วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2561

Cyber Security ภัยคุกคาม และความร่วมมือในอาเซียน ( ตอนที่ 2 )


Cyber Security ภัยคุกคาม และความร่วมมือในอาเซียน ( ตอนที่ 2 )
พลโท ฤทธี  อินทราวุธ
ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงกลาโหม
หัวหน้าคณะทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กิจการอวกาศ และไซเบอร์

การประชุมเชิงสัมมนาวิชาการศูนย์อาเซียนศึกษา สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เรื่อง Cyber
Security ภัยคุกคาม และความร่วมมือในอาเซียน ที่ โรงแรม รอยัล ฮิลส์ กอล์ฟ รีสอร์ต แอนด์ สปา จ.นครนายก เมื่อ 7 มีนาคม 2561 โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมสัมมนาจากหน่วยงานความมั่นคง ส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน สถาบันการศึกษา สรุปประเด็นสาระสำคัญในการแสดงปฐกถา มีดังนี้ ( ต่อจากตอนที่ 1 )

Cyber Threat Spectrum โดย NIST สหรัฐ กำหนดระดับภัยคุกคาม ๕ ระดับ[1]
1. ภัยคุกคามในระดับรัฐบาลแห่งชาติ ( National Governments ) คือ ภัยที่อาจจะเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ
2. การก่อการร้าย และ กลุ่มก่อการร้าย ( Terrorists )  มุ่งสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของประเทศ โดยการใช้รหัสโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (BotNet,Malware)
3. สายลับหรือพวกจารกรรมในภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มองค์กรอาชญากรรม ( Industrial Spies and Organized Crime Groups ) การจารกรรมขององค์กรระหว่างประเทศ และองค์กรเครือข่ายอาชญากรรมต่างๆ เป็นภัยคุกคามระดับกลางของประเทศ
4. กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่มีอุดมการณ์ ( Hacktivists )  
5. กลุ่มแฮ็กเกอร์ ( Hacker ) ที่ไม่มีอุดมการณ์ เป็นรูปแบบของกลุ่มเล็กๆ มีแรงจูงใจหรือแนวทางเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง หลงเชื่อ สมัครเล่น แสดงออก

แฮกเกอร์เกาหลีเหนือ ภัยเงียบคุกคามโลก
บริษัทด้านความมั่นคงไซเบอร์ชั้นนำของสหรัฐ ออกคำเตือนล่าสุดว่า " กลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ กลายเป็นภัยคุกคามมากยิ่งกว่ากลุ่มแฮกเกอร์ใดๆ ของโลกแล้ว เพราะแฮกเกอร์เกาหลีเหนือนั้น มากความสามารถ และมีจำนวนหลายพันคน ที่สำคัญแฮกเกอร์เหล่านี้พร้อมโจมตีหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลกทุกเมื่อ [2]  

การเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ของประเทศต่างๆ
หน่วยบัญชาการไซเบอร์สหรัฐ
กองบัญชาการไซเบอร์  (US CYBERCOM)  เป็นกองบังคับบัญชาการรบรวม (Unified Combatant Command) หน่วยบัญชาการไซเบอร์ตั้งอยู่ในฐานทัพฟอร์ทมีด ( Fort Meade )  มลรัฐแมร์รี่แลนด์  ( Maryland ) ซึ่งเป็น ศูนย์บัญชาการรบร่วม ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารในไซเบอร์โดเมนทั้งหมด[3]
หน้าที่หลักของกองบัญชาการไซเบอร์ คือ การปกป้องระบบเครือข่ายที่ทหารเป็นผู้รับผิดชอบ ในขณะที่ระบบเครือข่ายของรัฐบาลฝ่ายพลเรือนนั้นจะเป็นหน้าที่ของ กระทรวงโฮมแลนด์ซีเคียวลิตี้ หน่วยบัญชาการไซเบอร์จะมีส่วนของกองกำลังที่อยู่ในสังกัดเหล่าทัพต่างๆ
กองบัญชาการไซเบอร์ มีการจัดตั้งทีมไซเบอร์ (Cyber teams) ตั้งแต่ปี 2015 เพื่อตอบสนองภารกิจในแต่ละด้าน จำนวนถึง 133 ทีมไซเบอร์ ดังนี้
·      - ทีมภารกิจระดับชาติ จำนวน 13 ทีม เพื่อการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ในวงกว้าง
·    - ทีมป้องกันไซเบอร์ จำนวน 68 ทีม เพื่อปกป้องเครือข่ายของกระทรวงกลาโหมที่มีความสำคัญและให้ความเร่งด่วนต่อระบบต่อต้านภัยคุกคามต่างๆ
·   - ทีมภารกิจด้านการรบ จำนวน 27 ทีม ดำเนินการโจมตีทางไซเบอร์แบบส่วนร่วมสำหรับสนับสนุนแผนการปฏิบัติต่างๆ และการปฏิบัติในกรณีฉุกเฉินต่างๆ
·     - ทีมสนับสนุน 25 ทีม สำหรับการสนับสนุนการวิเคราะห์และการวางแผน

หน่วยบัญชาการไซเบอร์เกาหลีเหนือ
เจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในระบบอินเทอร์เน็ต ระบุว่า ภายในหน่วยข่าวกรองโสมแดง มีหน่วยพิเศษชื่อว่า ยูนิต 180” ซึ่งมีแนวโน้มว่า อยู่เบื้องหลังการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจหาญและประสบความสำเร็จหลายครั้ง[4]

หน่วยบัญชาการไซเบอร์เวียดนาม
เวียดนามตั้ง "ศูนย์บัญชาการไซเบอร์สเปซ" ปกป้องอธิปไตยชาติ เวียดนาม ประกาศจัดตั้ง กองบัญชาการปฏิบัติการไซเบอร์สเปซ เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อปกป้องคุ้มครองอธิปไตยของประเทศบนโลกอินเทอร์เน็ต ด้วยนายกรัฐมนตรีอ้างถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องต่อทะเลจีนใต้ และสถานการณ์ในภูมิภาคและโลกที่มีความซับซ้อน หน่วยสงครามไซเบอร์ของเวียดนามที่เพิ่งได้รับการเปิดเผยนี้ มีชื่อว่า กองกำลัง 47 (Force 47) ประกอบด้วย ทหารและพลเรือนที่เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ กว่า 10,000 คน ขณะนี้ได้เริ่มปฏิบัติงานแล้วในหลายภาคส่วน โดยภารกิจหลักคือ การเฝ้าจับตาการแสดงความคิดเห็นของประชาชนตามโซเชียลมีเดียต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่ผ่านมารัฐบาลไม่สามารถควบคุมการแสดงความคิดเห็นของประชาชนบนโซเชียลมีเดียได้มากนัก เพราะบริษัทที่ให้บริการสื่อโซเชียลมีเดียในเวียดนามมาจากหลายประเทศทั่วโลก และเวียดนามมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อการสอดส่องทั้งหมด[5]

หน่วยบัญชาการไซเบอร์อินโดนิเซีย
อินโดนีเซียจะสรรหาผู้พิทักษ์ไซเบอร์หลายร้อยคน[6] นายโจโค เซเตียดี หัวหน้าสำนักงานไซเบอร์และการเข้ารหัสแห่งชาติของอินโดนีเซีย ซึ่งเพิ่งสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง เมื่อต้นเดือน มกราคม พ.ศ. 2561 กล่าวว่า รัฐบาลจะพยายามอย่างที่สุดในการเพิ่มตำแหน่งต่าง ๆ ด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ด้วยบุคลากรที่ดีที่สุดที่มี เราต้องการทรัพยากรมนุษย์จำนวนมาก ดังนั้น เราจึงวางแผนที่จะสรรหาบุคลากรหลายร้อยคนในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งรวมถึงผู้จบการศึกษาจากสถาบันด้านเทคโนโลยีของเราและผู้ใดก็ตามที่มีความเชี่ยวชาญทางไซเบอร์และความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลที่เรากำลังมองหา

หน่วยบัญชาการไซเบอร์สิงคโปร์
กลาโหมสิงคโปร์ประกาศ "โครงการทหารเกณฑ์ไซเบอร์"[7]  ทำงานพร้อมเก็บหน่วยกิตปริญญา กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ (Ministry of Defence - MINDEF) ประกาศแผนการรับสมัครทหารเกณฑ์ประเภทใหม่ คือ ทหารไซเบอร์ โดยจะแบ่งเป็นสองระดับ คือ ทหารไซเบอร์ปกติ หรือ Cyber Operator ประจำหน่วย 2 ปี และทหารไซเบอร์ผู้เชี่ยวชาญ หรือ Cyber Specialist จะยืดระยะเวลาประจำการไปเป็น 3-4 ปี ช่วงสองปีแรก ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินเดือนเหมือนทหารเกณฑ์ตามปกติ แต่ผู้ที่เลือกจะร่วมโครงการ Cyber Specialist จะได้รับสิทธิพิเศษ คือ มีช่วงเวลาสำหรับลงเรียนวิชาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เพิ่มเติม และเป็นการเก็บหน่วยกิตสำหรับปริญญาตรีด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไปด้วย นอกจากนี้ช่วงเวลาประจำการที่เกิน 2 ปีแรกจะได้รับ "เงินเดือนเต็ม" และโอกาสในการเลื่อนยศไปจนถึงจ่าสิบตรี (first sergeant) ทหารไซเบอร์ปกติ (Cyber Operator) จะทำหน้าที่พื้นฐาน เช่น การมอนิเตอร์ระบบ และการวิเคราะห์พื้นฐาน ขณะที่ทหารไซเบอร์ผู้เชี่ยวชาญ (Cyber Specialist) จะทำงานระดับสูง เช่น การทดสอบเจาะระบบ, การวิเคราะห์มัลแวร์, และการตรวจหลักฐานไซเบอร์ คาดว่าทางกองทัพจะรับ Cyber Operator ประมาณ 60 คน ส่วน Cyber Specialist จะรับ 50-70 คน ก่อนจะขยายไปจนถึง 80-90 คน ในปีต่อๆ ไป
( มีต่อ ตอนที่ 3 )
Cyber Security ภัยคุกคาม และความร่วมมือในอาเซียน ตอนที่ 3 )  http://rittee1834.blogspot.com/2018/03/cyber-security-3.html
Cyber Security ภัยคุกคาม และความร่วมมือในอาเซียน ตอนที่ 1 ) http://rittee1834.blogspot.com/2018/03/cyber-security-1-cybersecurity.html

-----------------------------------------------
อ้างอิง :

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

Cyber Security ภัยคุกคาม และความร่วมมือในอาเซียน ( ตอนที่ 1 )

Cyber Security ภัยคุกคาม และความร่วมมือในอาเซียน ( ตอนที่ 1 )
พลโท ฤทธี  อินทราวุธ
ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงกลาโหม
หัวหน้าคณะทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กิจการอวกาศ และไซเบอร์

การประชุมเชิงสัมมนาวิชาการศูนย์อาเซียนศึกษา สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เรื่อง Cyber Security ภัยคุกคาม และความร่วมมือในอาเซียน ที่ โรงแรม รอยัล ฮิลส์ กอล์ฟ รีสอร์ต แอนด์ สปา จ.นครนายก เมื่อ 7
มีนาคม 2561 โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมสัมมนาจากหน่วยงานความมั่นคง ส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน สถาบันการศึกษา สรุปประเด็นสาระสำคัญในการปฐกถา มีดังนี้

ภัยคุกคามทางไซเบอร์
ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ( Cyber Threats ) ถือเป็นภัยคุกคามที่มีความสำคัญต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ตลอดจนความมั่นคงของประเทศ การโจมตีทางไซเบอร์มีหลายรูปแบบ ที่สำคัญเช่น การเจาะระบบ (Hacking), การสอดแนมข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดย Spyware การดักรับข้อมูลคอมพิวเตอร์ (Sniffing), การโจมตีโดยชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ (Malicious Software : Malware) และการโจมตีจนระบบล่ม (Denial of Service Attack : DDOS Attack) เป็นต้น[1]
เจ้าหน้าที่ระดับสูงสหประชาชาติระบุ " สงครามโลกครั้งที่ 3 " อาจจะเกิดบนโลกไซเบอร์ และจะสร้างความพินาศให้มนุษยชาติไม่แพ้สงครามโลก 2 ครั้งที่ผ่านมา โดย ดร.ฮามาดูน ตูเร เลขาธิการสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ(ไอทียู )หนึ่งในองค์กรชำนาญพิเศษของสหประชาชาติ เปิดเผยระหว่างเปิดงานโทรคมนาคมโลกปี 2009 ที่ เจนีวา ใน สวิตเซอร์แลนด์ เตือนว่าสงครามโลกครั้งต่อไปอาจเกิดบนโลกไซเบอร์ และหากเกิดขึ้นจริงก็จะถือเป็นหายนะครั้งใหญ่ของมนุษยชาติไม่แพ้สงครามโลก 2 ครั้งที่ผ่านมา[2]

เหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ที่สำคัญของโลก
ปี 2010 สตักซ์เน็ต (  Stuxnet )  คือ หนอนไวรัส ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้มุ่งทำลายล้างระบบของ โรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ประเทศอิหร่าน[3]
ปี 2013 ปฏิบัติการตุลาแดง (Red October) [4] เป็นปฏิบัติการเครือข่ายจารกรรมไซเบอร์ขั้นสูง เป็นการจารกรรมไซเบอร์ที่ซุ่มโจมตีสถานทูต หน่วยงานรัฐบาล และองค์กรวิจัยวิทยาศาสตร์ทั่วโลก เพื่อรวบรวมข้อมูลลับทางการเมือง ข้อมูลเข้าเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และข้อมูลส่วนบุคคลจากอุปกรณ์พกพา  และสหรัฐเคยถูกแฮกเกอร์จีนเจาะข้อมูลลับทางทหารหลายสิบโครงการ รวมทั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ และเทคโนโลยีชั้นสูงทางทหารอื่นๆ[5]
ปี 2015 กลุ่ม Hacker ชื่อ GhostShell ได้เผยแพร่ข้อมูลที่ได้จากการเจาะระบบเว็บไซต์มหาวิทยาลัย และเว็บไซต์บริษัทเอกชนกว่า 500 เว็บทั่วโลก การเจาะระบบครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการโจมตีระบบของหน่วยงานของรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยทั่วโลก[6]
ปี 2016 Hacker กลุ่มหนอนทะเลทราย ได้ใช้ มัลแวร์พลังงานดำ ( Black Power ) เข้าโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในยูเครน รวมถึงแฮกเข้าระบบของบริษัทพลังงาน 3 แห่งในยูเครน เป็นเหตุให้เกิดภาวะไฟดับด้วยการแฮกเป็นครั้งแรก[7]
ปี 2017 ระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทและองค์กรสำคัญใน 99 ประเทศทั่วโลก ถูกมัลแวร์ชื่อ WannaCry เข้าปิดล็อกระบบและเรียกร้องค่าไถ่เป็นเงินบิตคอยน์มูลค่า 300 ดอลลาร์สหรัฐฯ(ราว 10,400 บาท ) แลกกับการปลดล็อกให้[8]

7 ภัยคุกคามไซเบอร์ที่น่ากลัวที่สุดในโลก[9] จัดอันดับโดย SANS Institute สถาบันที่ใหญ่ที่สุดและได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในด้านการฝึกอบรมการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์( SysAdmin, Audit, Network and Security Institute )

1. มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware)

2. การโจมตีบน Internet of Things  (IoT)  (ช่องโหว่จำนวนมากที่แฮ็คเกอร์สามารถโจมตีอุปกรณ์ IoT)

3. Ransomware บนอุปกรณ์ IoT (มัลแวร์ Mirai ที่ถูกออกแบบมาเพื่อโจมตีอุปกรณ์ IoT โดยเฉพาะ)

4. การโจมตีอุปกรณ์ระบบควบคุมของโรงงาน

5. ระบบสุ่มตัวเลขเปราะบางเกินไป

6. เชื่อมั่นใน Web Services มากเกินไป

7. ภัยคุกคามบนฐานข้อมูล NoSQL


5 ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่สำคัญ ในปี 2561
1.มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) การโจมตีของ วันนาคราย (WannaCry)  เพตย่า (Petya) ซึ่งแพร่กระจายในเครือข่ายอย่างรวดเร็ว ตามด้วยสแปม Locky และ FakeGlobe จากนั้นก็เป็นแบดแรบบิต (Bad Rabbit)  ซึ่งเปิดฉากการโจมตีประเทศในยุโรปตะวันออก และประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย
2. DDoS Attack การโจมตีที่ใช้เทคนิค ของดีนายล์ ออฟ เซอร์วิส ในแบบกระจาย (Distributed Denial of Service)  หรือ ดีดอส (DDoS) จำนวนมากโดย Mirai และ Persirai ซึ่งเข้าไปควบคุมอุปกรณ์ IoT เช่น เครื่องบันทึกวิดีโอแบบดิจิทัล (DVR) กล้อง IP และเราเตอร์ อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกันเหล่านี้มีช่องโหว่และสร้างความเสียหายได้อย่างไรบ้าง เมื่อเร็วๆ นี้ มีการค้นพบบ็อทเน็ตบน IoT ชื่อ Reaper ซึ่งอาศัยโค้ดของ Mirai ซึ่งนิยมใช้เพื่อเจาะเว็บของอุปกรณ์ 
3. การโจมตีบน Internet of Things  (IoT)  เปลี่ยนจากโจมตีบนคอมพิวเตอร์ มาโจมตีผ่านมือถือที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันภัยน้อยกว่า ซึ่งคาดว่าจะทำให้คนร้ายแสวงหากำไรได้มากขึ้นและสร้างความเสียหายได้มากกว่ามัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) หรืออุปกรณ์ IoT จะถูกยึดครองและใช้เป็นฐานในการโจมตี DDoS 
4. การแฮก ( Hacking ) การแฮกข้อมูล และอุปกรณ์ โดยเฉพาะอุปกรณ์สวมใส่และอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์บันทึกชีวมาตร เช่น เครื่องติดตามการเต้นของหัวใจและสายรัดบันทึกการออกกำลังกาย อาจถูกดักจับข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้ แม้แต่อุปกรณ์ช่วยชีวิตอย่างเครื่องกระตุ้นหัวใจก็ยังพบว่ามีช่องโหว่ที่อาจถูกใช้เพื่อทำร้ายถึงชีวิต สิ่งที่ผู้ใช้เทคโนโลยีและผู้ออกกฎระเบียบควรรับทราบในปัจจุบันก็คือ อุปกรณ์ IoT ทั้งหลายไม่ได้มีสร้างมาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัย เรื่องความปลอดภัยที่แข็งแกร่งยิ่งไม่ต้องพูดถึง อุปกรณ์เหล่านี้เปิดช่องให้ถูกโจมตี
5 การเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning ที่ผ่านมาพบว่าซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่ ชื่อ CERBER ใช้ Loader (โปรแกรมบรรจุข้อมูลเข้าไปในคอมพิวเตอร์ที่โซลูชั่นแมชีนเลิร์นนิ่งเองก็ตรวจจับไม่ได้ เพราะมัลแวร์เหล่านี้ได้รับการบรรจุในโหลดเดอร์ให้ดูไม่มีพิษภัย สิ่งนี้เป็นปัญหาอย่างยิ่งสำหรับซอฟต์แวร์ที่ใช้แมชีนเลิร์นนิ่งชนิดทำงานอัตโนมัติ (ที่จะวิเคราะห์ไฟล์โดยไม่ได้เรียกใช้งานหรือจำลองการทำงานอย่างที่เกิดขึ้นกับซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่ชื่อ UIWIX (ซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่ แบบเดียวกับ “WannaCry”) ที่ไม่มีไฟล์แมชีนเลิร์นนิ่งชนิดทำงานอัตโนมัติใดตรวจจับหรือป้องกันได้เลย
(มีต่อ ตอนที่ 2 และ 3)
Cyber Security ภัยคุกคาม และความร่วมมือในอาเซียน ตอนที่ 2 ) http://rittee1834.blogspot.com/2018/03/cyber-security-2.html
Cyber Security ภัยคุกคาม และความร่วมมือในอาเซียน ตอนที่ 3 )  http://rittee1834.blogspot.com/2018/03/cyber-security-3.html
-----------------------------------------------
อ้างอิง :

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561

กำลังพลสำรองไซเบอร์ กับ ทหารเกณฑ์ไซเบอร์

กำลังพลสำรองไซเบอร์ กับ ทหารเกณฑ์ไซเบอร์
(  Cyber Reserve vs. Cyber Draftee )
โดย พลโท ฤทธี  อินทราวุธ
ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงกลาโหม/
หัวหน้าคณะทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กิจการอวกาศ  และไซเบอร์
-----------------------------------------
แนวความคิดในการพัฒนาเสริมสร้างกำลังทางทหารให้มีขีดความสามารถด้านไซเบอร์ ของกองทัพประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่มีความตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์
หลายประเทศให้ความสำคัญกับการพัฒนาหรือจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย บางประเทศให้ความสำคัญด้านการจัดตั้งองค์กร บางประเทศให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรที่มีอยู่ในกองทัพ บางประเทศหันมารับสมัครจากบุคคลพลเรือน หรือกำลังพลสำรองเพื่อเข้ามาเป็นทหารไซเบอร์ หรือรับสมัครทหารเกณฑ์ไซเบอร์ แบบตรงๆ เลยที่เดียว
ประเทศที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการโจมตีทางไซเบอร์ มักเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าและมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาก่อน และพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ยิ่งๆ ขึ้นไป จึงทำให้มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งเพื่อความมุ่งหมายเชิงธุรกิจและเชิงการทหาร ส่วนประเทศที่ให้ความสำคัญกับเสริมสร้างขีดความสามารถด้านไซเบอร์ ด้วยการจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย มักเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา หรือประเทศด้อยพัฒนา แต่มีความจำเป็นในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านไซเบอร์ จึงมีความจำเป็นในการต้องลงทุนใช้จ่ายงบประมาณในด้านนี้
ประเทศที่ให้ความสำคัญด้านการจัดตั้งองค์กรหรือหน่วยงานด้านไซเบอร์ทางการทหาร มักเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและการค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และบทบาททางการทหารที่มีความตระหนักถึงความสำคัญ และความจำเป็นในการปฏิบัติการทางทหารในโลกไซเบอร์หรือไซเบอร์โดเมน จึงมีความจำเป็นในการจัดตั้งองค์กรหรือหน่วยงานด้านไซเบอร์ทางการทหาร เป็นการเฉพาะ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์โดยตรง แม้บางประเทศการจัดตั้งองค์กรหรือหน่วยงานด้านไซเบอร์ทางการทหาร อาจจะยังไม่มีขีดความสามารถและประสิทธิภาพที่เพียงพอต่อการรับมือกัยภัยคุกคามด้านไซเบอร์ได้เท่าที่ควร แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเสริมสร้างเพื่อการรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์
ประเทศที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรที่มีอยู่ในกองทัพ  ให้มีขีดความสามารถด้านไซเบอร์ ถือเป็นความท้าทายด้านการพัฒนาบุคลากรของกองทัพ ด้วยปัจจัยที่เป็นปัญหาและอุปสรรคอันสำคัญเนื่องมาจากพื้นฐานความรู้ ความชำนาญ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ จึงต้องมีการลงทุนงบประมาณด้านการพัฒนาบุคลากรค่อนข้างสูง เพราะค่าใช้จ่ายในการศึกษาอบรมวิทยาการด้านนี้ค่อนข้างแพง เพื่อนำความรู้ ความชำนาญ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ ไปใช้ในองค์กรภาคธุรกิจเอกชนเป็นหลัก ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงปลอดภัย ความต่อเนื่อง และความเชื่อมั่นในทางธุรกิจ นอกจากกองทัพจะต้องยอมลงทุนด้วยงบประมาณสูงในด้านนี้แล้ว ยังจะมีความเสี่ยงต่อปัญหาสมองไหลไปสู่ภาคธุรกิจเอกชน ที่มีสิ่งตอบแทนและแรงจูงใจที่ดีกว่ากองทัพ
ประเทศที่กำลังหันมารับสมัครจากบุคคลพลเรือน หรือกำลังพลสำรอง หรือรับสมัครทหารเกณฑ์ไซเบอร์โดยตรง เพื่อเข้ามาเป็นทหารไซเบอร์ เป็นแนวความคิดใหม่ ซึ่งประเทศไทย ได้มีแนวความคิดในการนำขีดความสามารถทางไซเบอร์พลเรือนมาใช้งานในกองทัพ โดยกำหนดไว้ใน ยุทธศาสตร์ไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม[1] ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม และล่าสุดในการประชุมสภากลาโหม[2] ครั้งที่ 1 / 2561 ได้มีแนวความคิดในการนำ ผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์พลเรือนและกำลังพลสำรอง มาเสริมสร้างขีดความสามารถด้านไซเบอร์ให้กับกองทัพ เพื่อสอดรับนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในการตั้งเป้าสร้างนักรบไซเบอร์ จำนวน 1,000 คน เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยไซเบอร์ ในปี 2561[3] ส่วนกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์พึ่งได้ประกาศ โครงการทหารเกณฑ์ไซเบอร์ ในปี 2561 โดยทำงานรับราชการไปด้วย พร้อมเก็บหน่วยกิตปริญญาตรี
กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ (Ministry of Defence - MINDEF) ประกาศแผนการรับสมัครทหารเกณฑ์ประเภทใหม่ คือ ทหารไซเบอร์[4] โดยจะแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ทหารไซเบอร์พื้นฐาน หรือ Cyber Operator ประจำการในหน่วย 2 ปี และทหารไซเบอร์ผู้เชี่ยวชาญ หรือ Cyber Specialist ซึ่งจะยืดระยะเวลาประจำการออกไปเป็น 3 - 4 ปี โดยช่วง 2 ปีแรก ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินเดือนเหมือนทหารเกณฑ์ตามปกติ แต่ผู้ที่เลือกจะร่วมโครงการ Cyber Specialist จะได้รับสิทธิพิเศษ คือ มีช่วงเวลาสำหรับลงเรียนวิชาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เพิ่มเติม และเป็นการเก็บหน่วยกิตสำหรับปริญญาตรี ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไปด้วย นอกจากนี้ช่วงเวลาประจำการที่เกิน 2 ปีแรกจะได้รับเงินเดือนเต็ม และมีโอกาสในการเลื่อนยศไปจนถึง จ่าสิบตรี (First Sergeant)
ทหารไซเบอร์พื้นฐาน (Cyber Operator) จะทำหน้าที่ด้านไซเบอร์ในระดับพื้นฐาน เช่น การเฝ้าระวังระบบ (Tier-1) และการวิเคราะห์พื้นฐาน (Tier-2)  ขณะที่ทหารไซเบอร์ผู้เชี่ยวชาญ (Cyber Specialist) จะทำงานระดับสูง ในระดับ Tier-3 ขึ้นไป เช่น การทดสอบเจาะระบบ, การวิเคราะห์มัลแวร์ และการตรวจหลักฐานไซเบอร์ เป็นต้น โดยคาดว่าทางกองทัพสิงคโปร์จะเปิดรับสมัครทหารไซเบอร์พื้นฐาน (Cyber Operator) ประมาณ 60 คน ส่วนทหารไซเบอร์ผู้เชี่ยวชาญ (Cyber Specialist) จะรับ 50-70 คน ก่อนจะขยายไปจนถึง 80 - 90 คน ในปีต่อๆ ไป
แนวความคิดในการพัฒนาเสริมสร้างกำลังทางทหารให้มีขีดความสามารถด้านไซเบอร์ ด้วยการรับสมัครจากบุคคลพลเรือนหรือกำลังพลสำรอง หรือการรับสมัครทหารเกณฑ์ไซเบอร์โดยตรง เพื่อเข้ามาเป็นทหารไซเบอร์ เป็นแนวความคิดที่น่าสนใจ เพราะเป็นแนวทางการพัฒนาเสริมสร้างกำลังพลของกองทัพด้านไซเบอร์ที่มีความต่อเนื่องและยั่งยืน มีตัวเลือกที่มากขึ้น และมีความหลากหลาย มากกว่าการพัฒนาบุคลากรที่มีอยู่ในกองทัพที่มีอยู่เดิมซึ่งคุณวุฒิความรู้ความสามารถด้านไซเบอร์อย่างจำกัด  จึงต้องมีการลงทุนค่าใช้จ่ายงบประมาณด้านการพัฒนาบุคลากรค่อนข้างสูง  และกำลังพลมีความจำเป็นต้องหมุนเวียนตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้นเพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเอง ทำให้การปฏิบัติงานไม่ต่อเนื่อง ดังนั้นการรับสมัครจากบุคคลพลเรือน หรือกำลังพลสำรอง ที่มีคุณวุฒิด้านไซเบอร์ เข้ามาเป็น ข้าราชการพลเรือนกลาโหม พนักงานราชการที่มีศักยภาพสูง และปฏิบัติหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว ของไทย รวมถึงการรับสมัครทหารเกณฑ์ไซเบอร์โดยตรง ของสิงคโปร์ จึงมีความเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการว่าใครจะประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมเร็วกว่ากัน
-------------------------------------------
อ้างอิง :

วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

สรรพกำลังด้านไซเบอร์ (Cyber Mobilization)

สรรพกำลังด้านไซเบอร์
(  Cyber Mobilization )
โดย พลโท ฤทธี  อินทราวุธ
ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงกลาโหม/
หัวหน้าคณะทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กิจการอวกาศ  และไซเบอร์
-----------------------------------------
ศักราชใหม่ 2018 ปีนี้ ช่วงเดือน มกราคม 2561 ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวในวงการไซเบอร์ที่สำคัญ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะการจัดตั้งองค์กรหน่วยงานด้านไซเบอร์ การรับสมัครบุคลากรด้านไซเบอร์ และการมอบนโยบายสั่งการด้านไซเบอร์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้นับเป็นสิ่งบอกเหตุที่แสดงถึงความ
สำคัญ ในการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ของหน่วยงานความมั่นคงของประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย ภายหลัง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยรัฐบาลได้ตั้งเป้าผลิต “นักรบไซเบอร์” จำนวน 1,000 คน ในปี 2561 เพื่อ เฝ้าระวัง รักษาความปลอดภัย แก้ปัญหาหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในโลกไซเบอร์ทั้งหมด[1]
สำหรับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเซีย ที่มีข่าวสารความเคลื่อนไหวด้านไซเบอร์ โดยเฉพาะการจัดตั้ง หน่วยงานด้านไซเบอร์ ที่สำคัญ อาทิ เช่น
อินโดนีเซีย โดย นายโจโค เซเตียดี หัวหน้าสำนักงานไซเบอร์และการเข้ารหัสแห่งชาติ ของอินโดนีเซีย ซึ่งเพิ่งสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง เมื่อต้นเดือน มกราคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา ได้สรรหาผู้พิทักษ์ไซเบอร์หลายร้อยคน โดยกล่าวว่า รัฐบาลจะพยายามอย่างที่สุดในการเพิ่มตำแหน่งต่าง ๆ ด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ด้วยบุคลากรที่ดีที่สุดที่มีอยู่ โดยต้องการทรัพยากรมนุษย์จำนวนมาก จึงวางแผนที่จะสรรหาบุคลากรหลายร้อยคนในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งรวมถึงผู้จบการศึกษาจากสถาบันด้านเทคโนโลยีภายในประเทศ และผู้ใดก็ตามที่มีความเชี่ยวชาญทางไซเบอร์และความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลที่กำลังมองหา และนายเซเตียดีฯ ได้กล่าวต่อว่า ความรับผิดชอบของ “สำนักงานไซเบอร์และการเข้ารหัสแห่งชาติของอินโดนีเซีย” คือ ให้การป้องกันในโลกไซเบอร์แก่องค์กรรัฐบาลต่าง ๆ แม้แต่ บริษัทเอกชน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือให้แก่ สาธารณชน[2]  
เวียดนาม ประกาศจัดตั้ง “กองบัญชาการปฏิบัติการไซเบอร์สเปซ” เมื่อเดือน มกราคม ที่ผ่านมา เพื่อปกป้องคุ้มครองอธิปไตยของประเทศบนโลกอินเทอร์เน็ต ด้วยนายกรัฐมนตรีอ้างถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องต่อทะเลจีนใต้ และสถานการณ์ในภูมิภาคและโลกที่มีความซับซ้อน หน่วยสงครามไซเบอร์ของเวียดนามที่เพิ่งได้รับการเปิดเผยนี้ มีชื่อว่า กองกำลัง-47 ( Force-47 ) ประกอบด้วย ทหารและพลเรือนที่เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ กว่า 10,000 คน ขณะนี้ได้เริ่มปฏิบัติงานแล้วในหลายภาคส่วน โดยภารกิจหลักคือ การเฝ้าจับตาการแสดงความคิดเห็นของประชาชนตามโซเชียลมีเดียต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่ผ่านมารัฐบาลไม่สามารถควบคุมการแสดงความคิดเห็นของประชาชนบนโซเชียลมีเดียได้มากนัก เพราะบริษัทที่ให้บริการสื่อโซเชียลมีเดียในเวียดนามมาจากหลายประเทศทั่วโลก และเวียดนามมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อการสอดส่องทั้งหมด[3]  
สำหรับประเทศไทย มีความเคลื่อนไหวด้านไซเบอร์ที่สำคัญ คือ การรับสมัครบุคลากรด้านไซเบอร์ ของ ศูนย์ไซเบอร์ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ที่เปิดรับสมัครพลเรือนรับราชการ 2 ตำแหน่ง ได้แก่ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านการตรวจประเมินมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (security audit) และ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านเทคนิค โดยได้รับอัตราเงินเดือนสำหรับ ปริญญาตรี 15,000 บาท, ปริญญาโท 17,550 บาท และปริญญาเอก 21,140 บาท[4]  
และจากผลการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 1/2561 เมื่อ 31 มกราคม 2561
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานสภากลาโหม ได้สั่งการให้ กระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ หาแนวทางะละกลไก เพื่อรองรับ “Our Eyes Initiative” ความร่วมมือต่อต้านก่อการร้ายของ 6 ชาติอาเซียน  พร้อมตั้ง “ศูนย์บัญชาการไซเบอร์กลาโหม” รองรับภัยคุกคามทั้งเชิงรุกและเชิงรับ
โดยได้สั่งการให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพ บูรณาการความร่วมมือกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในประเทศ และกระทรวงกลาโหมมิตรประเทศ พัฒนาและเสริมขีดความสามารถด้านไซเบอร์ ทั้งเชิงรุก และเชิงรับ ในภาพรวมของกระทรวงกลาโหม โดยเน้นการผนึกกำลังด้านไซเบอร์ จากกำลังพลสำรอง และความร่วมมือเป็นสำคัญ[5]  
ด้าน พลเอก เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้มอบนโยบายในการประชุมหน่วยขึ้นตรงสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ครั้งที่ 1//2561 ให้หน่วยที่เกี่ยวข้องดำเนินการด้านไซเบอร์และกิจการอวกาศของกระทรวงกลาโหม ให้มีขีดความสามารถรองรับภัยคุกคามทุกมิติ ทั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ คณะทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กิจการอวกาศ และไซเบอร์ ได้เร่งกลไกการขับเคลื่อนการผนึกกำลังเพื่อนำไปสู่ การระดมสรรพกำลังด้านไซเบอร์ ตาม ยุทธศาสตร์ไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศ ของ กระทรวงกลาโหม ที่มีแนวความคิดในการนำขีดความสามารถผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์พลเรือน มารองรับภัยคุกคามไซเบอร์ในระดับชาติ โดยเปิดตัว Facebook “สรรพกำลังด้านไซเบอร์”  ขึ้น เพื่อการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร ต่างๆใน URL : https://www.facebook.com/groups/1968092893453090/
“สรรพกำลังด้านไซเบอร์” เป็น การระดมสรรพกำลัง กำลังสำรอง กำลังพลสำรอง และบุคคลพลเรือนชาย-หญิง ที่มีความรู้, ความสามารถ, ความเชี่ยวชาญ, มีประสบการณ์, ปฏิบัติงาน หรือ ผู้ที่มีความสนใจ งานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, งานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์, การปฏิบัติการทางไซเบอร์ และการปฏิบัติการข่าวสาร เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ และการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ บทความ ข้อมูลข่าวสาร แจ้งเตือนภัย ตลอดจนการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง[6]
สำหรับแนวความคิดของ “สรรพกำลังด้านไซเบอร์" เป็นการแก้ไขปัญหาความขาดแคลนบุคลากรด้านไซเบอร์ของหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งประสบปัญหาข้อจำกัดด้านระเบียบและกฎเกณฑ์เรื่องค่าจ้าง ค่าตอบแทนในระบบราชการ ที่ต่ำกว่าภาคเอกชนพลเรือน ทำให้ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถในด้านไซเบอร์หันมาสนใจบรรจุในระบบราชการ รวมถึงปัญหาความสูญเปล่าในการผลิต และการบรรจุใช้งานของกำลังสำรอง ที่ไม่ตรงกับคุณวุฒิความรู้ความสามารถ เช่น นักศึกษาวิชาทหารหญิง ปี 5 ที่ศึกษาสาขาวิชาการที่เกี่ยวข้องกับงานด้านไซเบอร์ เมื่อติดยศ ว่าที่ ร้อยตรี แล้วไม่มีแผนการนำไปใช้งานในระบบกำลังสำรอง หรือ นักศึกษาวิชาทหารชาย-หญิง ปี 4 – ปี 5 ที่กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยในสาขาวิชาการที่เกี่ยวข้องกับงานด้านไซเบอร์ ควรจะได้ไปฝึกอบรมวิชาทหารในหน่วยสายงานเทคนิคที่เกี่ยวข้องแทนการฝึกอบรมวิชาทหารแบบทั่วไป หรือผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ในสาขาวิชาการที่เกี่ยวข้องกับงานด้านไซเบอร์ แต่จับสลากเกณฑ์ทหารได้ใบดำ บรรจุเป็นกองหนุนในตำแหน่ง พลทหาร หรือ นายทหารชั้นประทวน ที่บรรจุในหน่วยกำลังรบ หน่วยสนับสนุนการรบ หน่วยสนับสนุนการช่วยรบ ตามแผนป้องกันประเทศ
การดำเนินการของ “สรรพกำลังด้านไซเบอร์" แบ่งการดำเนินการออกเป็นด้านต่างๆ เช่น ด้านการจัดทำเพจประชาสัมพันธ์และช่องทางการติดต่อสื่อสาร, ด้านการสำรวจข้อมูลสรรพกำลังด้านไซเบอร์ จากฐานข้อมูลกำลังสำรอง ข้อมูลการระดมสรรพกำลัง และข้อมูลผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์พลเรือน, ด้านการจัดทำเนียบบัญชีข้อมูลสรรพกำลังด้านไซเบอร์พร้อมใช้งาน ( On Call List ), ด้านการจัดทำโครงสร้าง “ศูนย์บัญชาการไซเบอร์กลาโหม” เพื่อรองรับผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์พลเรือน ปฏิบัติงานในส่วนของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น สาธารณูปโภค สื่อสาร คมนาคม ขนส่ง พลังงาน สาธารณะสุข ฯลฯ, ด้านการพัฒนาองค์ความรู้ของสรรพกำลังด้านไซเบอร์ในระดับพื้นฐานและบุคลากรในระดับผู้เชี่ยวชาญ, ด้านการพิจารณาปรับปรุงข้อกฎหมาย และกฏกระทรวงต่างๆ ทั้งระเบียบการบรรจุ เกณฑ์การเลื่อนยศนายทหารสัญญาบัตรกองหนุน และค่าตอบแทน เพื่อสร้างมาตรการจูงใจในการรองรับผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์พลเรือน, การพิจารณาปรับปรุงแผนการฝึกศึกษาวิชาทหาร การฝึกระดมสรรพกำลัง  การฝึกกำลังพลสำรอง  การฝึกซ้อมสถานการณ์ฉุกเฉิน และการฝึกตามแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ รวมถึงด้านการแสวงหาความร่วมมือในระดับประเทศและระดับนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศกลุ่มสมาชิกอาเซียน เป็นต้น
-------------------------------------------
อ้างอิง :