วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เจอทีมหมูป่าแล้ว ต้องรีบพาออกมา

จากคลิ้บล่าสุดเมื่อเช้านี้ที่หมอภาคย์ ดำน้ำเข้าไปทำการปฐมพยาบาลน้องๆ ทีมหมูปาอะคาเดมี่ ณ เนินนมสาว ภายในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน โดยต้องใช้เวลาในการเดินทางจากโถง 3 ตั้งแต่ตี 5 ใช้ระยะเวลาถึง 6 ชม.จึงจะถึงเนินนมสาว ซึ่งเป็นระยะทางดำน้ำที่ไกลมาก ต้องเปลี่ยนถังอากาศอ๊อกซิเยนระหว่างทางใต้น้ำเป็นระยะๆ โดยเด็กๆ ทุกคนปลอดภัยและมีขวัญกำลังใจดีมาก อยากจะออกมาจากถ้ำโดยเร็ว ชุดที่สวมใส่ยังเป็นชุดกีฬาเดิมที่ใส่มาแล้วกว่า 10 วันยังไม่ได้เปลี่ยนชุด มีเพียงผ้าห่มฟอลย์เพื่อสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย มีน้ำ มีอาหารเหลว ( power gel ) เพื่อพักพื้นร่างกาย มีชุดหน่วยซีล คอยเฝ้าดูแลอยู่เป็นเพื่อนอย่างใกล้ชิด

การดำน้ำที่มีระยะทางไกลและใช้เวลานานมาก จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ Deep sea scooter แทนการดำแบบใช้อุปกรณ์ตีนกบ เพื่อช่วยให้การเคลื่อนที่เร็วขึ้น ลดการใช้พละกำลังลง และใช้ระยะเวลาน้อยลง รวมถึงการใช้ชุดดำน้ำเฉพาะ ที่มีความเหนียวทนทานป้องกันการบาดเจ็บจากหินบาดหรือการกระแทกหินใต้น้ำ ชุดกระชับร่างกายให้มีความคล่องตัว ตลอดจนการเจาะสะกัดโขดหินใต้น้ำเพื่อเปิดช่องทางดำน้ำที่แคบๆ บางช่วงให้เป็นโพรงกว้างใหญ่ขึ้น เพื่อให้สามารถน้ำน้องๆ ทั้ง 13 ชีวิตออกมาจากถ้ำได้สะดวกง่ายขึ้น ปลอดภัย และรวดเร็วขึ้น

เซฟวิ่ง หมูป่า อะคาเดมี่ vs. เซฟวิ่ง ไพรเวท ไรอัน

เซฟวิ่ง หมูป่า อะคาเดมี่ ( Saving Moo Pa Academy ) 
vs. 
เซฟวิ่ง ไพรเวท ไรอัน ( Saving Private Ryan )

การปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือทีมฟุตบอลเยาวชน หมูป่า อะคาเดมี่ จำนวน 13 คน ที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย เกือบ 10 วันแล้ว ทำให้นึกถึงภาพยนต์เรื่อง เซฟวิ่ง ไพรเวท ไรอัน ( Saving Private Ryan ) โดย พลทหาร เจมส์ ไรอัน ที่ตกอยู่ในแนวข้าศึกโดยไม่ทราบชะตากรรม มารดาผู้สูญเสียลูกชายในการรบไปแล้วถึง 2 คน จึงได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งได้ตัดสินใจให้พาพลทหารไรอันกลับบ้านมาอย่างปลอดภัย

ภารกิจนำพลทหารไรอันกลับบ้านจึงตกแก่กองกำลังของร้อยเอกมิลเลอร์ โดยที่บางคนไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องเสี่ยงชีวิตคนส่วนใหญ่เพื่อชีวิตคน ๆ เดียวด้วย โดยที่ระหว่างทางพวกเขาต้องประสบกับความสูญเสียเป็นอย่างมาก ซึ่งในท้ายที่สุด หลายคนได้เสียชีวิตรวมทั้งร้อยเอกมิลเลอร์ด้วย

ภาพยนต์เรื่องนี้ สะท้อนถึงการปฏิบัติภารกิจของทหารเพื่อให้บรรลุภารกิจเหนือสิ่งอื่นใด เช่นเดียวกับภารกิจการค้นหาและช่วยเหลือทีมฟุตบอลเยาวชน หมูป่า อะคาเดมี่ จำนวน 13 คน ซึ่งมีเด็กเล็กอายุเพียง 11 ปี อดอาหารติดอยู่ในถ้ำนานเกือบ 10 วัน และจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถเข้าไปถึงพัทยาบีช จุดที่คาดว่าเด็กติดอยู่

ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบภารกิจของทั้งสองเริ่อง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน คือ "การดำรงความมุ่งหมาย" ในการเข้าไปให้ถึงจุดที่ตัวคนเป้าหมายอยู่ให้ได้โดยเร็วที่สุดเป็นลำดับเร่งด่วนแรก และทำการ "ค้นหาช่วยเหลือ" เพื่อนำตัวคนออกมาในพื้นที่ปลอดภัยเป็นลำดับต่อไป
ที่สำคัญ " #13ชีวิตต้องรอด "

แหล่งข้อมูล https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=413133319186859&id=100014705822669

โทรศัพท์สนาม แม้ว่าจะโบราณล้าสมัย แต่จำเป็น !

โทรศัพท์สนาม แม้ว่าจะโบราณล้าสมัย แต่จำเป็น !

โทรศัพท์สนาม เป็นอุปกรณ์สื่อสารทางสาย ที่ใช้ในทางทหาร ถึงแม้ว่าจะโบราณล้าสมัยในยุคนี้ แต่ก็มีความเหมาะสมที่จะนำมาใช่ในปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือทีมฟุตบอลเด็กเยาวชน หมูป่าอะคาเดมี่ ทั้ง 13 คน ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน มากว่า 9 วัน เพราะมีขนาดเล็ก สะดวกแก่การพกพาและวางสายติดตั้งในพื้นที่ การใช้งานง่าย วางสายใช้งานได้ระยะทางนับ 10 กม. เหมาะกับพื้นที่ในถ้ำที่อับสัญญาณการสื่อสาร จะทำให้การดำรงการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานในถ้ำที่ลึกที่สุด - ตำบลพักคอยระหว่างทาง - ศูนย์บัญชาการส่วนหน้าในถ้ำ - มาจนถึงศูนย์บัญชาการใหญ่ปากถ้ำ เพื่อให้การติดต่อสื่อสารสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพบเด็กๆ ที่ติดอยู่ในถ้ำ จะสามารถแจ้งข่าวสารและการร้องขอความช่วยเหลือต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เพราะทุกเวลานาทีมีค่ายิ่ง !

แหล่งข้อมูล https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=412804345886423&id=100014705822669

ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือทีมนักฟุตบอลเยาวชน "หมูป่า อะคาเดมี่" ทั้ง 13 ชีวิต

ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือทีมนักฟุตบอลเยาวชน "หมูป่า อะคาเดมี่" ทั้ง 13 ชีวิต


ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือทีมนักฟุตบอลเยาวชน "หมูป่า อะคาเดมี่" ทั้ง 13 ชีวิต ผ่านมาแล้ว 1 สัปดาห์ แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าไปถึงจุดที่คาดว่าเด็กๆจะที่ติดอยู่บริเวณห้องโถงชั้นในถ้ำลึกกว่า 10 กม. ที่จะต้องผ่านกระแสน้ำเชี่ยว ลึก ขุ่นข้น มืด และระยะทางยาว ภายในถ้ำเป็นช่วงๆ

พื้นที่ปฏิบัติการที่มีลักษณะยากลำบาก ทำให้การปฏิบัติงานของ จนท.ชุดปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือฯ สูญเสียพละกำลัง และเวลา จากการเคลื่อนที่ผ่านอุปสรรคที่มีระยะทางไกล

การนำเทคโนโลยีและเครื่องทุ่นแรงต่างๆ เช่น อุปกรณ์ช่วยการดำน้ำลึก (Deep Sea Scooter) , รอก ( Pulley) หรือ รอกทดแรง (Tensioner) เพื่อใช้ในการลำเลียง จนท. และถังอากาศออกซิเยนที่มีน้ำหนักมาก เข้าไปในพื้นที่ง่ายขึ้น จำนวนมากขึ้น และทุ่นแรง ทุ่นระยะเวลา

เนื่องจากพื้นที่ปฏิบัติการมีระยะทางไกลถึง 10 กม. จึงจำเป็นจะต้องมีการวางตำบลพักคอย หรือตำบลสนับสนุนระหว่างทางเป็นระยะๆ ซึ่งจะต้องมีเครื่องมืออุปกรณ์ต่างที่ใช้ปฏิบัติงานสำรองและเพิ่มเติมตลอดเวลา เช่น ถังอากาศออกซิเยน อุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์แสงสว่าง แบตเตอรี่สำรอง อาหาร น้ำดื่ม อุปกรณ์ช่วยชีวิต ยาเวชภัณฑ์ ต่างๆ เพื่อให้การปฏิบัติการมีความต่อเนื่องตลอดเวลา เช่นเดียวกับการปฏิบัติการทางทหาร หรือการปฏิบัติการรบแบบทหารราบ ที่จะต้องมีการหนุนเนื่อง มีความต่อเนื่องและความรวดเร็วแข่งกับเวลา เพราะเวลานาทีมีค่ามาก เด็กติดอยู่ในถ้ำอายุน้อยที่สุดเพียง 11 ปี ซึ่งต้องอดอาหารมากว่า 7 วัน !

แหล่งข้อมูล https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=411920899308101&id=100014705822669

การปฏิบัติการค้นหา ช่วยเหลือ กู้ภัย น้องๆ ทีมฟุตบอล ทั้ง 13 คน

การปฏิบัติการค้นหา ช่วยเหลือ กู้ภัย น้องๆ ทีมฟุตบอล ทั้ง 13 คน

คอยติดตามข่าวสารการปฏิบัติการค้นหา ช่วยเหลือ กู้ภัย น้องๆ ทีมฟุตบอล ทั้ง 13 คน ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย มาตั้งแต่วันแรกจนถึงขณะนี้ด้วยความห่วงใย และได้โพสต์แสดงความคิดเห็นในการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการค้นหา ผ่านสื่อต่างๆ เพื่อให้การค้นหา ช่วยเหลือ กู้ภัย น้องๆ ประสบผลสำเร็จโดยเร็ว

ความพยายามหลายฝ่ายทั้ง ทหาร ตำรวจ ภาครัฐ ภาคเอกชน ทึมอาสาสมัครกู้ภัยเอกชน ฯลฯ ที่กำลังหาวิธีการเข้าไปในถ้ำที่มืดสนิท มีแอ่งน้ำท่วมขังปิดกั้นทางเข้า-ออกถ้ำ พิ้นที่อับสัญญาณระบบการติดต่อสือสาร เพื่อค้นหา ช่วยเหลือ กู้ภัย น้องๆ ท่ามกลางปัญหาข้อจำกัดทั้ง จทน.ที่ไม่คุ้นเคยพื้นที่ ขาดเครื่องมือ อุปกรณ์พิเศษต่างๆ มีแต่ประสบการณ์และกำลังใจล้วนๆ

หากได้มีการเพิ่มเติมเครื่องมือ อุปกรณ์พิเศษต่างๆ เพื่อลดปัญหาข้อจำกัดด้านความมืดสนิท แอ่งน้ำท่วมขังปิดกั้นทางเข้า-ออกถ้ำ พิ้นที่อับสัญญาณระบบการติดต่อสือสารลง รวมถึงการจำลองภาพ 3 มิติ ของถ้ำด้วย Computer Graphic จากคำบอกเล่าของผู้ที่เคยเข้าไปในถ้ำ ว่ามีที่สูง ที่ต่ำ กว้าง ยาว ที่น้ำ ที่แห้ง ช่องว่าง หลืบ ตรอก ซอก ซอย ฯลฯ จะช่วยให้ทีมช่วยเหลือมองเห็นภาพข้างในคราวๆ เพื่อช่วยในการวางแผนการค้นหาและช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น เพราะทุกๆนาทีมีค่า

การสนับสนุนทีม Graphic Design เก่งๆ ขึ้นไปช่วยอีกแรง ระบบแสงสว่างแบบกันน้ำ (LED) ระบบสำรวจใต้น้ำ ระบบระบุตำแหน่งและนำทางในพื้นที่อับสัญญาณ GPS และระบบการติดต่อสือสารพิเศษแบบ MOBILE สำหรับพื้นที่อับสัญญาณ จึงมีความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนในการค้นหา ช่วยเหลือ กู้ภัย น้องๆ นอกเหนือจาก จนท.ที่กล่าวมาแล้ว

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561

กระทรวงกลาโหม กับ การพัฒนากิจการอวกาศ


กระทรวงกลาโหม กับ การพัฒนากิจการอวกาศ
(  Ministry of Defence and Space affairs Development )
โดย พลเอก ฤทธี  อินทราวุธ
ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงกลาโหม/
หัวหน้าคณะทำงานเทคโนโลยีสารสนเทศ กิจการอวกาศ  และไซเบอร์
-----------------------------------------
การพัฒนากิจการอวกาศของประเทศไทย ประกอบด้วย การพิจารณาและการปรับปรุงแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศของประเทศไทย การจัดทำโปรแกรมอวกาศแห่งชาติ ตลอดจนพิจารณาการดำเนินโครงการดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา โดยมอบหมายให้กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานหลัก ในการพัฒนากิจการอวกาศเพื่อความมั่นคง ตามแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศของประเทศไทย โดยกำหนดเป้าหมายให้ใช้อวกาศเป็นพื้นที่ปฏิบัติการด้านความมั่นคง เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติ บูรณาการและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศเพื่อความมั่นคงและสามารถพัฒนาสู่การพึ่งพาตนเอง ตลอดจนพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีอวกาศเพื่อความมั่นคงอย่างพอเพียง[1]
เทคโนโลยีกิจการด้านอวกาศเพื่อความมั่นคง กระทรวงกลาโหมได้มีแนวความคิดในการพัฒนาด้านกิจการอวกาศมาอย่างต่อเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบัน  เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการตอบสนองต่อการ
เปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคง เช่น การสังเกตการณ์ห้วงอวกาศ การตรวจการณ์ทางอวกาศ การสื่อสารและโทรคมนาคม เป็นต้น ซึ่งสามารถสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงของเหล่าทัพ ทั้งการปฏิบัติการภายในประเทศ และการปฏิบัติการร่วม/ผสมกับต่างประเทศ อย่างสมบูรณ์และไร้ขีดจำกัด โดยกระทรวงกลาโหม ได้เคยมีหน่วย ศูนย์พัฒนากิจการอวกาศกลาโหม ( ศพอ.กห.) ตั้งแต่ 1 เมษายน 2539 และต่อมาได้มีการปรับปรุงโครงสร้างหน่วยและเปลี่ยนชื่อนามหน่วยเป็น กรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม ( ทสอ.กห.) [2] เมื่อ 1 ตุลาคม 2547 เพื่อรองรับเทคโนโลยีสารสนเทศที่กำลังมีความสำคัญมากในขณะนั้น โดยยังคงมี กองกิจการอวกาศ ดูแลรับผิดชอบงานด้านกิจการอวกาศ ของกระทรวงกลาโหม
การประชุมสภากลาโหม เมื่อ 30 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมาโดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานฯ มีการนำเสนอแนวความคิดด้านกิจการอวกาศของกระทรวงกลาโหมในที่ประชุม เพื่อนำไปสู่การเตรียมการจัดทำร่างยุทธศาสตร์กิจการอวกาศเพื่อการป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม พ.ศ.2561-2570 โดยมีเป้าหมายให้กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานหลักในการใช้เทคโนโลยีอวกาศด้านความมั่นคงของประเทศ และมีการกำหนดวิสัยทัศน์โดย กระทรวงกลาโหมเป็นองค์กรหลักด้านกิจการอวกาศ ที่มีศักยภาพในการเตรียมกำลัง ผนึกกำลัง และพัฒนาด้านกิจการอวกาศ เพื่อการป้องกันประเทศ[3] โดยกำหนดพันธกิจ ด้านการพัฒนา เสริมสร้าง และบูรณาการขีดความสามารถด้านกิจการอวกาศ เพื่อการป้องกันประเทศ ตามยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม ( พ.ศ.2560 -2579 ) ด้วยการเตรียมกำลัง , การผนึกกำลัง และการพัฒนา และมีประเด็นยุทธศาสตร์ย่อย ประกอบด้วย
1. การสร้างความพร้อมด้านกิจการอวกาศของหน่วยงานภายในกระทรวงกลาโหม ให้สามารถนำเทคโนโลยีอวกาศไปใช้ในการปฏิบัติภารกิจทางด้านความมั่นคงเพี่อการป้องกันประเทศ การพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติ รวมทั้งเพื่อการพัฒนาประเทศ และการช่วยเหลือประชาชน ทั้งในภาวะปกติและไม่ปกติ 
2. การสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการแบ่งปัน แลกเปลี่ยน และบูรณาการทรัพยากรที่มี เพื่อให้กระทรวงกลาโหมมีศักยภาพด้านกิจการอวกาศเพื่อการป้องกันประเทศ เมื่อได้รับมอบหมายจากรัฐบาลและเมื่อถึงเงื่อนไขที่กำหนด เสริมสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติ และรักษาสมดุลของความสัมพันธ์ได้อย่างบังเกิดผลเป็นรูปธรรม 
3. การสร้างนวัตกรรม องค์ความรู้ใหม่ๆ ด้านกิจการอวกาศ การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบต่างๆ ให้ทันต่อภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ เทคโนโลยีสมัยใหม่ และสถานการณ์ความมั่นคงของโลก มีการศึกษา วิจัย และพัฒนานวัตกรรมอวกาศในการก้าวไปสู่กิจการอวกาศเพื่อการป้องกันประเทศ 
กระทรวงกลาโหมได้มีการดำเนินการด้านกิจการอวกาศมาตามลำดับ โดยเข้าร่วมเป็นหนึ่งใน คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารกิจการอวกาศ พ.ศ.2552[4]
และประสานความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ( องค์การมหาชน )  หรือ GISTDA ในการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของโครงการดาวเทียมถ่ายภาพ ธีออส 2 ( THEOS-2 ) [5] วงเงิน 7,800 ล้านบาท ที่จะส่งขึ้นไปทดแทนดาวเทียมธีออส หรือ ดาวเทียมไทยโชติ ที่ใช้งานมาแล้วกว่า 10 ปี จำเป็นต้องมีดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นไปทดแทนเพื่อรักษาสิทธิวงโคจรให้มีความต่อเนื่อง โดยคุณลักษณะเฉพาะหลักๆ ก็ยังเป็นดาวเทียมถ่ายภาพเช่นเดิม แต่สามารถนำเอามาเสริมหรือประยุกต์ใช้งานด้านความมั่นคงเพื่อการป้องประเทศ เช่น เฝ้าตรวจพื้นที่ชายแดน และน่านน้ำทะเลไทยได้ตามความต้องการของกองทัพ เพราะสามารถบังคับควบคุมวิถีวงโคจร และการบังคับมุมกล้องถ่ายภาพจาก
สถานีควบคุมดาวเทียมภาคพื้นดิน ที่ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ ( Space Krenovation Park  ) [6] อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ทั้งนี้ในส่วนของกระทรวงกลาโหมจะมีเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งเข้าร่วมการปฏิบัติงาน ณ สถานีควบคุมดาวเทียมภาคพื้นดินดังกล่าว
นอกจากเหนือจากความร่วมมือตามโครงการดาวเทียม THEOS-2 แล้ว กระทรวงกลาโหมกำลังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ( องค์การมหาชน )  หรือ
GISTDA เพื่อนำไปสู่การลงนาม บันทึกข้อตกลง ( Memorandum of Agreement หรือ MOA ) จากการหารือได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการเข้าร่วมโครงการพัฒนาบุคลากร และโครงการพัฒนาดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก หรือดาวเทียมถ่ายภาพขนาดเล็ก ( Micro Satellites ) วงโคจรต่ำ ( Low Earth Orbit : LEO ) น้ำหนักประมาณ 50 - 100 กิโลกรัม ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาดาวเทียม 2 – 3 ปี โดยคนไทยพัฒนาเองทั้งหมด และจะใช้พื้นที่ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ ( Space Krenovation Park ) อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เป็นสถานที่ในการพัฒนาดาวเทียมดังกล่าว เพื่อพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถของคนไทยด้านการพัฒนาดาวเทียมให้สามารถพึ่งพาตนเองได้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
ส่วนที่มีกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์ว่า กระทรวงกลาโหมจะใช้ดาวเทียม THEOS-2 มาเป็นดาวเทียมเพื่อความมั่นคง ในการสอดแนม ดักฟัง หรือนำขีปนาวุธ นั้น เป็นเรื่องจินตนาการที่เกินความเป็นจริงสำหรับประเทศไทย ทั้งด้านกฎหมาย และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ถึงแม้ว่าชั้นบรรยากาศระดับความสูงตั้แต่ 100 กิโลเมตรขึ้นไปทางสากลจะถือว่าเป็นพื้นที่ห้วงอวกาศเสรีที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ  แต่ดาวเทียมใช่ว่าใครจะนำไปใช้ทำอะไรได้ตามอำเภอใจ ยกเว้นประเทศมหาอำนาจเท่านั้น ดาวเทียมทุกดวงที่จะขึ้นไปสู่ห้วงอวกาศส่วนใหญ่ จะต้องจ้างบริษัทต่างประเทศในการนำส่งทางจรวดซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทธุรกิจเอกชน หรืออาจจะถูกควบคุมตรวจสอบโดยหน่วยงานความมั่นคง ดาวเทียมทุกดวงจะต้องผ่านการตรวจคุณลักษณะเฉพาะของชิ้นส่วนวัสดุอุปกรณ์ทุกชิ้น มีมาตรฐานสากลรับรองจากองค์การอวกาศ รวมถึงวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ถ้าชี้แจงไม่ชัดเจนไม่ผ่าน , ตกคุณลักษณะเฉพาะ หรือตกมาตรฐานรับรองจากองค์การด้านอวกาศ เช่น องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ องค์การนาซ่า ( NASA ) รวมทั้งถ้ามีส่วนใดส่วนหนึ่งใช้ในกิจการทางทหารติดขึ้นมา จะไม่สามารถนำส่งขึ้นอวกาศได้ เป็นกฎระเบียบของบริษัทเอกชนผู้ให้บริการส่งจรวต เช่นเดียวกับการส่งพัสดุภัณฑ์ทางไปรษณีย์ หรือพัสดุภัณฑ์ทางอากาศ ( Air cargo ) 
ประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์ว่า กระทรวงกลาโหมจะนำดาวทียม THEIA มาทดแทนดาวเทียม THAICOM-4 ซึ่งจะหมดอายุการใช้งานในปี 2564 ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะดาวทียมถ่ายภาพหรือดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก ( Earth Observation Satellites )  กับ ดาวเทียมสื่อสาร ( Communications Satellites ) วิถีโคจรคนละแบบกัน โดยดาวเทียมสื่อสารเป็นดาวเทียมแบบค้างฟ้าที่โคจรไปพร้อมกับการหมุนของโลก เพื่อให้ตำแหน่งของดาวเทียมคงที่เหนือพื้นที่ให้การบริการสื่อสารโทรคมนาคม ส่วนดาวเทียมถ่ายภาพ จะโคจรรอบโลกผ่านตำแหน่งเดิมวันละ 1 ครั้งหรือมากกว่า ผ่านมาทีถึงจะถ่ายภาพได้ที หากจะใช้ดาวเทียม THEIA มาแทน THEOS-2 ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะโครงการดาวเทียม THEOS-2 เปิดประกาศ TOR ประกวดราคาเสร็จแล้ว และรอลงนามในสัญญาฯ กับ AIRBUS GROUP กลางเดือน มิถุนายน 2561 เพื่อให้สามารถใช้งานทดแทนดาวเทียม THEOS หรือ ไทยโชติ ซึ่งใช้งานมากว่า 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2551 ได้ทันตามกำหนดเวลา เพราะการส่งดาวเทียมจะต้องใช้เวลาการพัฒนาดาวเทียมรวมถึงการเตรียมการจองคิวปล่อยดาวเทียม ประมาณ 3 – 5 ปี และโครงการดาวเทียม THEIA ของบริษัทเอกชน เป็นเพียงดาวทียมถ่ายภาพหรือดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก ที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ( สทป.) กำลังศึกษาความเหมาะสมร่วมกับหน่วยราชการอื่นๆ เพื่อนำมาใช้งานด้านการค้นหาแหล่งน้ำใต้ดิน บนดิน แหล่งพลังงานจากธรรมชาติเพื่อใช้ในการลงทุน งานด้านการขนส่ง งานด้านการประมงผิดกฎหมายหรือไอยูยู[7] จึงมีความเป็นไปได้ยากที่จะพัฒนาเป็น ดาวเทียมจารกรรม[8] ( Reconnaissance Satellites ) ซึ่งเป็น ดาวเทียมสำรวจความละเอียดสูง หรือดาวเทียมสื่อสารที่ใช้เพื่อกิจการทางทหาร หรือการจารกรรม
ส่วนใครคิดจะมีดาวเทียมเพื่อความมั่นคงทางการทหาร เพื่อใช้สอดแนม , เฝ้าฟัง , ดักฟัง , นำวิถีขีปนาวุธ หรือติดขีปนาวุธเพื่อการทำลายล้าง จะต้องมีศักยภาพด้านการพัฒนาด้านเทคโนโลยีอวกาศอย่างสูง ทั้งอุปกรณ์ดาวเทียม อุปกรณ์ทางทหารที่ใช้งานภายใต้สภาพไร้น้ำหนักหรือสูญญากาศ อุปกรณ์ควบคุมจากสถานีดาวเทียมภาคพื้นดิน รวมถึงจรวดนำส่งดาวเทียมขึ้นสู่ชั้นอวกาศเอง เอาแค่พัฒนาขีดความสามารถในการบังคับควบคุมดาวเทียมให้อยู่ในวิถีวงโคจร และการบังคับมุมกล้องถ่ายภาพจากสถานีภาคพื้น แค่นี้ก็เก่งแล้ว ยิ่งการพัฒนาขีดความสามารถบุคลากรในการสร้างดาวเทียมของตนเองให้ใช้งานได้ยิ่งเก่งกว่า เพราะการถ่ายทอดเทคโนโลยี ( Technology Transfer ) ที่ได้มาจากโครงการดวงเทียมต่างๆ ของประเทศไทยที่ผ่านมา เป็นเพียงเปลือกนอก ไม่ใช่แก่นของความลับทางธุรกิจด้านเทคโนโลยีอวกาศหรือเทคโนโลยีดาวเทียมที่จะได้มาง่ายๆ ดังนั้นเราจึงควรมีนโยบายและกลไกขับเคลื่อนผลักดัน ตลอดจนการให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีอวกาศอย่างแท้จริงให้เป็นรูปธรรม จนสามารถพัฒนาดาวเทียมด้วยตนเองได้เช่นเดียวกับการพัฒนากิจการอวกาศของประเทศต่างๆ เพราะการพัฒนาดาวเทียม แม้จะเป็นดาวเทียมขนาดเล็ก ( Micro Satellites ) หรือดาวเทียมขนาดจิ๋ว ( Cube SAT) จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศและกิจการอวกาศขั้นพื้นฐานที่ดีที่สุด ซึ่งจะต้องรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เรียนรู้จากความล้มเหลว เพื่อพัฒนาไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน และถ้าเราสามารถพัฒนาขีดความสามารถในการสร้างจรวดนำส่งอวกาศควบคู่กันไปจนประสบความสำเร็จ ถือเป็น สุดยอดของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านกิจการอวกาศ
-------------------------------------------
อ้างอิง :

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

กำลังพลสำรองไซเบอร์ หนึ่งใน สรรพกำลังด้านไซเบอร์


กำลังพลสำรองไซเบอร์ หนึ่งใน สรรพกำลังด้านไซเบอร์
(  Cyber Reserve : One of the Cyber Mobilization )
โดย พลเอก ฤทธี  อินทราวุธ
ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงกลาโหม/
หัวหน้าคณะทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กิจการอวกาศ  และไซเบอร์
-----------------------------------------
การระดมสรรพกำลัง ( Mobilization ) [1] หมายถึง การกระทำเพื่อเตรียมการทำสงคราม หรือเผชิญภาวะฉุกเฉินอื่นๆ โดยการรวบรวม และจัดระเบียบต่อทรัพยากรของชาติ ซึ่งได้แก่ กำลังคน สิ่งของ การบริการ และ
สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ การระดมสรรพกำลัง แบ่งออกเป็น 2 ทาง คือ การระดมสรรพกำลังทางเศรษฐกิจ ( Economic Mobilization ) และการระดมสรรพกำลังทางทหาร ( Military Mobilization )
การระดมสรรพกำลังทางเศรษฐกิจ ( Economic Mobilization ) หมายถึง การกระทำเพื่อรวบรวม และจัดระเบียบต่อทรัพยากรทางเศรษฐกิจของชาติ ทำให้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจอยู่ในลักษณะพร้อมที่จะใช้งานในภาวะฉุกเฉินหรือในเวลาสงคราม
การระดมสรรพกำลังทางทหาร ( Military Mobilization ) หมายถึง กระบวนการที่จะทำให้กำลังทหารทั้งสิ้นหรือส่วนหนึ่งอยู่ในลักษณะที่พร้อมจะเผชิญกับภาวะไม่ปกติของชาติ ทั้งนี้รวมถึงการรวบรวมและจัดระเบียบกำลังพล อันได้แก่ การเรียกทหารกองหนุนเข้ารับราชการ การเรียกเกณฑ์ การจัดระเบียบด้านสิ่งอุปกรณ์และบริการ
ก่อนถึงขั้นการระดมสรรพกำลังอย่างแท้จริงในยามสงคราม หรือในยามเกิดภาวะฉุกเฉินอื่นๆ กระทรวงกลาโหมในฐานะหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงทางทหาร ได้มีการเตรียมการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เช่น
การฝึกการระดมสรรพกำลังเพื่อการทหาร , การออก พ.ร.บ. กำลังพลสำรอง พ.ศ. 2558[2] และการเรียกกำลังพลสำรองเข้ามารับการฝึกกำลังพลสำรองเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรบ และเป็นหลักประกันความมั่นคงของประเทศชาติบ้านเมือง ตามพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6  “ แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบ ให้พร้อมสรรพ ” และในปีนี้ กระทรวงกลาโหม ได้จัดให้มี การแสดงศักยภาพของกำลังสำรอง ทั้ง 3 เหล่าทัพ[3]  ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 ที่ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) โดยมี พลเอก เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม มาเป็นประธานในพิธีฯ
มีรองปลัดกระทรวงกลาโหม, รองปลัดกระทรวงมหาดไทย, ผู้แทนกองบัญชาการกองทัพไทยและเหล่าทัพ, หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม, ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน และหัวหน้าคณะทำงานฯ ที่เกี่ยวข้องชมการแสดงศักยภาพของกำลังพลสำรองของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ในการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพลสำรองให้สามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกับกำลังประจำการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้สาธารณะได้รับทราบถึงบทบาท และความสำคัญของกำลังพลสำรองที่มีผลต่อความมั่นคงของประเทศ
นอกจากนี้ กรมการสรรพกำลังกลาโหมได้จัดให้มีการฝึกปัญหาที่บังคับการ ( Post Command Exercise ; CPX ) ในการฝึกการระดมสรรพกำลังเพื่อการทหาร ประจำปี 2561 ระหว่างวันที่ 22 - 24 พฤษภาคม 2561
ณ กรมการสรรพกำลังกลาโหม สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) โดยจัดให้มีการฝึกสถานการณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมทั้งภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ตลอดจนการเตรียมฐานข้อมูลสรรพกำลังด้านต่างๆ ทั้งด้านสถานที่ สิ่งอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ ยานพาหนะ และด้านกำลังคน  เช่น กำลังพลสำรอง ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและพัฒนาเสริมสร้าง กำลังพลสำรองไซเบอร์ตามนโยบายของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม[4]   
“ กำลังพลสำรองไซเบอร์ ” ถือเป็นหนึ่งในการระดมสรรพกำลัง ด้านกำลังคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ที่มีความสำคัญในยุคเทคโนโลยีปัจจุบัน นอกเหนือจากการระดมสิ่งของและทรัพยกรด้านอื่นๆ  เพราะในอดีตยุคสงครามเย็น “ กำลังพลสำรอง ” ถือเป็น “ กำลังกองหนุน ” ที่มีความสำคัญต่อกองทัพ เพราะจะเป็นกำลังรบที่จะมาทดแทนกำลังทหารที่เกิดการสูญเสียในยามสงคราม แต่ในยุคเทคโนโลยีปัจจุบัน “ กำลังพลสำรองไซเบอร์ ” ถือเป็น “ อำนาจกำลังรบ ” ที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติ[5] เพราะกองทัพสามารถนำกำลังพลสำรองไซเบอร์ ซึ่งหมายถึง กำลังพลสำรองที่มีคุณวุฒิ มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ด้านไซเบอร์ มาใช้งานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ตั้งแต่ยามปกติ   ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามด้านไซเบอร์ และการพัฒนาเสริมสร้างบุคลากรด้านไซเบอร์ของประเทศที่มีความสำคัญในยุคเทคโนโลยีปัจจุบันอีกทางหนึ่ง
กระทรวงกลาโหม ได้มีแนวความคิดในการนำขีดความสามารถทางไซเบอร์พลเรือนมาใช้งานในกองทัพ โดยกำหนดไว้ใน ยุทธศาสตร์ไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม[6] ตั้งแต่ปี 2558 และในการประชุมสภากลาโหม[7] ได้มีการพิจารณาหารือในการนำ ผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์พลเรือนและกำลังพลสำรอง มาเสริม
สร้างขีดความสามารถด้านไซเบอร์ให้กับกองทัพ เพื่อสอดรับนโยบายของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในการตั้งเป้าสร้างนักรบไซเบอร์ จำนวน 1,000 คน เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยไซเบอร์ ในปี 2561[8]   และล่าสุดจากการประชุมคณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ครั้งที่ 1/2561 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกับแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ทั้ง 6 กลุ่ม โดยกระทรวงกลาโหมรับผิดชอบกลุ่มงานที่ 1 กลุ่มความมั่นคงฯ และรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณด้านการพัฒนาบุคลากรด้านไซเบอร์ จำนวน 350 ล้านบาท[9]
แนวความคิดและนโยบายดังกล่าว มีการตีความว่าเป็นการสร้าง นักรบไซเบอร์ จึงใคร่ขออธิบายว่า " นักรบไซเบอร์ " หรือ " Cyber warrior " เป็นเรื่องของการปฏิบัติการทางทหารโดยตรง ต่อเป้าหมายทางทหารหรือเป้าหมายที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ในกรณีที่เกิดสถานการณ์ภาวะ " สงครามไซเบอร์ " หรือ " Cyber warfare " เท่านั้น
กรณีในสภาวะปกติ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานไซเบอร์ของทหาร จะเป็นเพียง " เจ้าหน้าที่ หรือ ผู้เชื่ยวชาญด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ " ( Cyber security officer / Cyber security specialist ) ไม่ใช่ " นักรบไซเบอร์ " หรือ " Cyber warrior " ตามที่เป็นกระแส ซึ่งอาจจะมาจากข้าราชการประจำ หรือพนักงานราชการที่มีความรู้ด้านนี้ ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอต่อภารกิจ ก็สามารถเปิดรับสมัครบรรจุบุคคลพลเรือนเข้ามารับราชการทหาร หรือ ข้าราชการพลเรือนกลาโหม (ไม่มียศ) หรือ พนักงานราชการที่มีศักยภาพสูง (อัตราเงินเดือนสูง) ตามนโยบายของรัฐบาล โดยระเบียบกฎเกณฑ์การรับสมัครก็เป็นไปตามระเบียบข้าราชการทหาร หรือ ระเบียบข้าราชการพลเรือน
สำหรับ " กำลังพลสำรองไซเบอร์ " เป็นการคัดเลือกจาก " กำลังพลสำรอง " ตาม พ.ร.บ. กำลังพลสำรอง พ.ศ.2558 ที่มีคุณวุฒิ หรือ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ เพื่อนำมาบรรจุ " ทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว " ตามระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อบรรจุในหน่วยงานไซเบอร์ของทหาร โดยกระทรวงกลาโหมสามารถแต่งตั้ง " ว่ามี่ยศ " ให้ได้ตามคุณวุฒิและอัตราที่บรรจุ และจะพ้นสภาพการเป็นกำลังพลสำรอง
ดังนั้น การนำ " กำลังพลสำรอง " ซึ่งมีจำนวนยอดรวมทั่วประเทศประมาณ 10 - 12 ล้านคน มาคัดเลือกเป็น " กำลังพลสำรองไซเบอร์ " เพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นกำลังพลสำรองที่มีคุณวุฒิ หรือ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มาทำการฝึกอบรมและพัฒนาขีดความสามารถและศักยภาพด้านไซเบอร์ แทนที่จะนำมาฝึกด้านการทหารสำหรับนำมาบรรจุทดแทน หรือเสริมกำลัง หรือใช้เป็นกองหนุนในเหล่ากำลังรบ เหล่าการช่วยรบ หรือเหล่าสนับสนุนการรบ รวมถึงการแต่งตั้งว่าที่ยศให้เหมาะสมกับคุณวุฒิ จึงนับว่ามีความเหมาะสมกับฐานะ คุณวุฒิ ความรู้ความสามารถ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ด้านการใช้ทรัพยากรมนุษย์อย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นการตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาบุคลากรด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศอีกทางหนึ่ง
 -------------------------------------------
อ้างอิง :