตรวจสอบช่องโหว่ โดยใช้เครื่องมือระบบตรวจหาการบุกรุก ( IDS ) และระบบป้องกันการบุกรุก (  IPS )  รวมถึงการกู้คืนสภาพเมื่อถูกโจมตี ( Recovery ) ตลอดจนการพัฒนาโปรแกรมและเครื่องมือต่างๆ รองรับงานด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อพัฒนาองค์กรไปสู่รูปแบบของศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์( Cyber Security Operations Centre ; CSOC )
การพัฒนาด้านมาตรการเชิงรุก ควรพิจารณาบรรจุกำลังพลที่มีขีดความสามารถเชิงรุกและพัฒนาความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความชำนาญการ โดยการฝึกฝนการปฏิบัติการเชิงรุก เพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นนักรบไซเบอร์ ( Cyber Warriors ) อยู่ในชุดปฏิบัติการไซเบอร์ ( Cyber Operations Team ; COT ) และเตรียมการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการไซเบอร์ ( Cyber Operations Unit )  เพื่อให้มีขีดความสามารถ และความพร้อมในการปฏิบัติการต่อเป้าหมายกรณีจำเป็น
การพัฒนาด้านการใช้ประโยชน์จากไซเบอร์เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการข่าวสาร ควรพิจารณาบรรจุกำลังพลที่มีขีดความสามารถ และพัฒนาความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความชำนาญการ โดยการฝึกฝนการปฏิบัติการข่าวสารในโลกไซเบอร์ เพื่อดำเนินการเฝ้าระวัง ค้นหา ติดตาม ตรวจสอบ ความเคลื่อนไหวข้อมูลข่าวสารที่เป็นภัยต่อความมั่นคงโดยเฉพาะการโจมตีให้ร้ายต่อกองทัพและสถาบัน ดำเนินการจัดหาเครื่องมือค้นหา ติดตาม ตรวจสอบ วิเคราะห์ และพิสูจน์ทราบความเคลื่อนไหวข้อมูลข่าวสาร จากกลุ่มบุคคล และเครือข่ายต่างๆ ในโลกไซเบอร์ เพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินการทางกฎหมาย หรือกำหนดมาตรการในการปฏิบัติการข่าวสารในด้านอื่นๆ เพื่อตอบโต้ข่าวสาร บิดเบือนข้อมูล สร้างความสับสน ลดกระแส และลดความน่าเชื่อถือของข่าวสาร ตลอดจนการกำหนดเป็นเป้าหมายในการปฏิบัติการเชิงรุกเมื่อจำเป็นต่อไป
นอกจากนี้ ควรพิจารณาดำเนินการด้านการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม องค์ความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ ด้านไซเบอร์ โดยแสวงความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกกองทัพ ทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรเอกชนในด้านวิชาการ การวิจัยพัฒนา ( R&D ) การพัฒนาต่อยอด ( C&D )  การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ( Workshop ) และการฝึกปฏิบัติการต่างๆ โดยเฉพาะการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุด้านไซเบอร์ ( Cyber Incident Action Plan Exercise ) การฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินด้านไซเบอร์ ( Cyber Emergency Response Exercise ) การฝึกซ้อมการปฏิบัติการไซเบอร์ ( Cyber Operations Exercise ) และการฝึกปฏิบัติการจำลองสงครามไซเบอร์ ( Cyber Warfare Simulation Exercise ) เป็นต้น
-----------------------------------

แหล่งอ้างอิงข้อมูล
1. ไทยรัฐออนไลน์, 13 พฤศจิกายน 2556 ,  อัฟเดทกองทัพไทยรับสงครามไซเบอร์ , แหล่งที่มา : http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/382273 , 2 กรกฎาคม 2557.
2. ฤทธี อินทราวุธ พ.อ., 13 พฤศจิกายน 2556 , สงครามไซเบอร์สิ่งท้าทายความร่วมมือในอนาคตของอาเซียน ,  แหล่งที่มา : http://rittee1834.blogspot.com/2013/11/blog-post_12.html , 2 กรกฎาคม 2557.
3. ฤทธี อินทราวุธ พ.อ., 4 พฤศจิกายน2556 ,  กองทัพบกกับความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ของชาติแหล่งที่มา : http://rittee1834.blogspot.com/2013/11/blog-post.html , 2 กรกฎาคม 2557.

4. ฤทธี อินทราวุธ พ.อ., 3 มีนาคม 2557 , การประชุมแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ไทย- สหรัฐ ( Cyber Security – Subject Master Expert Exchange ( SMEE ) , แหล่งที่มา : http://rittee1834.blogspot.com/2014/03/cyber-security-smee.html  , 2 กรกฎาคม 2557.

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

โปรแกรม Smart Thai Army เครื่องมือ เสนาสนเทศ และประชาสนเทศ บนมือถือ

โปรแกรม Smart Thai Army เครื่องมือ เสนาสนเทศ และประชาสนเทศ บนมือถือ
( Smart Thai Army – Mobile Application )
โดย พันเอก ฤทธี  อินทราวุธ
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

ตามที่ ผู้บัญชาการทหารบกได้กรุณาสั่งการและมอบหมายให้หน่วยต่างๆ ในกองทัพบก ดำเนินการสื่อสารข้อมูลข่าวสาร ทัศนคติ ความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนการปลุกฝังอุดมการณ์ทางทหารไปยังกำลังพลทุกระดับชั้น เพื่อให้เกิดทัศนคติและความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน กองทัพบกจึงได้มีการดำเนินการด้านเสนาสนเทศ และด้านประชาสนเทศ เพื่อเป็นช่องทางติดต่อสื่อสารกับประชาชนโดยทั่วไปให้เกิดทัศนคติในทางที่ดีต่อกองทัพ  โดยสั่งการให้ทุกหน่วยให้ความสำคัญ และปฏิบัติอย่างจริงจัง
หน่วยต่างๆ ในกองทัพบก ได้ดำเนินการด้านเสนาสนเทศ และด้านประชาสนเทศ มาตั้งแต่ ปี ๕๔ ด้วยช่องทางผ่านสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่ อาทิเช่น สื่อวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ รวมถึงการดำเนินการพบปะ ชี้แจง พูดคุยแบบ Face to Face ซึ่งช่องทางต่างๆ ดังกล่าวยังไม่สามารถกระจายข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ทันเวลา และครอบคลุมทั่วถึง ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. ) จึงมีแนวความคิดที่จะพัฒนาโปรแกรมด้านเสนาสนเทศ และด้านประชาสนเทศ บนอุปกรณ์มือถือ เพื่อให้กำลังพลและประชาชนโดยทั่วไป สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างสะดวก รวดเร็วทันเวลา และครอบคลุมอย่างทั่วถึงทุกมุมโลก เนื่องจากปัจจุบันอุปกรณ์มือถือ และอุปกรณ์สื่อสารแบบพกพา อาทิเช่น Smartphone , Tablet เป็นต้น นับเป็นอุปกรณ์ประจำกายที่ทุกคนแทบจะขาดเสียมิได้ในยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร และถูกนำติดตัวไปทุกที่ทุกเวลา ดังนั้นการพัฒนาโปรแกรมบนอุปกรณ์มือถือจึงมีความจำเป็น และจะสามารถตอบโจทย์ปัญหาของกองทัพบก ด้านเสนาสนเทศ และประชาสนเทศ ได้ทันยุคทันสมัย โดยในชั้นต้น ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. )  จะพัฒนาโปรแกรม Smart Thai Army บนระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งกำลังพลและประชาชนทั่วไปจะสามารถ Download มาติดตั้งใช้งานได้จาก Google Play ซึ่งโปรแกรม Smart Thai Army จะประกอบด้วย หมวดข่าวสารกองทัพบก , หมวดประชาสัมพันธ์กิจกรรมของหน่วยในกองทัพบก , หมวดสิทธิกำลังพลของทหาร , หมวดองค์ความรู้ของกองทัพบก , หมวดเสนาสนเทศ , หมวดแหล่งท่องเที่ยวในกองทัพบก เป็นต้น และจะขยายหมวดข่าวสารประเภทอื่นๆ ตามความต้องการต่อไป
จากนิทรรศการ และการนำเสนอผลงานโปรแกรม Smart Thai Army ในงานวันสถาปนาศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. ) ครบรอบปีที่ ๑๓ เมื่อ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ณ บริเวณหน้า ห้อง ๒๒๑ กองบัญชาการกองทัพบก ให้ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บังคับบัญชาระดับสูง และแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานได้เยี่ยมชมการสาธิตการใช้งานโปรแกรม
Smart Thai Army ซึ่งผู้บัญชาการทหารบกได้กรุณาสั่งการให้ ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. ) เร่งดำเนินการพัฒนา และนำมาเผยแพร่ให้กำลังพลใช้งานจริงโดยเร็วที่สุด โดย ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. )  ได้ดำเนินการพัฒนาโปรแกรม Smart Thai Army เสร็จเรียบร้อยแล้ว และนำไปลงไว้ใน Google Play      
การพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อการใช้งานในอุปกรณ์มือถือ ( Mobile Applications ) บนระบบปฏิบัติการ Android ของ ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. ) นับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบงานสารสนเทศ ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกำลังพล และประชาชนโดยทั่วไปได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุมทั่วประเทศ ทุกที่ ทุกเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพในงานด้านเสนาสนเทศ และประชาสนเทศ ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก และการใช้งานจะมีความสะดวกสบาย ไม่ยุ่งยากเช่นเดียวกับการใช้งานแอพพลิเคชั่นบนมือถือทั่วไป สามารถติดตามข่าวสารของกองทัพบก และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ทุกที่ที่มีสัญญาณ Wifi หรือ เครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์ 3G – 4G
ผู้ที่ประสงค์จะเข้าใช้งานสามารถใช้โทรศัพท์มือถือแบบ Smartphone และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบพกพาที่มี Wifi หรือ ระบบ 3G – 4G  แบบ Tablet หรือ Mobile Note ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ไป Download โปรแกรม Smart Thai Army มาติดตั้งใช้งานได้จาก Google Play โดยดำเนินการตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้
๑.       ใช้อุปกรณ์มือถือเปิดโปรแกรม Google Play เลือก Play สโตร์
๒.     คลิ๊กที่แว่นขยาย พิมพ์ค้นหาคำว่า Smart Thai Army จะปรากฏไอคอน สัญลักษณ์กองทัพบก
๓.     ดำเนินการ Download โปรแกรม Smart Thai Army มาติดตั้งใช้งานบนอุปกรณ์
๔.     เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อยจะปรากฏไอคอน สัญลักษณ์กองทัพบก บนอุปกรณ์มือถือ
๕.     คลิ๊กเข้าใช้งานโปรแกรม Smart Thai Army โดยสามารถเลือกข้อมูลดูทั้งหมด หรือเลือกประเภทหมวดที่ต้องการ จากรายการเมนู จะปรากฏไอคอนข่าวสารต่างๆ ตามประเภทหมวดที่เลือก
๖.      คลิ๊กเข้าไปดูข้อมูลข่าวสาร
สำหรับหน่วยต่างๆ ในกองทัพบก ระดับกองพล หรือเทียบเท่า ที่มีความประสงค์จะนำข้อมูลข่าวสาร หรือ ภาพกิจกรรมของหน่วยมาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โดยตรง บนโปรแกรม Smart Thai Army เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ทันเวลา สามารถดำเนินการได้โดยติดต่อประสานงานกับ ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. ) ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการเปิดสิทธิ์เข้าใช้งานระบบ Back End เพื่อให้หน่วยสามารถนำข้อมูลข่าวสาร หรือ ภาพกิจกรรมของหน่วยมาบันทึกลงในระบบ Smart Thai Army ด้วยเจ้าหน้าที่ของหน่วยเอง ณ ที่ตั้งหน่วย เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โดยตรงบนโปรแกรม Smart Thai Army แบบทันทีทันใดตามความต้องการของหน่วย สำหรับการติดต่อสอบถามรายละเอียดทางด้านเทคนิค และปัญหาการติดตั้ง ตลอดจนการใช้งานสามารถสอบถาม จ.ส.อ. ฐานันดร  สำราญสุข เจ้าหน้าที่พัฒนาทางด้านเทคนิคฯ โทรศัพท์หมายเลข  98100 , 02-297-8100 และ มือถือ 081- 1493094

ในอนาคตอันใกล้นี้ ศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. ) กำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อการใช้งานในอุปกรณ์มือถือ ( Mobile Applications ) บนระบบปฏิบัติการ iOS เพื่อรองรับอุปกรณ์มือถือในตระกูล Apple เช่น iPhone , iPad เป็นต้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงการใช้งานของกำลังพลของกองทัพบก และประชาชนโดยทั่วไป ที่ใช้อุปกรณ์มือถือ บนระบบปฏิบัติการ iOS โดยอาศัยกรอบการพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารเช่นเดียวกันกับระบบปฏิบัติการ Android และศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร ( ศทท. ) มีแนวความคิดที่จะพัฒนาระบบฯ เพื่อใช้งานปฏิบัติการในทางทหารโดยตรง ซึ่งจะมีการเพิ่มเติมในส่วนระบบการรักษาความปลอดภัย ( Security System ) ในการใช้งาน เช่น ระบบรับรองตัวบุคคล ( Authentic ) ระบบการเข้ารหัส ( Encode – Decode ) และระบบเครือข่ายเสมือนเฉพาะส่วนตัว ( Virtual Private Network ; VPN ) เป็นต้น