วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

๒๕๕๗ ปีแห่งการเตรียมความพร้อมกองทัพบกไปสู่อนาคต

๒๕๕๗ ปีแห่งการเตรียมความพร้อมกองทัพบกไปสู่อนาคต
(  The Royal Thai Army's Preparatory Year Towards the Future )
โดย พันเอก ฤทธี  อินทราวุธ
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

นับถอยหลังอีกเพียงหนึ่งปีเท่านั้น ประเทศไทยก็จะก้าวเข้าสู่ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations : ASEAN) หรือ ประชาคมอาเซียน อย่างเต็มรูปแบบ ตามที่ได้มีการร่วมลงนามในปฏิญญาให้เป็นประชาคมเดียวกัน ให้สำเร็จภายใน พ.ศ. ๒๕๕๘ (ค.ศ. 2015) เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง และขีดความสามารถการแข่งขันของอาเซียนในเวทีระหว่างประเทศ รวมถึงให้อาเซียนมีความแข็งแกร่ง มีภูมิต้านทานที่ดี ในการรับมือกับปัญหาใหม่ ๆ  ระดับโลก
กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ ซึ่งประกอบด้วย ไทย  พม่า ลาว เวียดนาม  มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และ บรูไน  ต่างก็ได้มีการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อรองรับความร่วมมือ ความเปลี่ยนแปลง และผลกระทบจากการรวมตัวกันของประเทศสมาชิกอาเซียน ในด้านต่างๆ ทั้ง ๓ ประชาคมย่อย ซึ่งได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political and Security Community :APSC) , ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ( ASEAN Economics Community :AEC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ( ASEAN  Socio - Cultural Community : ASCC)
ประเทศไทย หนึ่งในประเทศสมาชิกอาเซียน ก็ได้มีการเตรียมการและเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ของ องค์กร หน่วยงาน ทั้งส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจเอกชน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมของประชาชนคนไทย มาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน  ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และด้านความมั่นคง เพื่อรองรับโอกาส ( Opportunity ) วิกฤติ ( Critical ) และความท้าทาย ( Challenge ) จากการรวมตัวของประเทศสมาชิกอาเซียน ในปี ๒๕๕๘ ทั้งด้านความร่วมมือ ด้านการยอมรับ ด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้านความแข็งแกร่ง ด้านภูมิคุ้มกันและภูมิต้านทานที่ดี เพื่อการรับมือกับปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ   
กองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงของประเทศหน่วยงานหนึ่ง ได้มีการเตรียมการและเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เช่นกัน โดยได้ดำเนินการพัฒนาและขับเคลื่อนกองทัพบกในแต่ละปีมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการบริหารจัดการ ด้านการฝึก และด้านการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้มีความพร้อม โดยในปี ๒๕๕๔ ได้
กำหนดให้เป็นปีแห่งการพัฒนาการของกองทัพบกต่อมาในปี ๒๕๕๕ ได้กำหนดให้ เป็นปีแห่งการพัฒนาบุคลากรของกองทัพบกและในปี ๒๕๕๖ ได้กำหนดให้ เป็นปีแห่งการพัฒนาการบริหารจัดการและการฝึกที่มุ่ง
สู่ผลสัมฤทธิ์  สำหรับในปี ๒๕๕๗ ได้กำหนดทิศทางการพัฒนากองทัพบก ให้มีความพร้อมสู่อนาคต ในด้านความทันสมัย ด้วยเทคโนโลยี โดยให้ทุกสายงานพิจารณานำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในกระบวนการทำงาน หรือพัฒนาหน่วยงาน เพื่อให้มีความทันสมัย ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ สถานที่ มุ่งสู่การเป็นกองทัพที่ทันสมัย มีมาตรฐานในระดับสากล และเป็นที่ยอมรับของมิตรประเทศ
การเตรียมความพร้อมของกองทัพบกในปี ๒๕๕๗  สู่อนาคต ในด้านความทันสมัย ด้วยเทคโนโลยี นับเป็นวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและเฉียบแหลมของผู้นำกองทัพ ซึ่งมองเห็นความสำคัญในด้านเทคโนโลยี และปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง และมีมากมายหลากหลายสาขา สามารถที่จะนำมาประยุกต์ใช้งานในด้านต่างๆ อย่างเหมาะสม ทั้งด้านการพัฒนาโครงสร้างการจัดองค์กรหน่วยงานให้มีความเหมาะสม กะทัดรัด คล่องตัว และมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ไม่เกิดความซ้ำซ้อน สับสน เทอะทะ อุ้ยอ้าย ลุ่มลาม และความสิ้นเปลือง ด้านการพัฒนากระบวนการบริหารจัดการและการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความสะดวก ความถูกต้อง ความรวดเร็ว และความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ด้านการพัฒนาคนให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า มีความรู้ ความสามารถ มีจิตสำนึก มีความรับผิดชอบ และมีศักยภาพในการปฏิบัติงาน เป็นต้น
เทคโนโลยีสารสนเทศ ( Information Technology ) นับเป็นกุลแจสำคัญและเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาองค์กรให้มีความทันสมัยและเกิดประสิทธิภาพ ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ในด้านการบริหารจัดการ ( Management ) ด้านกระบวนการทำงาน ( Process ) ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ( Human Resource Development ) ด้านสวัสดิการและการบริการตนเอง ( Welfare and Self Service ) องค์กรใดสามารถนำเอาข้อมูลสารสนเทศมาใช้งานได้อย่างเต็มที่ ก็จะสามารถบริหารจัดการองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความคล่องตัว ความสะดวก ความถูกต้อง ความรวดเร็ว และเกิดความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ และผู้บริหารองค์กรใดสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจในการบริหารงาน ของผู้บริหาร ( Executive Decision Support ) ขององค์กรอย่างเต็มที่ ก็จะทำให้ทราบถึงสถานภาพ ขีดความสามารถ และประสิทธิภาพขององค์กร ว่ามีความมั่นคง ความเจริญก้าวหน้า ความสำเร็จ หรือความล้มเหลวอย่างไร ทราบถึงศักยภาพของบุคลากร ว่าใครมีความรู้ ความสามารถ มีความเหมาะสมกับงานหรือไม่เพียงใด และสามารถบริหารความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนา ปรับปรุง โครงสร้างองค์กร และการปรับเปลี่ยนบุคลากรให้เหมาะสมกับงาน ( Put the right man to the right job ) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพขององค์กรให้สูงยิ่งขึ้น มีความสามารถในการแข่งขัน มีมาตรฐานการทำงานในระดับสากล มีความน่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับคนทั่วไป
ดังนั้น การนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาพัฒนาองค์กร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควรจะต้องนำมาใช้ให้ครอบคลุมทั้ง ๔ ด้าน คือ ด้านการบริหารจัดการ ด้านกระบวนการทำงาน ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านสวัสดิการและการบริการตนเอง เพื่อให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจ สั่งการ ติดตาม ควบคุม และกำกับดูแลองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง รวดเร็ว และทันเวลา ด้านกระบวนการทำงานที่เป็นระบบ ระเบียบ และมีแบบแผน เพื่อให้การทำงานมีมาตรฐาน มีความถูกต้อง เที่ยงตรง และเป็นไปตามกำหนดเวลา ไม่เกิดความซ้ำซ้อน และความสิ้นเปลืองแรงงานคน ทรัพยากร และงบประมาณ  ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับได้รับการพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุนความเจริญก้าวหน้า และการเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และเป็นธรรม จากผู้บริหารฯ ซึ่งพิจารณาจากข้อมูลสารสนเทศ เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพในการปฏิบัติงานที่สูงขึ้น ส่วนด้านสวัสดิการและการบริการตนเองนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ในองค์กร สามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารการประชาสัมพันธ์ต่างๆ สามารถเข้าถึงการบริการและสวัสดิการต่างๆ ตามสิทธิผ่านระบบสารสนเทศด้วยตนเองโดยไม่จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่บริการ มีแต่หน้าจอคำแนะนำขั้นตอนการใช้บริการแบบตู้กดเงิน ATM เท่านั้น เพื่อลดงานด้านธุรการขององค์กร และเป็นการพัฒนาเสริมสร้างจิตสำนึก ความรับผิดชอบของตนเอง ตลอดจนเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 
นอกจากการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาพัฒนาองค์กรแล้ว เรายังสามารถที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาบูรณาการและประยุกต์ใช้กับงานสำคัญในด้านต่างๆ ทางทหาร ได้อย่างเหมาะสม และทำให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เช่น ด้านการส่งกำลังบำรุง ( Logistic ) ด้านการปฏิบัติการทางทหาร    ( Military Operations ) และด้านการฝึกศึกษา ( Training and Education )
ระบบส่งกำลังบำรุง ( Logistic System ) นับว่ามีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีสถานที่ตั้งของหน่วยย่อยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีการปฏิบัติภารกิจต่างๆ ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง การส่งกำลังบำรุงจะต้องมีเสถียรภาพ ความมั่นคง ปลอดภัย ความต่อเนื่อง และทันเวลา ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการตรวจสอบ การควบคุมสถานภาพ และการขนส่งที่ดี เพื่อไม่ให้เกิดสภาพความขาดแคลน ความคับคั่ง และความสิ้นเปลือง ดังนั้น การนำเทคโนโลยีสารสนเทศ มาประยุกต์ใช้ในงานด้านส่งกำลังบำรุง และการเคลื่อนย้ายกำลังในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ จึงมีความเหมาะสม โดยเฉพาะการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์  ( Centralization Management ) เพื่อสามารถตรวจสอบ ควบคุมสิ่งอุปกรณ์ และยุทโธปกรณ์ต่างๆ ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยย่อยทั่วประเทศ ให้อยู่ในสถานภาพความพร้อมรบ พร้อมใช้งาน และสามารถระดมทรัพยากรได้อย่างทันเวลาตามความต้องการ นอกจากนี้การเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะด้านภูมิสารสนเทศ ( Geo Informatics System ; GIS ) และการใช้อุปกรณ์แสดงตำแหน่งบนพื้นผิวโลก  ( Global Positioning System ; GPS ) จะช่วยในการวางแผน ควบคุม กำกับ ดูแลการเคลื่อนย้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ตรงเวลา ปลอดภัย ลดความสิ้นเปลือง และความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น
การปฏิบัติการทางทหาร ( Military Operations ) ในยุคปัจจุบันซึ่งจะต้องเผชิญกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ๆ รวมถึงการปฏิบัติการทางทหารที่มิใช่สงคราม ( Military Operations Other Than War ; MOOTW )  จำเป็นจะต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาบูรณาการและประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีทางทหารต่างๆ เช่น ระบบลาดตระเวน ( Reconnaissance  System ) ระบบเฝ้าตรวจ ( Surveillance System ) ระบบตรวจดักจับ ( Sensor System ) ระบบควบคุมระยะไกล ( Remote Control  System ) ระบบรับ-ส่งข้อมูลดาวเทียม ( Remote Sensing System ) ระบบอาวุธอัตโนมัติ ( Automatic Weapon System ) และระบบควบคุมบังคับบัญชา ( C4I System ) เป็นต้น เพื่อนำข้อมูลสารสนเทศจากระบบต่างๆ มาประมวลผล หรือแสดงภาพให้สามารถเห็นภาพพื้นที่ปฏิบัติการ สามารถติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เกิดความได้เปรียบต่อฝ่ายตรงข้าม สามารถควบคุม สั่งการ และปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ สามารถป้องกันหรือลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น ที่สำคัญการนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้มาใช้งาน จะต้องไม่เป็นภาระเกินความจำเป็นต่อผู้ปฏิบัติงาน
การเตรียมความพร้อมของกองทัพ นอกจากการเตรียมกำลังรบ ในด้านองค์กรและยุทโธปกรณ์แล้ว การเตรียมกำลังคน ( Man Power ) นับว่ามีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาบูรณาการและประยุกต์ใช้กับงานด้านการฝึกศึกษา ( Training and Education ) เพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังคนนั้น ถือเป็นแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมมากหนทางหนึ่งในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการองค์ความรู้     ( Knowledge Management ; KM ) ขององค์กร เพื่อรวบรวมความรู้และประสบการณ์ต่างๆ มาสร้างเป็นองค์ความรู้ เผยแพร่ และถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ไปยัง รุ่นสู่รุ่น สืบทอดต่อเนื่องกันไป
การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการด้านการศึกษา การเรียน การสอน ผ่านระบบเครือข่ายสารสนเทศ โดยเฉพาะระบบการเรียนการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์ ( e - Learning )  จะช่วยให้เกิดการพัฒนาการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ มีมาตรฐาน และรวดเร็วทันต่อการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มและสถานการณ์ของโลก เป็นการเปิดช่องทางและโอกาสในการเข้าสู่ระบบการศึกษาได้กว้างขวางไร้ข้อจำกัด ด้านเวลา สถานที่ และระยะทาง ( any where any time ) ผู้เข้ารับการศึกษาสามารถเรียน ทบทวน ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก โดยใช้เวลานอกราชการ และผู้ที่สนใจศึกษาสามารถศึกษาในรูปแบบสหวิทยาการ ได้อย่างหลากหลายสาขาวิชา หลายๆ หลักสูตรพร้อมๆ กันในห้วงเวลาเดียวกัน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการศึกษาตามแนวทางรับราชการ และในอนาคตบางหลักสูตรสามารถนำหน่วยกิตการศึกษาไปเทียบโอนกับหลักสูตรในสถาบันการศึกษาภายนอก ที่มีข้อตกลงความร่วมมือทางการศึกษา เพื่อลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการศึกษาตามหลักสูตรเพิ่มพูน คุณวุฒิ หรือ วิทยฐานะ
การฝึกปฏิบัติการ และการซ้อมรบ นับเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นของหน่วยทหาร ซึ่งจะต้องมีความพร้อมในการปฏิบัติการยุทธ์ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการฝึกทั้งระดับบุคคล และระดับหน่วย ตั้งแต่ การฝึกยิงปืนเลเซอร์ ( Laser Gun ) ซึ่งสามารถแสดงผลการยิงรายบุคคล และประมวลผลสถิติเป็นรายหน่วย เพื่อการประเมินขีดความสามารถ สมรรถนะ ความแม่นยำ และศักยภาพของหน่วยในด้านการใช้อาวุธประจำกาย การฝึกประลองยุทธ์ด้วยปืนเลเซอร์ ( War Game ) เพื่อการประเมินขีดความสามารถ สมรรถนะ และศักยภาพในการปฏิบัติการรบของหน่วย การฝึกแก้ปัญหาที่บังคับการ       ( Command Post Exercise ; CPX ) ด้วยระบบจำลองยุทธ์ ( Battle Simulation System ) เป็นการฝึกจำลองสถานการณ์รบด้วยระบบสารสนเทศ เพื่อการแก้ปัญหาของผู้บังคับหน่วยและฝ่ายอำนวยการ เพื่อการประเมินความรู้ความสามารถ สมรรถนะ และศักยภาพในขั้นตอนกระบวนการแก้ปัญหาต่างๆ ในการรบ รวมถึงการตัดสินใจของผู้บังคับหน่วย ระบบจำลองยุทธ์บางระบบ นอกจากจะใช้ในทดสอบและประเมินผลการปฏิบัติของผู้บังคับหน่วย ฝ่ายอำนวยการ และเจ้าหน้าที่กองบังคับการแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์และประเมินแผนยุทธการต่างๆ ว่ามีความเหมาะสม และความเป็นไปได้เพียงใด ตลอดจนการนำมาประยุกต์ใช้ในการฝึกความชำนาญในสถานการณ์รูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการฝึกฯดังกล่าว สามารถทำการฝึกซ้ำๆ จนเกิดความเชี่ยวชาญ และความชำนาญ โดยไม่ต้องใช้กระสุนจริง ให้สิ้นเปลืองงบประมาณ ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังพลแสดงเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายเดียวกันเต็มรูปแบบ ไม่ต้องเคลื่อนย้ายหน่วย ยุทโธปกรณ์ และกำลังพล ไปฝึกซ้อมในสนาม ไม่ต้องห่วงสภาพ ลม ฟ้าอากาศ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการฝึกซ้อมจริง ที่สำคัญ ข้อมูลการฝึกต่างๆ ทั้งระดับบุคคลและหน่วย ด้วยระบบสารสนเทศจะถูกเก็บบันทึก และสามารถนำมาตรวจสอบ นำมาอ้างอิง หรือใช้ประโยชน์ในอนาคตได้ตลอดเวลา
ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของกองทัพบกในปี ๒๕๕๗  สู่อนาคต โดยเฉพาะในปี ๒๕๕๘ ซึ่งประเทศไทยจะต้องก้าวเข้าสู่ ประชาคมอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ ตามที่ได้มีการร่วมลงนามในปฏิญญาให้เป็นประชาคมเดียวกันนั้น ทิศทางการพัฒนากองทัพบกให้มีความพร้อมสู่อนาคต ในด้านความทันสมัย ด้วยเทคโนโลยี โดยให้ทุกสายงานพิจารณานำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในกระบวนการทำงาน หรือพัฒนาหน่วยงาน เพื่อให้มีความทันสมัย ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ และสถานที่ จึงควรพิจารณานำเทคโนโลยีสารสนเทศ มาประยุกต์ใช้ในการเตรียมความพร้อมของกองทัพเป็นลำดับแรก เพื่อมุ่งสู่การเป็นกองทัพที่ทันสมัย มีมาตรฐานในระดับสากล และเป็นที่ยอมรับของมิตรประเทศ

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วิถีชีวิตสมัยใหม่ สู่สไตล์ กองทัพอัจฉริยะ (Smart Life 2 Smart Army)

วิถีชีวิตสมัยใหม่ สู่สไตล์ กองทัพอัจฉริยะ
 ( Smart Life 2 Smart Army )
โดย พันเอก ฤทธี  อินทราวุธ
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารปัจจุบัน เรามักได้ยินคำว่า “ Smart” ถูกนำมาใช้กับเครื่องมืออุปกรณ์ หรือ องค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบัตรอัจฉริยะ ( Smart Card ) , โทรศัพท์อัจฉริยะ ( Smart Phones )  , โทรทัศน์อัจฉริยะ ( Smart TV ) , สำนักงานอัจฉริยะ ( Smart Office ) , จังหวัดอัจฉริยะ ( Smart Province ) , ประเทศไทยอัจฉริยะ
( Smart Thailand ) เป็นต้น ซึ่งความหมายของมัน เรามักจะเอามาใช้เสริมเพิ่มเติมคำอื่นๆ เพื่อให้มันดู เท่ห์ ฉลาด อัจฉริยะ อะไรทำนองนั้น โดยเนื้อหาสาระหรือรูปแบบส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทั้งนี้เนื่องมาจากความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาของโลกในยุคดิจิตอล ( Digital Age ) ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของโลก สืบต่อมาจากยุคโลหะ ( Metal Age )  และ ยุคหิน ( Stone Age ) ตามลำดับ
สมัยยุคหิน ( Stone Age ) นั้น มนุษย์ก็นำหินมาใช้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำมาหาเลี้ยงชีพและใช้ป้องกันภัยอันตรายจากสัตว์ร้าย ครั้นพอมาถึงสมัยยุคโลหะ ( Metal Age ) มนุษย์ก็นำโลหะต่างๆ เช่น ทองแดง สำริด เหล็ก มาใช้แทนหินในการดำรงชีวิต จนมาถึงปัจจุบันในยุคดิจิตอล ( Digital Age ) มนุษย์ก็นำเอาอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับดิจิตอลต่างๆ มาใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ตื่นเช้าจนกระทั่งเข้านอน ซึ่งเป็นพื้นฐานปกติวิสัยของคนยุคปัจจุบันในด้านความเป็นอยู่ โดยที่ตนเองไม่ทราบว่า วิถีชีวิตแบบธรรมดาสามัญ ( Common Life ) มันกลายเป็น วิถีชีวิตแบบอัจฉริยะ ( Smart Life ) ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
เริ่มตั้งแต่ การปลุกตื่นนอนด้วยนาฬิการะบบ Digital แทนนาฬิการะบบไขลานตีกริ่งเสียงดังจนน่ารำคาญ บางบ้านทำอาหารเช้าก็จะมีเครื่องครัวสมัยใหม่ระบบ Digital เช่น เตาไมโครเวฟ เครื่องชงน้ำ ชา กาแฟ ฯลฯ แทนการหุงต้มด้วยเตาถ่านหรือเตาแก๊ส พอเอาอาหารวัตถุดิบหรือปรุงสำเร็จรูปมาใส่กดปุ่มตั้งเวลาทิ้งไว้ เอาเวลาที่เหลือไปเก็บเสื้อผ้าใช้แล้วใส่ลงไปในเครื่องซักผ้า-อบผ้าแบบตั้งเวลาอัตโนมัติ แล้วก็ไปแปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว ทานอาหารเสร็จเรียบร้อย กด Remote ปิด Air Condition , Smart TV แล้วออกบ้านขับรถ ECO Car ซึ่งควบคุมการทำงานด้วยระบบ Digital ไปส่งลูกที่โรงเรียน ตามเส้นทางการจราจรซึ่งมีป้ายแสดงสภาพการจราจรระบบ Digital ว่าเส้นทางการจราจรคับคั่ง เส้นทางไหนคล่องตัว พอถึงสถานที่ทำงานก็จะสังเกตเห็นป้าย Smart Parking ระบบ Digital แสดงจำนวนที่จอดรถที่ว่างในแต่ละชั้น พอเข้าไปทำงานใน Office สมัยใหม่แบบ Smart Office ก็ใช้ e- Card บันทึกเวลาเข้า-ออกทำงาน ใช้ Computer ทำงาน ส่ง e-mail ใช้ Smart Phone ติดต่องาน เล่น Line สนทนากับเพื่อน เล่น Face Book เพื่อ Update Status ฯลฯ พอเลิกงานขับรถรับลูกจากโรงเรียน แวะซื้อของด้วยบัตรเครดิต   ( Credit Card )  พอกลับถึงบ้าน กด Remote เปิด Air Condition ดู Smart TV เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ หรือ เปิด e-Book จาก Tables มาเล่นสอนหนังสือลูก ทานอาหารเย็น อาบน้ำ เข้านอน วนเวียนซ้ำซากจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน จะเห็นได้ว่าชีวิตวันๆ หนึ่งจะอยู่กับอุปกรณ์ Digital ตลอดเวลา จนกลายเป็น วิถีชีวิตแบบอัจฉริยะ ( Smart Life ) ในยุค Digital
คำว่า “ Smart ”  นอกจากพจนานุกรมภาษาอังกฤษ ได้แปลความหมายไว้อย่างหลากหลาย แต่เรามักจะแปลไปในเชิงความหมายว่า ฉลาด , ปราดเปรื่อง , หลักแหลม , เฉียบแหลม , มีไหวพริบ , เก๋ , โก้ , รูปหล่อ , เท่ห์ ฯลฯ และมีพันโท ภูมิสิษฐ์ ชินบุตรวงศ์ ได้ให้ทัศนะด้านความหมายในสื่อออนไลน์ตามที่มาของตัวอักษร ดังนี้
S มาจากคำว่า Specific แปลว่า เฉพาะเจาะจง คือ ให้รู้กันชัดเจน แจ่ม แจ๋วกันไปเลยว่ามันเป็นอะไร
M มาจากคำว่า Measurable คือ วัดผลได้ ก็หมายความว่า เราสามารถเห็นความก้าวหน้าของสิ่งที่เราจะทำได้ทีละขั้นทีละตอน จนบรรลุเป้าหมายผลสำเร็จ มันมีจุดที่จะวัดผลกันได้ว่ามีความก้าวหน้านั่นเอง
A มาจากคำว่า Attainable หรือ Achievable ก็หมายถึงว่า เจ้าสิ่งนั้นหรือเรื่องนั้นสามารถไปเอามาได้หรือในที่สุดแล้ว จะมาอยู่ในมือเราหรือตัวเราได้ ดังนั้นมันจะต้องสามารถทำได้ด้วย
R มาจากคำว่า Realistic แปลว่า เป็นจริง ดูจะคล้ายๆกับ Attainable แต่ต่างกันตรงที่ว่า สิ่งที่เป็นเป้าหมายนี้มันจะต้องเป็นความจริง
T มาจากคำว่า Time-bound ก็คือ Deadline นั่นเอง เป็นจุดของวันและเวลาที่เรากำหนดจะให้ได้มันมา เพราะถ้าไม่กำหนดวันให้แล้ว เราก็จะไม่มีอะไรบังคับว่าจะต้องเร่งรีบ หรือใส่แรงลงไปมากน้อยแค่ไหน
สรุปความหมายง่ายๆ ตามที่มาของคำว่า Smart ”  คือ การเฉพาะเจาะจงใช้กระบวนการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้ได้ผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ตามระยะเวลาที่กำหนด
จากพฤติกรรมของคนตามกิจวัตรประจำวันในยุคปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า การปรับตัวจากวิถีชีวิตแบบอัจฉริยะ ( Smart Life ) ไปสู่องค์กรอัจฉริยะ ( Smart Organize ) นั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือ ยากเย็นแสนเข็นแต่ประการใด โดยเฉพาะแนวความคิดที่จะพัฒนากองทัพไปสู่ กองทัพอัจฉริยะ ( Smart Army ) เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันแทบจะเป็นเรื่องปกติสามัญ เพียงใช้กระบวนการบริหารจัดการต่างๆ ตามความหมายง่ายๆ จากที่มาของคำว่า “ Smart ”  ซึ่งการที่จะพัฒนากองทัพไปสู่ กองทัพอัจฉริยะ ( Smart Army ) ให้บรรลุเป้าหมายเกิดความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมตามระยะเวลาที่กำหนดนั้น จะต้องเจาะจงใช้กระบวนการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้
๑. ขั้นการบูรณาการสารพัดบัตรต่างๆ เช่น บัตรประจำตัวข้าราชการ , บัตรประจำตัวหน่วยงาน , บัตรผ่านเข้า-ออกสถานที่ , บัตรตรวจโรค , บัตรเบิกจ่ายตรงโรงพยาบาล , บัตรสารพัดสมาชิกต่างๆ ของกองทัพ รวมถึงสติกเกอร์ติดรถ จะต้องมีการพัฒนาให้เป็นบัตรอเนกประสงค์ ( Multi – Proposes ID Card ) คือ มีข้อมูลและรูปภาพเพื่อใช้แสดงตน , มีสัญญาณคลื่นความถี่วิทยุ ( Radio Frequency ID ; RF ID ) เพื่อใช้บันทึกในการผ่านเข้า-ออกสถานที่ แบบอัตโนมัติ , มี Micro Ship , Bar Code หรือ มีแถบข้อมูลแม่เหล็ก สำหรับเก็บรหัส ข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อการใช้งานโปรแกรมการทำงานต่างๆ  ,  มีรหัสสี่เหลี่ยม ที่ เรียกว่า QR Code ซึ่งย่อมาจากรหัส Quick Response เพื่อใช้ในการแสดงข้อมูลและการเข้าใช้งานผ่านอุปกรณ์มือถือระบบ Smart Phones หรือ Tables รวมถึงการบูรณาการบัตรประจำตัวข้าราชการกับบัตรเครดิต-เดบิตธนาคาร ( Credit & Debit Card ) เป็นต้น ก็จะทำให้บัตรประจำตัวข้าราชการดังกล่าวเพียงบัตรเดียว สามารถใช้งานต่างๆ ที่สำนักงานในกองทัพได้ตลอดทั้งวัน
๒. ขั้นการพัฒนาความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อรองรับการให้การใช้งานและการบริการของหน่วยงานต่างๆ ของกองทัพ ซึ่งจะต้องกำหนดกระบวนการพัฒนาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนทั้งอุปกรณ์ ( Hardware ) , โปรแกรมระบบงาน ( Application ) และระบบเครือข่าย ( Network ) โดยเริ่มจาก ระบบงานบริการกำลังพล , ระบบงานสวัสดิการ , ระบบงานการเงิน , ระบบการทดสอบร่างกาย , ระบบงานการพิจารณาบำเหน็จ ฯลฯ ก่อนที่จะขยายผลไปยังระบบงานอื่นๆ ให้ครอบคลุมทุกสายงานฝ่ายอำนวยการ ตลอดจนการส่งเสริม สงเคราะห์ และสนับสนุนให้กำลังพลทุกระดับสามารถเข้าถึงการบริการสารสนเทศ รวมถึงการมีอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเท่าที่จำเป็นสำหรับตนเอง เช่น Tables หรือ Smart Phones และค่าใช้จ่ายการบริการเครือข่าย 3G , WiFi ในราคาสวัสดิการ หรือราคาพิเศษ  เพื่อการเข้าถึงการบริการสารสนเทศและการใช้งานต่างๆ ของกองทัพ
๓. ขั้นการใช้งาน โดยการกำหนดมาตรการ ข้อบังคับ ระเบียบปฏิบัติ ทั้งด้านการใช้งาน และการรักษาความปลอดภัย อย่างชัดเจน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกำลังพลทุกนายจะต้องปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนด เพื่อให้การพัฒนากองทัพไปสู่ กองทัพอัจฉริยะ ( Smart Army ) บรรลุเป้าหมายเกิดความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมตามระยะเวลาที่กำหนด
๔. ขั้นการติดตามและประเมินผลการใช้งาน โดยการสำรวจความคิดเห็นต่างๆ จากผู้ใช้งานโดยตรง ผ่านระบบสารสนเทศของแต่ละระบบงาน เพื่อติดตามและประเมินผล ทั้งจำนวนและที่ตั้งอุปกรณ์ ( Hardware ) , โปรแกรมระบบงาน ( Application ) , ระบบเครือข่าย      ( Network ) และความพึงพอใจของผู้ใช้งาน เพื่อการพัฒนา ปรับปรุงแก้ไขให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
๕. ขั้นการขยายผลการใช้งาน เป็นการพัฒนาต่อยอดเพื่อให้การพัฒนากองทัพไปสู่ กองทัพอัจฉริยะ ( Smart Army ) อย่างเต็มรูปแบบ จากส่วนกลางกระจายการพัฒนาไปยังระดับภูมิภาค คือ กองทัพภาคหรือค่ายทหารอัจฉริยะ ( Smart Camp )  กองพลอัจฉริยะ ( Smart Division )  และลงไปจนถึงระดับท้องถิ่น คือ กองพันอัจฉริยะ ( Smart Battalion ) 
การพัฒนากองทัพไปสู่ กองทัพอัจฉริยะ ( Smart Army ) จะเริ่มตั้งแต่ การขับรถผ่านเข้า-ออกประตูไม้กั้น ด้วยระบบ RF ID แบบ Easy Pass บนทางด่วน Troll way พอเดินเข้าสำนักงาน ประตูก็จะเปิดแบบอัตโนมัติ พร้อมบันทึกเวลา เข้า-ออก พอถึงเวลาทำงาน ก็ใช้บัตรซึ่งมี Micro Ship หรือ แถบข้อมูลแม่เหล็ก เสียบเข้าอ่านที่เครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้งานโปรแกรมการทำงานต่างๆ  พอพักเที่ยงลงมาทานอาหารกลางวัน ก็ใช้บัตรซึ่งมี Micro Ship เครดิต-เดบิตธนาคาร จ่ายค่าอาหาร ใน Food Cord   หรือจะใช้ซื้อข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆ ใน PX  ใช้บัตรกดเบิก ถอน ฝาก โอนเงินจากตู้ ATM พอวันไหนเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ใช้บัตรนี้เข้ารับการบริการทางการแพทย์ที่ห้องตรวจโรคหรือโรงพยาบาล แทนบัตรตรวจโรคหรือบัตรเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาล หากต้องการอยากดูข้อมูลประวัติตนเอง ก็เอาบัตรไปทาบกับเครื่องอ่านข้อมูลจากระบบงานกำลังพล ก็จะเห็นข้อมูลประวัติรับราชการ การศึกษา เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ราชการพิเศษ วันทวีคูณ ฯลฯ เพื่อจะได้วางแผนชีวิตว่าจะอยู่รับราชการต่อ หรือขอเกษียณอายุก่อนกำหนด เพื่อเอายศ เอาเงินตอบแทน อยากจะดูข้อมูลเงินกู้ หนี้สิน หรือเงินออมต่างๆ ของตนทั้งของหน่วยงานและสหกรณ์ออมทรัพย์ ก็เอาบัตรไปแปะที่เครื่องระบบงานสวัสดิการ แบบที่เช็คราคาสินค้าห้างโลตัส ก็จะทราบข้อมูลทันทีว่า หนี้สินเหลือเท่าไร? ใกล้จะหมดงวดรึยัง ? เงินที่เก็บหอมรอมรีบสะสมไว้ ตอนนี้เพิ่มพูนมากน้อยเพียงใด? ถ้าต้องการรู้เงินเดือนล่วงหน้าว่าพอจะเหลือเท่าไหร่? ตอนเงินเดือนออกสิ้นเดือน ก็เอาบัตรไปแปะที่เครื่องระบบงานการเงิน ก็จะทราบข้อมูลสลิปเงินเดือนล่วงหน้าคร่าวๆ พอจะเอาไปวางแผนการเงินในครอบครัวได้บ้างว่าพอจะพาครอบครัวไปทานอาหารมื้อพิเศษ หรือไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดได้ไหม? หรือไม่พอจ่ายค่าเทอมลูก ก็จะต้องเตรียมการวางแผนหาเงินล่วงหน้า เมื่อมีการทดสอบสมรรถภาพร่างกายประจำปี ก็ให้กำลังพลผู้เข้าทดสอบนำบัตรติดตัววิ่งผ่านเครื่องรับสัญญาณ RF ID ก็จะได้ข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยวตรง รวมถึงการเอาข้อมูลบันทึกเวลา เข้า-ออก การทำงาน มาใช้ในการพิจารณาบำเหน็จ ความดีความชอบตอบแทนการทำงาน การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น หรือการให้เงินรางวัลโบนัสพิเศษต่างๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
นอกจากนี้ ระบบข้อมูลสารสนเทศของหน่วยงานต่างๆ กำลังพลยังสามารถเข้าถึงได้โดยผ่านอุปกรณ์ Tables หรือ Smart Phones ส่วนบุคคล ที่เชื่อมผ่านระบบ WiFi ซึ่งติดตั้งกระจายตามจุดต่างๆ อย่างทั่วถึง เพื่อให้การบริการด้านสารสนเทศ โดยการใช้ QR Code ที่ติดกับบัตรประจำตัวในการแสดงตน ( Authentic )  สำหรับการเข้าถึงระบบงานต่างๆ และข้อมูลระบบสารสนเทศของหน่วยงาน รวมถึงการรับข้อมูลข่าวสารและการประชาสัมพันธ์ต่างๆ ผ่านระบบมือถือ เช่นเดียวกับเวลาที่เราไปในสถานที่ต่างๆ มักจะปรากฏข้อมูลข่าวสารและการประชาสัมพันธ์โผล่มาในโทรศัพท์มือถือเป็นประจำเมื่อเวลาเปิดสัญญาณ 3G หรือ WiFi ทิ้งไว้
ส่วนระบบ RF ID ที่ติดอยู่ที่บัตร นอกจากจะนำมาใช้งานต่างๆ ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานในด้านการรักษาความปลอดภัย ( Security ) โดยติดตั้งจุดรับสัญญาณ RF ID ในเขตพื้นที่หวงห้าม เมื่อมีกำลังพลเดินผ่านก็จะมีสัญญาณแจ้งเตือน เช่นเดียวกับห้างร้านในศูนย์การค้า หรือการเชื่อมกับระบบกล้อง CCTV เพื่อให้บันทึกข้อมูลเหตุการณ์เฉพาะที่มีการเคลื่อนไหว เพื่อประหยัดเนื้อที่ Hard Disk นอกจากนี้ยังสามารถนำสัญญาณ RF ID มาประยุกต์เชื่อมกับระบบไฟฟ้าในห้องน้ำ หรือห้องทำงานต่างๆ ในการควบคุมการเปิด-ปิดหลอดไฟฟ้า จะช่วยในการประหยัดพลังงาน ( Safe Energy ) ของหน่วยงานอีกทางหนึ่ง
ตัวอย่างการใช้งานและข้อมูลสารสนเทศที่ยกตัวอย่างมานี้ เป็นเพียงงานด้านการบริการกำลังพลเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งข้อมูลบางส่วนของกำลังพลที่ถูกบันทึกไว้ในระบบสารสนเทศ จากการผ่านเข้ามา – ออกไป หรือการใช้งานต่างๆ สามารถนำมาบริหารจัดการข้อมูลและการกำหนดสิทธิ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาระดับต่างๆ สามารถเข้าดูหรือตรวจสอบเป็นรายบุคคลว่า ใคร? อยู่ที่ไหน? เมื่อไหร่? และกำลังทำอะไร? , การตรวจสอบสถานภาพกำลังพลประจำวันเป็นรายหน่วย , การตรวจสอบผลการทดสอบสมรรถภาพร่างกายของกำลังพล , การตรวจสอบสถานภาพหนี้สินกำลังพลของหน่วย , การตรวจสอบประวัติรับราชการ , การตรวจสอบคุณวุฒิหรือความเชี่ยวชาญพิเศษ ฯลฯ ผ่านอุปกรณ์มือถือ เช่น Tables หรือ Smart Phones จากที่ใดก็ได้

ดังนั้น แนวความคิดที่จะพัฒนากองทัพไปสู่ กองทัพอัจฉริยะ ( Smart Army ) จึงไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันแต่ประการใด หากคิดจะเริ่มพัฒนา ก็ควรจะเร่งพัฒนาตั้งแต่ตอนนี้ โดยกำหนดเป้าหมาย ดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แบบค่อยเป็นค่อยไป สิ่งใดที่มีอยู่แล้วในกองทัพพอจะทำได้ ก็กำหนดความเร่งด่วนในการดำเนินการเป็นลำดับแรก สิ่งใดที่มีอยู่ แต่ต้องใช้การพัฒนาปรับปรุงต่อยอดเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้ ก็เร่งดำเนินการ สิ่งใดที่ยังไม่มีหรือยังไม่ได้เริ่มทำ ก็กำหนดแผนงานดำเนินการต่อไป เพียงเท่านี้ก็จะสามารถจะพัฒนากองทัพไปสู่ กองทัพอัจฉริยะ ( Smart Army ) ได้โดยไม่ยาก

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

แนวทางการพัฒนา IT ของ กองทัพ เพื่อรองรับ ประชาคมอาเซียน

แนวทางการพัฒนา IT ของ กองทัพ เพื่อรองรับ ประชาคมอาเซียน
โดย พันเอก ฤทธี  อินทราวุธ
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร

ปัจจุบัน คนไทยส่วนใหญ่มักจะคุ้นกับการได้ยินได้ฟังคำว่า AEC และมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชน ตลอดจนสถาบันการศึกษา ต่างตื่นตัวให้ความสนใจ และมีการรณรงค์เพื่อให้ความรู้ต่าง ๆ ในการเตรียมตัวของประเทศและคนไทย เพื่อการเข้าร่วมสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ( ASEAN Economics Community : AEC )  และมีหลายต่อหลายคน หน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมถึง ผู้บังคับบัญชา หรือ หัวหน้าหน่วยงานบางท่าน ยังสับสนมึนงงว่า มันอะไรกันแน่ ? แล้วหน่วยงานของตน มันไปเกี่ยวข้องอย่างไร ? และในฐานะอะไร ? ดังนั้น เพื่อให้เกิดความกระจ่าย ความชัดเจน และมีความเข้าใจตรงกัน จึงขอกล่าวถึงที่มาที่ไปดังนี้
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations : ASEAN) หรือ ประชาคมอาเซียน เป็นเป้าหมายการรวมตัวกันของประเทศสมาชิกอาเซียน ๑๐ ประเทศ ประกอบด้วย ไทย  พม่า ลาว
เวียดนาม  มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และ บรูไน  เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง และขีดความสามารถการแข่งขันของอาเซียนในเวทีระหว่างประเทศ รวมถึงให้อาเซียนมีความแข็งแกร่ง มีภูมิต้านทานที่ดี ในการรับมือกับปัญหาใหม่ ๆ  ระดับโลก
ประชาคมอาเซียน เปรียบกับการเป็นครอบครัวเดียวกันของประเทศสมาชิกอาเซียน ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ พร้อมกับมีการร่วมลงนามในปฏิญญาให้เป็นประชาคมเดียวกัน ให้สำเร็จภายใน พ.ศ. ๒๕๕๘ (ค.ศ. 2015) พร้อมกับมีการแบ่งประชาคมย่อย ออกเป็น ๓ ประชาคม หรือ ๓ เสาหลัก ได้แก่
๑. ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political and Security Community :APSC)
๒. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ( ASEAN Economics Community :AEC)
๓. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ( ASEAN  Socio - Cultural Community : ASCC)
จากประชาคมย่อย หรือ เสาหลัก ทั้งสาม ก็จะเห็นได้ว่า มันเป็นการรวมตัวในด้านต่าง ๆ ของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ๑๐ ประเทศ  ทั้ง ด้านการเมืองและความมั่นคง (APSC) ด้านเศรษฐกิจ (AEC) ด้านสังคมและวัฒนธรรม (ASCC)  ไม่ใช่เฉพาะด้านเศรษฐกิจ (AEC)  ตามที่หลายคนเข้าใจ แต่ทั้งนี้เป็นเพราะการสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ และการเน้นน้ำหนักของประเทศส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญไปในด้านเศรษฐกิจ (AEC)  เป็นหลัก จึงทำให้ส่วนราชการและองค์กร ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับด้านการเมือง ด้านสังคมจิตวิทยา และด้านความมั่นคง หลายหน่วยเกิดความสบสนว่า หน่วยงานของตนซึ่งไม่ได้มีภารกิจเกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจจะต้องมีการเตรียมการอย่างไร ? ในการเข้าร่วมเป็นประชาคมฯ ภายใน พ.ศ. ๒๕๕๘ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจมากขึ้นในเสาหลักด้านอื่นๆ ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับภารกิจของหน่วยโดยตรงหรือโดยอ้อม จะขอกล่าวถึงอีก ๒ ประชาคมย่อย ดังนี้
๑. ด้านประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political and Security Community :APSC) ซึ่งเป็นความร่วมมือหนึ่งในสามเสาหลัก ที่เน้นการรวมตัวของอาเซียนเพื่อสร้างความมั่นใจ เสถียรภาพ และสันติภาพ ในภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนในอาเซียนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และปราศจากภัยคุกคามด้านการทหาร และปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง เช่น การก่อการร้าย การลักลอบค้ายาเสพติด โจรสลัด และอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นต้น
๒. ด้านประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ( ASEAN  Socio - Cultural Community : ASCC) ซึ่งมีเป้าหมาย ให้อาเซียนเป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง สังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีการพัฒนาในทุกด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์ของอาเซียน โดยมี แผนปฏิบัติการด้านสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ระบุอยู่ในแผนปฏิบัติการเวียงจันทน์
ประเทศไทยได้มีการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ทั้งภาครัฐและธุรกิจเอกชน เพื่อรองรับการเข้าร่วมสู่ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารก็ได้มีการดำเนินการต่างๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้มีการจัดทำแผนงานและมาตรการต่างๆ ที่สำคัญ เพื่อรองรับทั้ง ๓ เสาหลัก ซึ่งในส่วนเกี่ยวข้องกับด้านประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน และด้านประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน มีดังนี้
. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ โดยให้ความสำคัญในด้านการเชื่อมต่อความเร็วสูง (High Speed Inter - Connection) และการเพิ่มศักยภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยโครงข่าย (Cyber - Security Network)
. การส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยการส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในเชิงบวก โดยเฉพาะการใช้งานอินเทอร์เน็ต
๓. การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในทุกระดับการศึกษา รวมถึงการสนับสนุนการเรียนรู้ทางอินเทอร์เน็ต
. การเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ
. ด้านอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ และการก่อการร้าย

กองทัพ ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีความสำคัญ ด้านความมั่นคง ปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ เช่น การก่อการร้าย การลักลอบค้ายาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นต้น รวมถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทางสังคม เช่น ปัญหาความเดือดร้อนจากภัยพิบัติต่างๆ ปัญหาการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น ดังนั้น กองทัพ จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อรองรับบทบาทของประเทศในการเข้าร่วมประชาคมอาเซียน ให้สอดคล้องกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ดังนี้
. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ โดยให้ความสำคัญในด้านการเชื่อมต่อความเร็วสูง (High Speed Inter - Connection) และการเพิ่มศักยภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยโครงข่าย (Cyber - Security Network)
ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทของกองทัพ บางเหล่าทัพยังขาดการพัฒนา โดยเฉพาะด้านโครงข่ายเชื่อมโยงระบบ (Network) ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งอยู่ในสถานภาพที่ไม่ครอบคลุมอย่างทั่วถ และเพียงพอต่อความต้องการในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ ของหน่วย ซึ่งมีที่ตั้งกระจัดกระจายไปทั่วประเทศ รวมถึงประสิทธิภาพของโครงข่ายเชื่อมโยงส่วนใหญ่ยังไม่มีขีดความสามารถเพียงพอที่จะรองรับทคโนโลยีปัจจุบัน ตลอดจนประสิทธิภาพด้านการรักษาความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ยังไม่มีมาตรฐานเพียงพอ ทำให้การใช้ระบบสารสนเทศของกองทัพบางหน่วยงาน ไม่สามารถที่จะนำมาใช้งานด้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ดังนั้น การเตรียมการของกองทัพ เพื่อรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสน เทศของประเทศ โดยเฉพาะด้านการเชื่อมต่อความเร็วสูง (High Speed Inter-Connection) และการเพิ่มศักยภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยโครงข่าย (Cyber - Security Network) ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อรองรับการเข้าร่วมสู่ประชาคมอาเซียน  ในปี ๒๕๕๘ จึงควรพิจารณาดำเนินการต่างๆ ดังนี้
๑.๑ การศึกษาเส้นทางของการพัฒนาโครงข่ายการเชื่อมต่อความเร็วสูง (High Speed Inter-Connection) ของประเทศ และโครงข่ายอื่นๆ ที่มีอยู่ในประเทศ เพื่อการเชื่อมโยง และบูรณาการการใช้งานอย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์ต่อกองทัพ โดยไม่เกิดการลงทุนซ้ำซ้อน
๑.๒ การจัดทำแผนบูรณาการพัฒนาและปรับปรุงโครงข่ายเชื่อมโยงระบบ ( Network) ของกองทัพ เพื่อการเชื่อมโยงกับโครงข่ายการเชื่อมต่อความเร็วสูงของประเทศ และโครงข่ายอื่นๆ ที่มีอยู่ในประเทศ เพื่อพัฒนาต่อยอดโครงข่ายต่างๆ ที่มีอยู่ในด้านปริมาณและด้านประสิทธิภาพ ให้ครอบคลุมความต้องการในการปฏิบัติภารกิจ
๑.๓ การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือหรือบันทึกความเข้าใจ ( MOU ) กับส่วนราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ในการเชื่องโยงและบูรณาการการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อกองทัพ
๑.๔ การพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยโครงข่าย (Cyber - Security Network) ของกองทัพ ที่มีอยู่ปัจจุบันและในอนาคต ให้มีมาตรฐานสากล
๑.๕ การพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของหน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Cyber Force) ของกองทัพ ด้านเครื่องมือและบุคคลากรให้มีขีดความสามารถเพียงพอต่อการรับมือภัยคุกคามด้านไซเบอร์ (Cyber Threat)

. การส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยการส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในเชิงบวก โดยเฉพาะการใช้งานอินเทอร์เน็ต กองทัพ ได้มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ดำเนินการติดตั้งระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อให้การบริการด้านสารสนเทศแก่หน่วยงานและกำลังพล แต่เนื่องจากปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณรวมถึงความรวดเร็วในการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ทำให้ประสิทธิภาพการใช้งานอินเทอร์เน็ตของกองทัพ ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรเมื่อเปรียบเทียบกับภาคธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะปัญหา Lead Line ซึ่งบางเหล่าทัพยังต้องอาศัยเส้นทางและงบประมาณผ่านองค์กรอื่น จึงทำให้บางหน่วยงานนิยมใช้การบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ประเภท  ADSL หรือ ISDN ซึ่งทำให้เกิดปัญหาด้านการรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ
ดังนั้น เพื่อให้การส่งเสริมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของหน่วยและกำลังพลของกองทัพเกิดประสิทธิภาพ และเป็นไปอย่างครอบคลุมทั่วถึง จึงเห็นควรพิจารณาดำเนินการเช่า Lead Line เป็นการเฉพาะ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและควบคุมกำกับดูแลการบริการอินเทอร์เน็ตและด้านการรักษาความปลอดภัยหน่วยต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณประจำปีอย่างเหมาะสม เพื่อให้หน่วยและกำลังพลสามารถเข้าถึงการบริการด้านสารสนเทศอย่างมีคุณภาพและทั่วถึง

๓. การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในทุกระดับการศึกษา รวมถึงการสนับสนุนการเรียนรู้ทางอินเทอร์เน็ต กองทัพได้มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะการจัดการองค์ความรู้ ( Knowledge Management ; KM ) ของหน่วยต่างๆ รวมถึงระบบการเรียนการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์ ( e-Learning ) ของหน่วยจัดการศึกษาและหน่วยสายวิทยาการของกองทัพ แต่เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าว ยังขาดการบริหารจัดการอย่างมีคุณภาพเท่าที่ควร ทำให้การนำผลผลิตไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานและกำลังพลยังไม่ได้ผลสัมฤทธิ์อย่างเต็มที่
ดังนั้น เพื่อให้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในทุกระดับการศึกษา รวมถึงการเรียนรู้ทางอินเทอร์เน็ตของกองทัพ เกิดประสิทธิภาพ จึงเห็นควรพิจารณาดำเนินการ ดังนี้
๓.๑ การสร้างแรงจูงใจให้กับหน่วยงานและบุคคลากรในดำเนินการจัดการองค์ความรู้   ( Knowledge Management ; KM ) ของหน่วยต่างๆ เพื่อให้มีเนื้อหาสาระเชิงคุณภาพ มีมาตรฐานและเกิดประโยชน์ต่อกองทัพ ตลอดจนกำลังพลที่เข้ามาเรียนรู้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต
๓.๒ การรณรงค์ ปลูกฝัง และสร้างแรงจูงใจให้กับกำลังพลทุกระดับชั้น เห็นความสำคัญในการเข้ามาเรียนรู้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะการใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อพัฒนาตนเองให้สามารถสื่อสารกับชาวต่างประเทศได้ รวมถึงการนำไปใช้ในการฝึกร่วมผสม และการปฏิบัติการร่วมกับกองทัพต่างประเทศ
๓.๓ การบริหารจัดการระบบการเรียนการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์ ( e-Learning ) อย่างมีคุณภาพ มีมาตรฐาน และมีความเป็นเอกภาพ ไม่เกิดความซ้ำซ้อนในด้านข้อมูลและการทำงาน โดยกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพหลัก รับผิดชอบดำเนินการในเนื้อหาแต่ละเรื่องให้จัดเจน และให้หน่วยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่นำไปใช้ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
๓.๔ กำหนดมาตรฐานศึกษาของระบบการเรียนการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์   ( e-Learning ) ให้เป็นการศึกษาตามแนวทางการรับราชการ และผู้สำเร็จการศึกษาจะมีโอกาสความเจริญก้าวหน้า ตลอดจนการนำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ในการเทียบโอนหน่วยกิตการศึกษาของสถาบันการศึกษาอื่นๆ ได้

. การเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ กองทัพถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีความสำคัญในการรับมือภัยพิบัติของประเทศ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเฉพาะภัยพิบัติที่เกิดจากภัยธรรมชาติ อาทิเช่น อุทกภัย วาตภัย เป็นต้น กองทัพได้ดำเนินการปรับปรุงภารกิจของหน่วยและมีการฝึกซ้อมกำลังพลเพื่อรองรับภารกิจพิเศษนี้ ซึ่งการเตรียมการดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมในด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ เพื่อการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นหลัก ยังขาดการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งประกอบด้วย การจัดตั้งหน่วยปฏิบัติงานเป็นการเฉพาะ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับภารกิจด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นภารกิจหลักตามรัฐธรรมนูญ และการนำเทคโนโยลีสารสนเทศและการสื่อสาร มาประยุกต์ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
ดังนั้น เพื่อให้การเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติของกองทัพ เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานยิ่งขึ้น จึงเห็นควรพิจารณาดำเนินการ ดังนี้
๔.๑ การจัดตั้ง หน่วยบรรเทาสาธารณภัย ในหน่วยกำลังระดับกองพันหรือเทียบเท่า ในพื้นที่เสี่ยงซึ่งมีภัยพิบัติเกิดขึ้นเป็นประจำและซ้ำซาก ให้มียานพาหนะ เครื่องมือ และกำลังพลอย่างเหมาะสม เพื่อให้มีความคล่องตัวในการปฏิบัติภารกิจโดยตรง และไม่มีผลกระทบกับภารกิจด้านการป้องกันประเทศ
๔.๒ การนำเทคโนโยลีสารสนเทศและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านการเตรียมการระดมสรรพกำลัง การแจ้งเตือนภัยประชาชนในพื้นที่ การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร การบริหารจัดการภัยพิบัติ และการติดต่อสื่อสารในกรณีที่ระบบโทรคมนาคมปกติเสียหาย
๔.๓ การเชื่อมโยงระบบเทคโนโยลีสารสนเทศและการสื่อสาร กับหน่วยงานราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงาน เพื่อเกิดประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการทำงาน ตลอดจนไม่เกิดความคับคั่งและความซ้ำซ้อนในการทำงาน

. ด้านอาชญากรรมคอมพิวเตอร์และการก่อการร้าย ปัจจุบันปัญหาอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ และการก่อการร้าย นับวันจะเพิ่มทวีคูณมากขึ้น ตามความเจริญก้าวหน้าด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กองทัพนับเป็นหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทสำคัญหน่วยหนึ่งด้านปัญหาอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะกรณีหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ และปัญหาการก่อการร้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้อย่างกว้างขวาง และมีการพัฒนารูปแบบการประยุกต์ใช้งาน เพื่อสร้างความเสียหายและความสูญเสียต่อประเทศชาติ เจ้าหน้าที่ และประชาชนในพื้นที่ ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา และการทหาร
ดังนั้น กองทัพจะต้องเร่งพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว ซึ่งได้คุกคามด้านความมั่นคงและความเชื่อมั่นของประเทศมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน และนานาประเทศ ขาดความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศ ขาดความเชื่อมั่นในการค้าการลงทุน รวมถึงประชาชนในพื้นที่ขาดความมั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จึงควรพิจารณาดำเนินการ ดังนี้
๕.๑ การพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ของกองทัพ เพื่อให้มีขีดความสามารถเพียงพอต่อการรับมือภัยคุกคามดังกล่าว
๕.๒ การพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพด้านบุคคลากรของกองทัพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีขีดความสามารถเพียงพอต่อการติดตาม เฝ้าระวัง การป้องกัน และการตอบโต้
๕.๓ การพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ไม่เป็นภาระต่อผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ มาประยุกต์ใช้งานในด้านการรักษาความปลอดภัยบุคคลและสถานที่ รวมถึงการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ฯ เช่น ระบบ Sensor , ระบบ Scan , ระบบ X-Ray , ระบบ Micro ship ฯลฯ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone)
๕.๔ การกำหนดมาตรการการใช้งานอุปกรณ์ ICT ของผู้ใช้งานในพื้นที่ที่กำหนดเป็นพื้นที่ความมั่นคงพิเศษ เพื่อควบคุมและจำกัดเสรีในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของฝ่ายตรงข้าม

จากข้อเสนอแนะดังกล่าว ในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศของกองทัพ เพื่อการเตรียมการรองรับเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในด้านประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน และด้านประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ตามกรอบการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศ เชื่อได้ว่าจะทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมในปี ๒๕๕๘ อย่างแน่นอน

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

โดเมน .thai ( ดอท ไทย ) ภัยความมั่นคงด้านสารสนเทศของไทย

โดเมน .thai ( ดอท ไทย ) ภัยความมั่นคงด้านสารสนเทศของไทย
โดย พันเอก ฤทธี  อินทราวุธ
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร
นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ๒๕๕๕

                        คนไทยหลายคนรวมถึงส่วนราชการ องค์กร ธุรกิจเอกชนยังมิทราบว่า ปัจจุบันในวงการอินเตอร์เน็ตได้มีการเพิ่มขยายขอบเขตการตั้งชื่อโดเมน ( Domain name ) เพื่อให้สอดคล้องและรองรับความต้องการของวงการหรือกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ จาก ชื่อโดเมนมาตรฐานประเภทพื้นฐานหลัก เช่น กลุ่มธุรกิจ ( .com ) , กลุ่มเครือข่าย ( .net )  , กลุ่มองค์กร      ( .org ) และ อักษรย่อของประเทศ ( .th ) เป็นต้น มาเป็นชื่อโดเมนต่างๆ เพื่อสื่อความหมายหรือเจาะจงให้เกิด
ความชัดเจน มีความเป็นเอกลักษณ์ มีความเป็นเอกภาพ ฯลฯ เช่น.asia , .biz , .info , .tv , etc. โดยมีองค์กรชื่อ Internet Corporation for Assigned Names and Numbers ( ICANN ) ซึ่งหน่วยงานกลางในการดำเนินการบริหารจัดการดูแลระบบอินเทอร์เน็ตของโลก เช่น การบริหารระบบชื่อโดเมน การบริหารด้านทะเบียนและการสืบค้นชื่อโดเมน การจัดสรรหมายเลข IP การกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคของระบบอินเทอร์เน็ต และการรับจดทะเบียนชื่อโดเมน
โดเมนระดับสูงสุด เรียกว่า Top Level Domain  ( TLD ) หมายถึงชื่อ หรือ อักษรที่อยู่ท้ายสุดของชื่อโดเมน เช่น .com , .th โดยทั่วไป จะแบ่งเป็น ๒ ประเภทคือ Generic Top Level Domain  ( gTLD ) เช่น .com , .net , .org , etc.และ Country Code Top Level Domain       ( ccTLD ) เช่น .us , .th , etc. ต่อมา ICANN มีโครงการ New gTLD เปิดให้ผู้สนใจยื่นของเป็นเจ้าของ gTLD ชื่ออื่นๆ เช่น .web , .shop , .site , .hotel , .music , .film , .sport , etc.
ผู้ที่ไปจดทะเบียนและได้รับชื่อโดเมนประเภทต่างๆ ดังกล่าวมาเป็นกรรมสิทธิ์ ก็จะสามารถนำลิขสิทธิ์ชื่อโดเมนของตนไปเปิดให้บริการแก่ผู้ที่ต้องการจดโดเมนภายใต้ชื่อสกุลประเภทต่างๆ ของตนเอง ยกตัวอย่าง ชื่อโดเมน สกุลประเทศไทย ( .th ) จะมีหน่วยงานชื่อว่า บริษัท ที.เอช.นิค จำกัด ( THNIC ) เป็นผู้มีสิทธิ์อนุญาตให้ผู้ขอจดทะเบียนใช้ชื่อโดเมนสกุล  xxx.co.th , xxx.or.th , xxx.ac.th , etc.ได้ โดยมีค่าบริการจดทะเบียนและการดูแลรักษาชื่อโดเมนเป็นรายปี และจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการใช้งานตลอดไปจนกว่าจะเลิกใช้บริการ โดยชื่อโดเมน สกุลชื่อย่อของประเทศต่าง ๆ ถือว่าเป็นชื่อโดเมนมาตรฐานสากล สำหรับใช้ในการสื่อความหมายของแหล่งที่มาของเว็บไซต์ ( URL ) ว่ามาจากประเทศใด ไม่ถือเป็นคำนามเฉพาะ     ( Proper Noun )  หรือ  วิสามานยนาม  
จากกระแสการขยายการตั้งชื่อโดเมนดังกล่าว เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีผู้ที่เล็งเห็นผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจการบริการจดทะเบียนชื่อโดเมน ( Domain Name Service ; DNS Provider)  ไปขอจดทะเบียนชื่อโดเมน ดอทไทย ( .thai ) ซึ่งเป็นถือเป็นคำนามเฉพาะ ( Proper Noun )  หรือ  วิสามานยนาม  ซึ่งหมายถึง ประเทศไทย , คนไทย , สัญชาติไทย , เชื้อชาติไทย ,ภาษาไทย ฯลฯ ได้มีความพยายามในการขอจดทะเบียนต่อ องค์กร ICANN โดยประสานให้ส่วนราชการ องค์กร และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มีหนังสือรับรองความชอบธรรมอย่างเป็นทางการในการของจดทะเบียนชื่อโดเมน ดอทไทย ( .thai ) และได้มีหัวหน้าส่วนราชการ องค์กร และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหลายราย ขาดความรู้ ความเข้าใจ ไม่ทันเกมต่อเล่ห์เหลี่ยมเชิงธุรกิจแบบแอบแฝง หรือขาดความรอบครอบ ขาดตระหนักถึงความเสียหายต่อประเทศชาติที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต ทำหนังสือยินยอมเห็นชอบ และสนับสนุนให้บริษัทเอกชนดังกล่าวดำเนินการจดทะเบียนชื่อโดเมน ดอทไทย ( .thai )
การดำเนินการจดทะเบียนชื่อโดเมน ดอทไทย ( .thai ) ได้มีนักวิชาการ และประชาชนที่ทราบเรื่อง ออกมาคัดค้าน โดยอ้างสิทธิของความเป็น เจ้าของประเทศ , ความเป็นคนไทย , สัญชาติไทย , เชื้อชาติไทย และความเป็นไทยต่างๆ นานา จึงควรมีสิทธิในปกป้อง สงวนรักษา และให้ความเห็นชอบในการที่จะยินยอมให้ใครคนใดคนหนึ่งมาถือกรรมสิทธิ์โดยเด็ดขาดในความเป็นเจ้าของ หรือสิทธิในการที่จะนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ และได้มีการแสดงความเห็นผ่านสื่อต่างๆ ตลอดจนการทักท้วงส่วนราชการ องค์กร และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่างๆ ที่ได้ทำหนังสือยินยอมเห็นชอบ และสนับสนุนให้บริษัทเอกชนดังกล่าวดำเนินการจดทะเบียนชื่อโดเมน ดอทไทย ( .thai ) เพื่อดำเนินการระงับ หรือทักท้วงการจดทะเบียนชื่อโดเมนดังกล่าว เพื่อมิให้ประเทศไทยเกิดการสูญเสียอธิปไตยในโลกไซเบอร์
การจดทะเบียนชื่อโดเมน ดอทไทย ( .thai ) ที่ไม่มีระบบการบริหารจัดการที่ดี ในด้านความเสียหาย และผลกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศชาติ รวมทั้งด้านเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น หากคนไทยที่มีความประสงค์ที่จะใช้ชื่อโดเมน ดอทไทย ( .thai ) ไว้ใช้งานต่าง ๆ โดยเฉพาะความจำเป็นด้านข้อมูลข่าวสารในยุคสารสนเทศ  ก็จะต้องตกเป็นทาสเชิงพาณิชย์ไปชั่วลูกชั่วหลาน ประมาณว่าค่าบริการโดเมนละ ๑,๐๐๐ บาท/ปี ซักล้านโดเมน รวมมูลค่าเป็นพันล้านบาท/ปี หากผู้ที่มีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของชื่อโดเมน ดอทไทย ( .thai ) เห็นแก่ผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของประเทศชาติ ก็อาจจะซื้อ - ขายชื่อโดเมน ดอทไทย ( .thai ) ให้กับชาวต่างชาติ ที่เล็งเห็นผลประโยชน์อย่างมหาศาล  ในด้านความเป็นแบนด์เนม ( Brand Name ) ที่ขึ้นชื่อในด้านธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ  โดยเฉพาะการบริการทางเพศ เป็นต้น และเปิดให้บริการการจดทะเบียนเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก ใครชนชาติไหนก็สามารถใช้ชื่อสกุลโดเมน ดอทไทย ( .thai ) ได้โดยเสรี เช่นเดียวกับการขอจดทะเบียนโดเมน .com , .org , .net , etc. เชื่อว่าจะมีจำนวนเว็บไซต์ทั่วโลกที่มีชาวต่างชาติมาใช้บริการจดทะเบียนชื่อสกุลโดเมน ดอทไทย ( .thai ) เพื่อใช้เป็นช่องทางธุรกิจต่างๆ นับสิบล้านเว็บไซต์ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีผลกระทบทั้งด้านภาพลักษณ์ของประเทศ และความเป็นคนไทย ก็จะเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ และคนไทยโดยส่วนรวม ยิ่งถ้าหาก Server ตั้งอยู่ต่างประเทศ ก็จะเป็นการยากที่ประเทศไทยจะขอความร่วมมือในการปิดเว็บไซต์ได้
ผลกระทบด้านความมั่นคงและความเชื่อมั่นของประเทศ โดยเฉพาะด้านสารสนเทศ และการปฏิบัติการข่าวสาร ที่มาจากเว็บไซต์ที่ใช้ชื่อสกุลโดเมน ดอทไทย ( .thai ) ยกตัวอย่างเช่น www.BRN.thai ทำนองนี้ ซึ่งดูชื่อเว็บไซต์แล้วคนทั่วไปจะมีความรู้สึกและสื่อความหมายว่าเป็นเว็บไซต์แบบทางการและมาจากประเทศไทยโดยตรง เว็บไซต์ลักษณะดังกล่าว หากกลุ่มองค์กร NGO ต่างๆ มีการนำมาใช้เพื่อผลทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา โดยเฉพาะปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ , ปัญหาชายแดน , ปัญหาสิทธิด้านมนุษยธรรม , ปัญหาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ จะถูกนำมาเป็นประเด็นเพื่อชักนำให้เกิดการแทรกแซงจากต่างประเทศได้โดยง่าย
ดังนั้น แนวทางการแก้ไขปัญหา รัฐบาลไทยควรจะต้องเร่งดำเนินการระงับหรือยกเลิกการขอจดทะเบียนชื่อโดเมน ดอทไทย (.thai ) ของเอกชน จาก ICANN โดยใช้สิทธิในความเป็นเจ้าของ คำนามเฉพาะ และหากพิจารณาเห็นว่าอาจมีความจำเป็นที่จะต้องมีการใช้ชื่อโดเมน ดอทไทย (.thai ) เพื่อใช้งานในอนาคต ควรจะมอบหมายให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการขอจดทะเบียนแทนเอกชน และดำเนินการบริหารจัดการด้านการบริการโดเมน ดอทไทย (.thai ) ให้เกิดประโยชน์ และไม่ให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติในอนาคต
-------------------------------------------------